3 พ.ย. 2024 เวลา 23:00 • ธุรกิจ

กว่าจะเป็น 'HEINZ' ซอสมะเขือเทศแบรนด์ดังที่แสนคุ้นเคย

เนื้อซอสสีแดง หนืดเหนียว เข้มข้นไปด้วยมะเขือเทศแดงสุกเสริมรสชาติให้หวานอมเปรี้ยว เป็นเครื่องปรุงประจำบ้านที่มีให้เห็นตามครัวเรือนและร้านอาหารโดยทั่วไปอีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่หลายคนต้องคิดว่ามีรากเหง้าจากประเทศอเมริกา
ด้วยประชากรในประเทศเกือบ 97% ที่มีการบริโภคซอส รวมถึงแบรนด์อาหาร Fast Food เจ้าดังหลายเจ้าในอเมริกานำซอสมะเขือเทศเป็นตัวเลือกในการรับประทานเคียงคู่ แต่เมื่อสืบลึกลงไปกลับค้นพบว่า ซอสที่ว่ากลับมีความเป็นมาจากประเทศจีน
ข้ามฟากมากลายเป็นซอสประจำชาติ ‘เมกา’
จุดเริ่มต้นของซอสเนื้อแดงมาจากนักเดินทางชาวอังกฤษในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ได้มีการนำสูตรซอสจีนซึ่งมีรสชาติคล้ายน้ำปลากลับมายังประเทศบ้านเกิดแล้วพยายามลอกเลียนแบบให้ได้รสชาติที่เหมือนกัน
แต่สูตรที่ว่ากลับถูกปรับเปลี่ยนมาตลอดจนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์พืชสวนชาวอเมริกัน James Mease ได้ลองนำมะเขือเทศมาเป็นส่วนผสมหลักแต่นี่ยังไม่ใช่ซอสที่เราคุ้นเคยเพราะเขาทำเพียงแค่เพิ่มมะเขือเทศเป็นหนึ่งในส่วนผสมเท่านั้น
และมนุษย์เราไม่เคยหยุดพัฒนารวมถึงรสชาติซอสที่ยังถูกปรับเปลี่ยนมาตลอดจนกระทั่งมีคนนำสารกันบูดเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักเพื่อยืดอายุซอสให้ยาวนานมากกว่า 6เดือนและด้วยระยะการเก็บที่ยาวนานทำให้ซอสได้รับความนิยมอย่างมาก
ซึ่งการใช้สารกันบูดถูกมองเป็นเรื่องปกติของอุตสาหกรรมอาหารยุคนั้น แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วความอันตรายของสารเคมีชนิดนี้ก็ได้แสดงผลต่อสุขภาพประชาชน
ทำให้นักวิทยาศาสตร์หรือนักเคมีบางคนเริ่มสงสัยและทำการวิจัยส่วนประกอบของอาหารจนทราบถึงความอันตรายในสารกันบูด หลังจากมั่นใจในผลการทดลองก็ได้ถูกประกาศให้ทราบสู่สาธารณชน ที่สร้างความหวาดกลัวและไม่พอใจต่อประชาชนเป็นอย่างมาก
ถึงอย่างนั้น Henry J. Heinz มองเห็นปัญหาเรื่องความปลอดภัยของซอสเป็นโอกาสตีตลาดด้วยการคิดค้นสูตรที่ไม่ใส่สารกันบูด โดยนำน้ำส้มสายชูแทนสารกันบูด และผสมสูตรลับพิเศษเฉพาะเจ้าตัวที่กลายเป็นซอสมะเขือเทศแสนคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ซึ่งได้มีการวางขายครั้งแรกปี 1876
Heinz เริ่มต้นด้วยความล้มเหลว สู่ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
ก่อนจะเป็น Heinz อาณาจักรซอสมะเขือเทศในทุกวันนี้ และก่อนที่ Henry J. Heinz จะคิดค้นซอสมะเขือเทศต้นตำรับที่เราทานกัน
ย้อนกลับไปช่วงวัยเด็กของ Henry เด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบการเข้าครัวทำอาหารกับแม่จนถึงขั้นสร้างธุรกิจเล็กๆเองได้ ด้วยการทำซอสฮอร์สแรดิช(หรือที่รู้จักกันว่าวาซาบิปลอม) มาขายในระแวกแถบนั้นในเมืองพิตต์สเบิร์ก จนกลายเป็นที่รู้จักแต่กลับไม่ได้กำไรอย่างที่ควร
ต่อมาปี 1869 Henryในวัย 25 เริ่มสนใจสร้างธุรกิจเกี่ยวกับอาหารกระป๋อง เขาได้ชักชวน L. Clarence Noble เพื่อนแถวบ้านเดียวกัน ร่วมเปิดบริษัท Heinz & Noble ที่มีรูปแบบธุรกิจจัดส่งสินค้าสินค้าอย่าง แตงกวาดอง ซอสฮอร์สแรดิช และอื่นๆ ตามร้านอาหาร คาเฟ่
นอกจากนั้นพวกเขายังรู้ดีว่าหากต้องการสร้างความโดดเด่นให้ตัวบริษัท ทั้งสองควรคำนึงถึงความสำคัญในเรื่องของคุณภาพเป็นอย่างมากส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายและการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจค่อนข้างสูงอีกทั้งยังมีการซื้อโรงงานผลิตน้ำส้มสายชูต่อยอดวงจรธุรกิจกลายเป็นช่วงเวลาแสนรุ่งโรจน์ของบริษัท
แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อแตงกวาหนึ่งในวัตถุดิบหลักมีราคาสูงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้บริษัทที่ไม่ได้มีเงินหมุนเวียนมากพอจะจ่ายค่าสินค้าให้ชาวสวนจนเกิดการฟ้องร้องในเรื่องของความเสียหายจากการผิดสัญญา
และปัญหาเงินหมุนเวียนที่ไม่เพียงพอรวมถึงวิกฤตทางการเงินในอเมริกาที่ส่งผลต่อการปล่อยกู้จากธนาคารเป็นเรื่องยาก บริษัท Heinz & Noble จึงต้องขอยื่นล้มละลายขายทรัพย์สินเพื่อชดเชยค่าเสียหาย ปิดจบบริษัทอาหารกระป๋องที่เคยรุ่งโรจน์
ซอสมะเขือเทศขวดแก้วใส
หลังจากบริษัทปิดตัวลง Henry ต้องเผชิญความล้มเหลวครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต อีกทั้งยังถูกล้อเลียนสนุกสนานลงในหนังสือพิมพ์ประจำเมืองพิตต์สเบิร์ก
เขาเผชิญหน้าความผิดหวังที่แสนเจ็บปวดหมกตัวอยู่ในห้องเป็นระยะเวลานานหลายเดือนแต่โชคดีของ Henry ที่มีคนรอบตัวเข้าใจและคอยสนับสนุนโดยเฉพาะคุณแม่ที่คอยส่งกำลังใจอยู่ตลอดและยังเชื่อมั่นในตัวเขาด้วยการมอบเงินเก็บของตนเป็นทุนสำหรับเริ่มไอเดียธุรกิจใหม่
Henry ได้หยิบยื่นโอกาสนี้และนำประสบการณ์จากความผิดพลาดรวมถึงเงินทุนที่เขามีไปสู่การก่อตั้งบริษัทใหม่ปี1875 ด้วยชื่อ Heinz Food ที่จะทำการผลิตและขายซอสหรือแตงกวาดอง
ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ทำให้เขาต้องบริหารบริษัทอย่างรอบคอบและระมัดระวังรวมถึงมีการพัฒนา คิดค้นซอสสูตรต่างๆอยู่ตลอดจนในปีต่อมาบริษัทได้เปิดตัววางขายซอสมะเขือเทศที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกของอุตสาหกรรมอาหาร
และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆของอาณาจักรHeinz แต่ด้วยมุมมอง วิสัยทัศน์ รวมถึงประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นของHenry เขาเรียนรู้แล้วพัฒนาเผชิญหน้าความท้าทายใหม่ๆสร้างรากฐานของ Heinz ไว้อย่างมั่นคงก่อนส่งต่อให้ลูกหลาน
ไม่ว่าจะการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคมั่นใจในสินค้าของเขา หรือ ทำการตลาดที่ผันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และแบรนด์ที่ถูกออกแบบกลายเป็นเอกลักษณ์อย่างสโลแกน 57 varieties ที่มีให้เห็นทุกสินค้าของHeinzทั้งในอดีตและปัจจุบัน
โฆษณา