Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
nothing but movie
•
ติดตาม
20 พ.ย. 2024 เวลา 04:32 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์
Daimajin เจ้าพ่อภูเขียว
เปิดหาหนังดูในยูทูปไปเรื่อยๆ ก็ไปพบกับหนัง อิทธิฤทธิ์เจ้าพ่อภูเขียว หรือ Daimajin ถือเป็นหนังแนวไคจูสัตว์ประหลาดยักษ์ของญี่ปุ่นที่ออกฉายในปี 1966 ที่จริงไดมาจินมีสร้างออกมาทั้งหมด 3 ภาคด้วยกัน แต่ออกฉายในปีเดียวกันทั้งหมด ได้แก่ ภาคสอง ประกาศิตเจ้าพ่อภูเขียว (Return of Daimajin) และภาคสาม อภินิหารเจ้าพ่อภูเขียว(Daimajin Strikes Again)
ผมจำไม่ได้แล้วว่าเคยดูหนังเรื่องนี้หรือไม่ แต่ตัวหนังอิทธิฤทธิ์เจ้าพ่อภูเขียวในยูทูปสนุกพอใช้ได้ มีพากย์ไทยเสียด้วย หลังจากนั้นก็เลยหาภาคสองและสามมาดูต่อเนื่องกัน พบว่าหนังชุดนี้น่าสนใจทีเดียว หนังชุดนี้สร้างโดยไดเอะ สตูดิโอ ซึ่งก่อนหน้าไดมาจิน 1 ปี ทางไดเอะก็ได้สร้างหนังกาเมร่า สัตว์ประหลาดยักษ์ที่ออกมาแข่งขันกับก็อดซิลล่าของโทโฮโดยตรง
พอเอาหนังทั้ง 3 ชุดนี้มาพิจารณาก็พบว่ามันมีมิติมุมมองทางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง โดยในแต่ละเรื่องราวมีการสะท้อนความเป็นจริงที่ลึกซึ้งในวัฒนธรรม และบริบทสังคมญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญหลังยุคสงคราม
พี่ใหญ่อย่างก็อดซิลล่า ที่ถือกำเนิดขึ้นมาก่อนในปี 1954 สะท้อนถึงความบอบช้ำจากการถูกทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างชัดเจน ก็อดซิลล่าคือตัวแทนของพลังทำลายล้างที่มนุษย์ไม่อาจควบคุมได้ เป็นเครื่องเตือนถึงผลกระทบจากเทคโนโลยีที่ไม่อาจควบคุม และยังสะท้อนถึงความหวาดกลัวที่คนญี่ปุ่นมีต่อการใช้เทคโนโลยีอันตราย เช่น นิวเคลียร์ นอกจากนี้ ตัวละครนี้ยังสะท้อนถึงความหวาดกลัวของคนญี่ปุ่นในยุคหลังสงคราม และความจำเป็นที่จะต้องป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
ตัวละครก็อดซิลล่ายังแฝงนัยทางการเมือง โดยเฉพาะการวิพากษ์วิจารณ์การแข่งขันทางอาวุธของมหาอำนาจในยุคสงครามเย็น ญี่ปุ่นอยู่ในภาวะความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ตัวหนังจึงได้สอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์การแข่งขันทางอาวุธ รวมถึงการวิจารณ์สหรัฐอเมริกาที่เคยใช้ระเบิดนิวเคลียร์โจมตีญี่ปุ่น
ก็อดซิลลามีหลายบทบาท ในยุคแรกช่วงทศวรรษ 1950 ก็อดซิลล่าอยู่ในฐานะ "ตัวร้าย" เป็นพลังทำลายล้างที่มนุษย์ไม่อาจควบคุม แต่พอในช่วงหลังจากยุค 1960 ก็อดซิลล่าได้รับการตีความใหม่ให้กลายเป็น "ผู้พิทักษ์" หรือฮีโร่ที่ต่อสู้กับสัตว์ประหลาดตัวอื่นเพื่อปกป้องโลก มาจนถึงก็อดซิลล่าเป็นตัวแทนของพลังธรรมชาติที่ตอบสนองต่อความไม่สมดุลของมนุษย์ เช่น มลพิษทางสิ่งแวดล้อมหรือการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ มันกลายเป็นตัวแทนของพลังธรรมชาติที่พร้อมจะฟื้นคืนสมดุลเมื่อโลกอยู่ในภาวะวิกฤต
ขณะเดียวกัน การที่ก็อดซิลล่าสามารถกลับมาเป็นตัวร้ายได้อีกครั้งก็แสดงถึงการเตือนว่าธรรมชาติยังคงมีอำนาจเหนือมนุษย์
ส่วนกาเมร่านั้น แตกต่างจากก็อดซิลล่าเมื่อกาเมร่าที่เริ่มต้นในฐานะคู่แข่งของก็อดซิลล่าก็จริง แต่บทบาทฐานะของกาเมร่าคือผู้กอบกู้เป็นผู้พิทักษ์หรือพระเอกตัวจริง โดยเน้นเรื่องราวกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชน มันสะท้อนถึงแนวโน้มที่มองสัตว์ประหลาดไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคาม แต่ยังสามารถเป็นผู้ปกป้องได้ กาเมร่าแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพ การเสียสละ และความสามารถในการฟื้นฟูของญี่ปุ่นหลังสงครามโลก เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจและการเข้าสู่ประชาคมโลกในยุคหลังสงคราม
ความเป็น "ผู้พิทักษ์" ของกาเมร่าแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของญี่ปุ่นจากยุคที่มีความขมขื่นและความสูญเสีย ไปสู่สังคมที่สร้างตัวตนใหม่ เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังและความตั้งใจในการฟื้นฟูชาติ และกาเมร่าสามารถสื่อถึงความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างอำนาจที่สร้างสรรค์และทำลายล้าง
ส่วนไดมาจิน มีมิติทางวัฒนธรรมความเชื่อที่มากกว่าสองเรื่องแรก โดยพื้นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคศักดินาซามูไร มองเผินๆ ก็เหมือนหนังฟันดาบ แต่ผสมผสานความเป็นแฟนตาซีของสัตว์ยักษ์เข้าไป แต่แทนที่จะเป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ ไดมาจินคือเทพเจ้าญี่ปุ่นโบราณ ที่มาในรูปลักษณ์รูปปั้นหินศักดิ์สิทธิ์ที่ฟื้นคืนชีพเพื่อปกป้องผู้ที่ถูกกดขี่ในยุคศักดินา
ไดมาจินสะท้อนถึงความเชื่อในเรื่องการปกครองการยอมรับในระบบชนชั้น และบทบาทหน้าที่ของผู้ปกครองกับชาวบ้านผู้อยู่ใต้การปกครองอย่างชัดเจน ไดมาจินคือเทพเจ้าแห่งภูเขาที่ศักดิ์สิทธิ์และความยุติธรรมจากธรรมชาติที่ถูกกระตุ้นให้ลุกขึ้นตอบโต้เมื่อมนุษย์ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม หรือผู้ปกครองไม่ได้อยู่ในครรลอง โดยแนบแน่นกับพิธีกรรมความเชื่อหรือศาสนาที่คนญี่ปุ่นเชื่อ
ไดมาจินมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนการต่อต้านการกดขี่และความอยุติธรรมในสังคมยุคศักดินา เทพเจ้าหินผาตัวสูงนี้ไม่ใช่ภัยคุกคามเหมือนก็อดซิลล่า ไม่ใช่ผู้พิทักษ์แบบกาเมร่า แต่ไดมาจิน คือ ผู้ลงทัณฑ์ เป็นเครื่องมือในการกำจัดทรราช ซึ่งสื่อถึงความหวังที่คนธรรมดาจะสามารถพึ่งพาพลังนอกระบบในการต่อสู้กับความอยุติธรรม
ยิ่งกว่านั้นตัวละครนี้ยังสะท้อนถึงการปฏิวัติทางสังคัมในระดับหนึ่ง การฟื้นคืนชีพมาลงทัณฑ์ของไดมาจินชี้ให้เห็นถึงการเป็นตัวแทนของการต่อต้านการกดขี่และความอยุติธรรมในสังคม ไดมาจินฟื้นคืนชีพขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับทรราชหรือผู้ที่ใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งสะท้อนถึงผู้ที่ถูกกดขี่ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความยุติธรรม การฟื้นคืนชีพของไดมาจินเปรียบเสมือนพลังที่ขับเคลื่อนโดย "อำนาจที่สูงกว่า" หรือสุดท้ายแล้วความยุติธรรมต้องอยู่เหนือกว่าความอยุติธรรมในสังคม
น่าเสียดายที่ว่าอายุของไดมาจินค่อนข้างสั้นมาก เพียงปีเดียวกับหนังสามเรื่องเท่านั้น ไม่เหมือนกับก็อดซิลล่าและกาเมร่าที่ยืนยงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนไดมาจินที่มีนำมาสร้างเป็นการ์ตูนนั้นก็ไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกับหนังชุดนี้
ในยุค 1960 เป็นช่วงเวลาที่หนังแนวไคจูกำลังได้รับความนิยม แต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ตลาดหนังญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการเติบโตของโทรทัศน์ซึ่งแย่งส่วนแบ่งผู้ชมไปมาก การผลิตหนังสัตว์ประหลาดฟอร์มใหญ่จึงเริ่มประสบปัญหาทางด้านรายได้และความคุ้มค่าในการลงทุน ทำให้ไดเอะตัดสินใจหยุดการสร้างภาคต่อของไดมาจิน
อีกเหตุผลหนึ่งมาจากผู้ชมเริ่มเบื่อไดมาจิน อย่างเห็นอะไรใหม่บ้าง เพราะหนังสามภาคเอาเข้าจริงมีเนื้อเรื่องแบบเดียวกันทั้งหมด คือ ขุนนางกดขี่ชาวบ้านจนไดมาจินต้องออกมาลงทัณฑ์ พอทำมาสามภาคก็ถึงทางตัน ยิ่งกว่านั้นหนังชุดไดมาจินใช้เทคนิคพิเศษที่ต้องการงบประมาณสูง เช่น การสร้างฉากยุคโบราณ และการใช้เทคนิคพิเศษที่ซับซ้อน และทั้งสามภาคถูกสร้างขึ้นภายในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ต้นทุนสะสมเป็นภาระต่อสตูดิโอ
แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือไดเอะประสบปัญหาทางการเงินในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และล้มละลายในปี 1971 การล้มละลายนี้ทำให้แผนการสร้างหนังหลายเรื่องถูกยุติไป รวมถึงความเป็นไปได้ในการสร้างภาคต่อของไดมาจินด้วย ทิ้งให้สตูดิโอที่เคยดังกระฉ่อนโลกด้วยหนังราโชมอน Gate of Hell และไอ้บอดซาโตอิชิ กลายเป็นตำนาน ก่อนจะขายกิจการและกลายมาเป็น Kadokowa Pictures ไม่เหลือชื่อไดเอะอีกต่อไปแล้ว
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย