26 พ.ย. 2024 เวลา 06:48 • กีฬา

จบนัดที่ 12 ลิเวอร์พูล เอาชนะเซาแธมป์ตันไป 2-3 ฉีกหนีแมนซิตี้ฯ ไป 8 แต้ม

ก่อนจะเจอกันในคืนวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคมนี้ เวลา 23:00 ตามเวลาไทย
1. ไลน์อัพ
• ผู้รักษาประตู: เควิน เคลิเฮอร์ (อาลิซอนกลับมาซ้อมได้แล้ว แต่ยังไม่พร้อมลงเกมนี้)
• กองหลัง: รอบโบ้ยืนซ้าย, เบรดลีย์ลงฝั่งซ้ายแทนเทรน (ที่ยังไม่พร้อม ต้องรอลุ้นนัด UCL กับมาดริด), คู่กลาง ฟานไดค์ และโกนาเต้
• กองกลาง: กราเวนแบรก, โซโบ, เคอร์ติส โจน
• กองหน้า: ซาลาห์ (ขวา), นูญเยซ (หน้าเป้า), กักโป (ซ้าย)
(ดิอาซและแมคอลิสเตอร์เพิ่งช่วยทีมชาติจึงนั่งสำรอง)
2. เริ่มเกมมา เซาแธมป์ตัน ยังคงยืดมั่นในแนวทางเซตเกมจากหน้าปากประตูตัวเอง จนมาถึงนาทีที่ 30 ผู้รักษาประตูทีมเจ้าบ้านคว้างบอลมาให้กับ มาเตอุส เฟอนันเดส บริเวณหน้าหัวกระโหลก
มาเตอุสพยายามจะเอาตัวรอดจากการเข้าบีบของนักเตะหงส์แดง แต่ยังไม่สามารถพลิกได้ จึงคืนหลังมาให้ฟรินส์ ดาวน์ ฟรินส์ ดาวอยู่ตรงบริเวณสุดเส้นหลัง ไม่ยอมสาดขึ้นไปให้พ้นอันตราย แต่เขาเตะบอลมาเข้าทางโซโบตรงเส้น 18 หลา
โซโบปั่นด้วยซ้าย บอลเช็ดเสาเหลี่ยมในเข้าไป ผู้รักษาประตูได้แต่ยืนมอง
3. หลังจากเสียประตู เซาแธมป์ตันทำเกมขึ้นมาบ้าง
จังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุมฝั่งขวาของทีมเจ้าบ้าน บอลมาถึงร็อบโบ้ แต่เขาสกัดไม่ขาด บอลมาเข้าทางฟรินส์ ดาวน์ เขาซัดด้วยซ้ายจ่อ ๆ แต่เคลิเฮอร์ซุปเปอร์เซฟได้ สกอร์ยังเป็น 0 ต่อ 1
4. หลังจากที่ได้ประตูขึ้นนำ เกมของหงส์แดงไม่ได้เป็นต่อขนาดนั้น เหมือนจะยังเนือย ๆ ไม่ได้เล่นรัดกุม มีเสียบอลบ้าง ติดขัดบ้าง
จนมาถึงนาทีที่ 39 จังหวะที่ลิเวอร์พูลกำลังเซตบอลจากแดนหลัง ฟานไดค์พาบอลขึ้นมาบริเวณกลางสนามแต่เสียการครองบอล บอลมาเข้าทางเจ้าหนูดิบปริ้ง เขาลากบอลมาจนถึงบริเวณกรอบ 18 หลา กำลังจะเข้าเขตโทษ ร็อบโบ้สกัดโดนข้อเท้าขวาของดิบปริ้ง กรรมการเป่าเป็นจุดโทษ
VAR ที่ทำหน้าที่โดยไมเคิล โอลิเวอร์ ยืนยันเป็นจุดโทษ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานที่ชัดพอว่าจุดสัมผัสอยู่นอกกรอบเขตโทษ อาร์มสตรองรับหน้าที่สังหาร วิ่งเข้ามาซัดด้วยขวา เลือกยิงไปทางซ้ายของตัวเอง เคลิเฮอร์พุ่งถูกทาง เซฟได้อีก แต่ลูกบอลเด้งอยู่บริเวณตรงกลางไม่ห่าง อาร์มสตอง เขาตามซ้ำเข้าไป
สกอร์กลับมาเสมอกันเป็น 1 ต่อ 1
5. จบครึ่งแรกด้วยสกอร์ 1-1
เข้าสู่ครึ่งหลัง ในช่วง 10 นาทีแรก ลิเวอร์พูลบุกกดดันเพื่อหวังจะขึ้นนำอีกครั้ง
นาทีที่ 55 ลิเวอร์พูลได้ลูกเตะมุมฝั่งขวา ร็อบโบเปิดเข้ามา แต่บอลเข้ามือแมคคาฟี่ ถูกสวนกลับทันที เจ้าบ้านขึ้นบอลมาทางฝั่งขวา ดิบปริ้งครองบอลอยู่บริเวณริมเส้นฝั่งขวา มีโซโบอยู่ใกล้ ๆ
แต่ทันใดนั้น ดิบปริ้งม้วนกลับมาเปิดให้อาร์มสตองทางฝั่งซ้ายทันที ร็อบโบ, โกนาเต้, และเบรดลี่ย์เทมาหาอาร์มสตองกันหมด เฟอร์นันเดสเติมขึ้นมาบริเวณจุดโทษ
อาร์มสตองจ่ายมาตามนัด เฟอร์นันเดสซัดเข้าไปอย่างสวยงาม เคลิเฮอร์ได้แต่ยืนมอง
เจ้าบ้านพลิกขึ้นนำเป็น 2-1
6. นาทีที่ 61 อาเน่อ สลอท เปลี่ยนตัวพร้อมกัน 2 คน
ถอดโจนส์ออก ส่งแมคอลิสเตอร์ลงแทน และเปลี่ยนกักโปออก ส่งดิอาซลงมา
7. เกมของลิเวอร์พูลดูวูบวาบขึ้น
นาทีที่ 62 นูญเยซหลุดมาด้านขวา เปิดเข้ากลางให้ดิอาซ แต่ดิอาซถลำไปก่อนนิดเดียว ยังตาม 2-1 อยู่
นาทีที่ 65 บอลจากกราเวนแบรกตักข้ามแนวรับมาให้ซาลาห์ แมคคาฟี่ออกมาพลาดซาลาห์ไม่ต้องจับบอลเลย แต่ดีดเข้าไปด้วยซ้าย บอลค่อย ๆ ไหลเข้าสู่ก้นตาข่ายอย่างสวยงาม
8. หลังจากได้ประตูตีเสมอ ลิเวอร์พูลก็หาประตูขึ้นนำอยู่นาน เจาะยังไงก็ยังไม่เข้า ทั้งทำเกมขึ้นมา ทั้งลูกตั้งเตะ ก็ยังไม่เป็นผล
เวลาล่วงเลยมาจนถึงนาทีที่ 81 ซาลาห์เปิดด้วยซ้าย เข้ามาในกรอบเขตโทษ มีนูญเยซและร็อบโบ้เป็นเป้าหมาย บอลเด้งมาโดนมือซากุวาระที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ซาลาห์วิ่งเข้ามาซัดด้วยซ้ายข้างถนัดเข้าไป สกอร์เป็น 2-3 ลิเวอร์พูลพลิกขึ้นนำ
หลังจากขึ้นนำ ลิเวอร์พูลมีโอกาสจากซาลาห์อีก 2 ครั้งจะ ๆ แต่ยังไม่ได้ ช่วงท้ายเกม สลอทเปลี่ยนเอนโดลงมาแทนนูญเยซเพื่อปิดเกมการันตี 3 แต้ม
เกมจบ หงส์แดงฉีกหนีแมนซิตี้ฯ 8 คะแนน ก่อนจะลงดวลกันในวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคมนี้ 23:00 ตามเวลาไทย พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง
โฆษณา