6 ธ.ค. 2024 เวลา 11:55 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 1

กาลเวลาแห่งความทรงจำ
สยามยุคช่วงปี พุทธศักราช 2470 ในยุคที่ทุกอย่างดูเงียบสงบ
ผู้คนต่างทำหน้าที่ของตนทั้งนอกและในเรือน
ข้าทาสบริวารต่างทำหน้าที่ของตน เพื่อรับเบี้ยอัฐ อันน้อยนิดมาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน
กระนั้นความจงรักภักดีของข้าทาส บริวารที่มีต่อนายของตนก็ไม่ลดหย่อน ลงเลย
ณ พระราชวังสราญรมย์
ท่ามกลางสวนดอกไม้ที่ถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ความสวยงามที่ทุกกระเบียดนิ้วหาที่ติ ไม่ได้ เว้นเสียแต่สิ่งหนึ่ง
ที่ผู้เข้ามาชมสวนนั้นไม่พึงพอใจกับสิ่งที่เห็น เหตุเพราะไม่เป็นไปตามที่เธอนั้นต้องการ
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ารำไพพรรณี (เจ้าฟ้าหญิงมุก) พระราชธิดาคนเดียวของ เสด็จเจ้าฟ้าบดินเดชาที่1
ทรงนั่งพินิจพิจารณา สวนดอกไม้ ที่รายล้อมไปด้วยกุหลาบสีแดง ซึ่งมิใช่สีที่โปรดปราณเอาเสียเลย อันเป็นเหตุที่ต้องเรียก
บ่าวรับใช้คนสนิท มาหาเพื่อสั่งการถึงคนสวนในการทำงานที่ผิดพลาดครั้งนี้
"ทำไมกุหลาบของฉันมันถึงกลายเป็นสีแดงเล่า หนูนิด" เจ้าฟ้าหญิงมุก ตรัสถามบ่าวคนสนิท ที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยก้มหน้าอยู่
"หม่อมฉัน หารู้ไม่เพคะ" เสียงสั่นเครือ ที่เกรงกลัวต่อวาจาอันศักดิ์สิทธิ์นั้น หากกล่าวคำใดผิดหูไปอาจจะโดนลงทัณฑ์ได้ ในทันที
"เจ้าจะก้มหน้า ก้มตาทำไม หนูนิด เวลาคุยกับฉัน ไม่ต้องมากพิธี เราตกลงกันแล้วนี่" เจ้าฟ้ามุกเริ่มเปล่งเสียงดังขึ้น เมื่อเห็นบ่าว
รับใช้ใกล้ชิด ที่เปรียบเสมือนน้องและเพื่อน คนเดียวของพระองค์ ทำกิริยาห่างเหินราวกับไม่รู้จักมักคุ้น กันมาก่อน
"หามิได้ เพคะ ด้วยพระยศและพระศักดิ์แล้ว หม่อมฉันมิ บังควรเทียบเทียมทูลกระหม่อมได้" หนูนิดพูดในขณะที่ก้มหน้าอยู่อย่างนั้น
ด้วยสถานะที่เป็นอยู่ ไม่อาจจะทำตามที่เจ้าฟ้าหญิงมุกขอร้องได้
"เอาเถอะ ตอนนี้ก็มีแค่เราสองคน หนูนิด จะมากความกระไรกัน" เจ้าฟ้าหญิง ตรัสเหมือนน้อยใจ ในตัวหนูนิด และนั่นทำให้หนูนิดต้องรีบเงยหน้า
ขึ้นมาตอบผู้เป็นนาย ที่เคารพยิ่งชีพ
"หม่อมฉัน ทำตามเหตุอันสมควรเพคะ ทูลกระหม่อม อย่าได้ทรงใส่พระทัยกระไรเลย"
ทั้งคู่จ้องมองหน้ากัน ราวกับมีความในใจ อยากจะเอ่ย แต่ต่างฝ่ายต่างเก็บไว้ในใจ ไม่อาจที่จะบอกความในนั้นออกมาได้
"เอาหล่ะ เจ้าไปตามคนสวนมาหาเราที" สิ้นสุรเสียงของเจ้าฟ้าหญิงมุก หนูนิดค่อยๆ คลานเข่า ถอยหลังออกไป
บรรยากาศของสวนดอกไม้ที่งดงาม เริ่มมีแสงแดดทอ กระทบกับดอกกุหลาบสีแดงของกุหลาบนั้นเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ และส่งกลิ่นหอมคละคลุ้ง
ไปทั่วบริเวณนั้น แต่ ทว่าสีที่เจ้าฟ้าหญิงมุกต้องการนั้นคือ สีขาว ดอกกุหลาบสีขาวเท่านั้น ที่เจ้าฟ้าหญิงมุก อยากจะสัมผัสและเด็ดมาเชยชม
ณ อ่างทอง
จังหวัดเล็กๆ ที่น้อยนักจะมีคนจากต่างถิ่นมาอาศัยอยู่ ดั่ง มารศรีสาวใหญ่ ที่ครองโสดมานาน จนมาถึงครึ่งค่อนชีวิตแล้ว ก็ยังหาคู่ครองไม่ได้
เธออาศัยอยู่บ้านสวนกับแมวตัวโปรดที่ชื่อ "มากอดที" เป็นชื่อที่เธอตั้งใจตั้งขึ้นมา เพียงเพราะว่า เวลาใดที่เธอรู้สึกเหงาเธอจะเรียกแมวของเธอมาโอบกอด
มันทำให้เธอรู้สึกว่า เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว แต่ยังมี เจ้่ามากอดที เป็น เพื่อนที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอ
"มากอดที อยู่ไหนคะ มากอดที เร็วๆ อยู่ไหนเนี๊ยะ" น้ำเสียงของมารศรีเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อหาแมวตัวโปรดนั้นไม่เจอ
"เหมี๊ยว....เหมี๊ยว.....เหมี๊ยว" เสียงของแมวเจ้ามากอดที ดังมาแต่ไกล พอมาถึงก็เข้ามาคลอเคลียมารศรี ราวกับว่ามันจะบอกอะไรบางอย่างกับเธอ
"ไปไหนมาเนี๊ยะ ทำไมเนื้อตัวสกปรกแบบนี้" เธออุ้มแมวตัวโปรดของเธอขึ้น เช็คดูสภาพของแมวที่เปื้อนโคลนข้างหนึ่ง อีกข้างเต็มไปด้วยดอกหญ้า
"สงสัยต้องจับอาบน้ำ แล้วไหม เจ้าตัวแสบ" สายตาของแมวจ้องมอง มนุษย์ที่มีชื่อว่ามารศรี พร้อมกับส่งเสียง "เหมี๊ยว" ในเวลาเดียวกัน
"ไปอาบน้ำ ไปอาบน้ำ ไปอาบน้ำกัน" ความสุขของสาวโสดกับการที่ได้อยู่กับตัวเองจนชิน
ในแต่ละวันก็ทำกิจวัตรเดิมๆ อยู่แบบนั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่มารศรีจับแมวไปอาบน้ำนั้น ทุกการกระทำของเธอ อยู่ในสายตาของดารณี เด็กสาวที่ชอบแอบมองดูมารศรีในทุกๆ เช้าก่อนไปเรียน เธอเดินผ่านหน้าบ้าน
ของมารศรี ทุกวันตั้งแต่ประถมจวบจนตอนนี้จะเข้ามหาลัยแล้ว สิ่งที่เธอทำได้ในทุกๆ เช้าคือ ตะโกนบอกมารศรีว่า "พี่....ป้า หนูไปเรียน แล้วนะ"
มารศรีก็ขานตอบกลับทุกเช้าเสมอ แม้จะไม่ออกมาเจอหน้าของดารณีแต่เธอก็รู้ว่า นั่นคือ เสียงของดารณี เด็กสาวที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันนั้นตะโกนบอกเธอ
"จ้า....โชคดีนะ" นั่นคือคำขานกลับในทุกๆ เช้าของมารศรี
"เจ้าเด็กนี่ ยังไงกัน ตะโกนบอกร่วมปีแล้ว ไม่เบื่อรึยังไง" มารศรีพรึมพรำ อยู่คนเดียวในขณะที่กำลังอาบน้ำให้แมวอยู่
ดารณีที่ได้ยินคำขานรับ ก็ ยิ้มออกมา เพราะคำขานนั้น คือกำลังใจของเธอในทุกๆ เช้า
ปารีส ฝรั่งเศส
"ในที่สุดก็ได้เวลากลับบ้านแล้ว เย๊...ดีใจจัง" เก้ากานต์ หญิงสาวที่เพิ่งเรียนจบ กระโดดโล๊ดเต้นอย่างดีใจ เมื่อถึงเวลาที่จะได้กลับเมืองไทยเสียที
หลังจากอาศัยอยู่ที่ปารีสมานานเกือบ 6 ปี เพราะต้องศึกษาตามที่บิดามารดา ร้องขอเอาไว้
"คืนนี้ต้องฉลองสักหน่อย ชวนใครไปเที่ยวดีน๊าาา" ใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปิติ ในมือถือโทรศัพท์ขณะกดข้อความชวนเพื่อนของเธอ
แต่ไม่มีใครว่างหรือสะดวกสักคน เพราะทุกคนต้องอยู่ฉลองกับครอบครัวเสียก่อน ส่วนบรรดาเพื่อนค่อยฉลองทีหลัง
เก้ากานต์จึงต้องออกไปฉลองคนเดียว
ในผับแห่งหนึ่ง เก้ากานต์ นั่งดื่มอยู่คนเดียว ด้วยความน้อยใจเพื่อนๆ เธอจึงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล ทุกชนิดเข้าไป
"เอ๊า.....ชน....แด่ตัวฉันเอง เสียงตะโกนแข่งกับเสียงเพลงในผับนั้น เป็นที่สะดุดตาของทุกคน แต่ทุกคนก็ได้แต่มองดูเท่านั้น
" เอามาอีก One more please" เธอสั่งเครื่องดื่มเพิ่มอีกชุด รอบนี้จัดเป็นแถวยาว ค๊อกเทล B52 ให้สมกับการที่ร่ำเรียนมานาน
เปลวไฟ ที่ปรากฏบนเครื่องดื่ม ยิ่งทำให้เกล้ากานต์ เกิดความฮึกเหิม อยากจะดื่มเข้าไปอีก แต่ร่างกายเธอคงไปต่อไม่ไหว....
ในขณะที่เกล้ากานต์กำลังจะตกเก้าอี้ ก็มีมือๆ หนึ่งมาประครองร่างเธอเอาไว้
" ระวังหน่อยสิคุณ ถ้าจะดื่มเยอะขนาดนี้ ต้องมีเพื่อนมาด้วยนะ" นั่นคือเสียงของสโรชา หญิงสาวมาดเข้ม ที่ชอบมานั่งชิว
ในผับนี้เป็นประจำ
"ฉันไม่เมาคะ คุณขราาาาา แค่ดิฉันไม่เหมือนเดิม" เสียงพูดนั้น มาพร้อมกับอาการฟุบลงบนบาร์นั้นทันที
"เอ๊า....คุณ...คุณคะ" สโรชา เขย่าตัวเกล้ากานต์เพื่อปลุกให้ตื่น แต่ก็ไร้ผล เพราะความเมา
สโรชา ได้แต่พยุงร่างของเกล้ากาต์ ออกมาจากผับและหาน้ำให้เธอล้างหน้า เพื่อสติจะได้กลับมา
"ที่พักอยู่ไหนคะ จะได้ไปส่งถูก" คำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะตอนนี้ฝั่งตรงข้าม หลับไปแล้ว
"ลูกเต้าใครกันน๊า เมาไม่รู้เรื่องแบบนี่ ขืนให้กลับเอง คงอันตรายแย่"
ว่าแล้วสโรชาก็พาร่างของเก้ากานต์ ขึ้นรถของเธอไป
โฆษณา