29 ธ.ค. 2024 เวลา 06:14 • ปรัชญา
ในมุมมองของเราเวลาไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ เพราะมนุษย์เกือบทั้งหมดบนโลกมองคนด้วยความคิดของตัวเอง
1
คนทั่วไปตัดสินคนอื่นได้แม้ว่าจะไม่รู้จักจริง ๆ ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น นายเอทะเลาะกับนายซี แล้วนายเอไปบอกบอกกับนายบีว่านายซีเป็นคนหลอกลวงพร้อมกับปรุ่งแต่งให้เหตุการณ์มันดูแย่มากขึ้น นายบีที่เข้าข้างนายเอก็จะมองนายซีว่าเป็นคนหลอกลวงที่ถูกขยายส่วนความชั่วร้ายมากขึ้นแม้ว่านายบีจะไม่เคยรู้จักนายซี
1
คือความสัมพันธุ์ในสังคมมนุษย์มันยังเป็นความสัมพันธุ์แบบเข้าพวกกันอยู่ เพราะงั้นใครก็ตามที่เป็นพวกเดียวกันมาเล่าว่าใครแย่ยังไงความแย่ตรงนั้นมันก็จะถูกขยายผลแล้วก็กลายพันธุ์เป็นความชั่วร้ายอยู่ในใจในแบบที่ตัวนายบีสร้างขึ้นเอง
1
นายบีก็จะสร้างความชั่วร้ายของนายซีขึ้นมาในใจตัวเองโดยอ้างอิงจากอารมณ์ที่นายเอผู้เป็นเพื่อสื่อออกมาและเอามารวมกับประสบการณ์ของตัวเอง ผลที่ได้ก็คือตัวนายซีในจินตณาการของบีก็จะเป็นนายซีอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง และเป็นเวอร์ชั่นเดียวที่นายบีเข้าใจคนเดียว
การทำความรู้จักคนอื่นบางครั้งมันไม่ต้องใช้เวลาค่ะ คนฉลาดที่สติดีหรือคนที่เขาอยู่ในภาษาธรรมะก็คือคนที่ระดับโสดาบันขึ้นไปเขาเรียนรู้ที่จะขจัดการปรุงแต่งออก เวลาใครมาเล่าอะไรให้เขาฟังเขาจะไม่มองตามเรื่องเล่าแล้วเชื่อทันทีอย่างที่เล่า เขาจะสงสัยว่าทำไมถึงมาเล่าเรื่องพวกนี้ให้เขาฟัง เหตุการณ์ก่อนหน้านี้มันน่าจะเป็นยังไง แล้วเขาจะแยกเรื่องเล่านั้นเอาไว้
1
แล้วถ้าคนกลุ่มนี้สนใจจะเรียนรู้ใครขึ้นมาสักคนเขามองคนออกไวมากค่ะ อาจจะไม่เคยมาเจอหน้ากันจริง ๆ หรือแค่เห็นหน้าคร้งเดียวก็มองทะลุได้ยิ่งกว่าคนที่รู้จักเขามาทั้งชีวิตแล้ว สาเหตุที่เขามอคนได้ระเอียดก็เป็นเพราะเขามองโดยที่ไม่ได้ปรุ่งแต่งอะไร แต่มองและรับรู้เท่าที่เห็นจริง
1
โฆษณา