8 ม.ค. 2025 เวลา 07:02 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

Eye for an Eye 2 - ยอดกระบี่ไร้เทียมทาน 2

Old School Wuxia-Western
คนดูหนังจีนยุค 1990 น่าจะจำเด็กน้อยเซี่ยเหมียวที่แจ้งเกิดกับการร่วมกับเจ็ท ลี ในหนังMy Father Is a Hero - 5 พยัคฆ์ เสี้ยวลิ้มยี่ และ My Father Is a Hero - ต้องใหญ่ให้โลกตะลึง (ครั้งนี้หัวใจใครก็เจ็บไม่ได้)กันได้ ตอนนี้เขาเติบใหญ่เป็นนักแสดงที่แม้ไม่ได้ขึ้นมาแถวหน้า แต่ก็ยังมีงานที่น่าจดจำในหนังสตรีมมิ่ง เซี่ยเหมียวนั้นเกิดที่ปักกิ่ง เป็นนักแสดงเด็กที่มาจากการแข่งขันวูซู คว้าแชมป์การแข่งขันวูซูหลายรายการ ตอนนี้เขากลับไปทำงานในบ้านเกิด มีงานเด่นอย่าง Eye for an Eye หรือยอดกระบี่ไร้เทียมทาน
ส่วนนักแสดงเด็กจีนที่มาแรงในยุคนี้ต้องยกให้ หยางเอินโย่ว ในวัยยังไม่ถึง 10 ขวบที่โชว์ฝีมือได้อย่างน่าทึ่งจากหนัง Lighting Up the Stars ทั้งน่ารัก ทั้งแสดงดีสุดๆ จนเรียกได้ว่าผมโดนเธอตกไปเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้นักแสดงเด็กสองยุคมาพบกันในหนังกำลังภายในย้อนยุคที่นักแสดงสองวัยต่างรับส่งบทกันได้อย่างสนุก
ข้อได้เปรียบของนิยายหรือหนังกำลังภายในอย่างหนึ่งก็คือผู้ชมพร้อมที่จะเชื่อหรือมองข้ามความไม่สมเหตุสมผลบางอย่างได้ อย่างเช่นในหนังเรื่อง Eye for an Eye ยอดกระบี่ไร้เทียมทานที่ออกฉายผ่าน iQIYI ในปี 2022สามารถสร้างตัวละครนักล่าค่าหัวที่เป็นชายพิการตาบอด คนดูไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามว่าชายตาบอดสามารถระบุตัวตนเป้าหมายได้อย่างไร เขารู้จักรูปร่างหน้าตาของคนที่เขาต้องตามล่าผ่านใบประกาศนำจับโดยที่ไม่มีผู้ช่วยได้อย่างไร
แต่สำหรับเรื่องกำลังภายในแล้ว เรื่องแค่นี้ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานที่ธรรมดามากที่อยู่ในขอบเขตของจินตนาการและความบันเทิง
Eye for an Eye เป็นหนังกำลังภายในในยุคใหม่ที่หาญกล้านำเสนอแบบ Old School Wuxia เน้นการเล่าเรื่องและสร้างตัวละครที่แข็งแรง มากกว่าเน้น CGI หลอกตา และสร้างความประทับใจด้วยการเดินเรื่องที่กระชับเพียง 74 นาที หนังเล่าเรื่องราวของ เฉิงเซี่ยจื่ออดีตนายทหารที่กลายมาเป็นนักล่าค่าหัว เขาไม่เพียงแต่เก่งกาจด้านวิทยายุทธ แต่ยังมีวิถีชีวิตเร่ร่อน พเนจรไปพร้อมม้าคู่ใจ เขาเผชิญกับปัญหาด้านสายตาจนสูญเสียการมองเห็นต้องมาเป็นนักล่าค่าหัวเพื่อหาเงินมารักษาดวงตา
ตัวหนังไม่ปิดบังว่าได้อิทธิพลอย่างเต็มที่จากซาโตอิชิไอ้บอดยอดซามูไรของญี่ปุ่นทั้งลีลาการถือดาบ การต่อสู้ รวมไปถึงการเป็นนักล่าค่าหัวก็ทำให้เขาเป็นชายพเนจรเหมือนกับซาโตอิชิผู้มีอาชีพหมอนวดเดินทางไปทั่วญี่ปุ่น เมื่อซาโตอิชิเห็นเรื่องราวความอยุติธรรม การถูกรังแกที่น่าสงสาร ซาโตอิชิชายตาบอดก็จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่ลังเล
ภาคนี้เดินเรื่องรวดเร็ว ตัดต่อฉับไว แต่ด้วยความประณีตของการถ่ายทำ ฉากต่อสู้ และการสร้างตัวละครที่แข็งแกร่ง ทำให้หนังยอดกระบี่ไร้เทียมทานเรื่องนี้โดดเด่นเหนือหนัง Digital TV(DTV) อื่น ๆ จนเทียบเคียงหนังโรงได้อย่างสมศักดิ์ศรี
สองปีต่อมา Eye for an Eye 2 มาพร้อมการยกระดับในทุกด้าน ทั้งโปรดักชันที่ละเมียดละไม งานภาพที่งดงามราวกับหนังโรง และเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่าเดิม หนังเล่าเรื่องใหม่โดยไม่มีความเกี่ยวโยงกับภาคแรก นำเสนอเฉิงเซี่ยจื่อในบทบาทเดิมที่เติมความซับซ้อนทางอารมณ์และความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่ลึกซึ้งเข้าไป
ครั้งนี้ ตัวเรื่องถึงถูกดึงให้เดินเรื่องค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับภาคแรก ความยาวเพิ่มเป็น 91 นาที เน้นไปที่อารมณ์ความรู้สึกดราม่าสร้างความสัมพันธ์กับตัวละครในเชิงลึกโดยเฉพาะความสัมพันธ์ในเชิงพ่อลูก เรื่องราวโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างเฉิงเซี่ยจื่อและจางเซี่ยวหยูเด็กน้อยที่สูญเสียครอบครัวและต้องการล้างแค้น ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความรำคาญของเฉิงเซี่ยจื่อที่มีต่อเด็กหญิง กลายเป็นความผูกพันที่ค่อย ๆ ลึกซึ้งขึ้น เขาถ่ายทอดวิทยายุทธและความรู้ในการเอาตัวรอดเพื่อให้เธอสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเอง
ยอดกระบี่ไร้เทียมทาน 2 ผสมผสานจิตวิญญาณของหนังหลายแนวเข้าด้วยกัน เป็นหนังจันกำลังภายในแต่ให้อารมณ์ใกล้เคียงหนังซามูไร และหากภาคแรกคือซาโตeอิชิกลายร่าง หนังภาค 2 มันก็คือซามูไรพ่อลูกอ่อนนั่นเอง ขณะที่ดนตรีประกอบกับให้อารมณ์เหมือนหนังคาวบอยตะวันตก จึงกลายเป็นการผสมผสานหลากหลายรูปแบบที่ออกมาลงตัว ทั้งความลึกซึ้งของตัวละคร บรรยากาศแบบคาวบอยตะวันตก และฉากต่อสู้ในหนังกำลังภายใน ตลอดจนการเลือกใช้ทิวทัศน์ท้องทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาเป็นฉากหลัง ยิ่งช่วยเพิ่มความงดงามและราคาให้กับตัวเรื่อง
แม้ว่าจะเน้นดราม่า แต่ฉากต่อสู้ในภาคนี้ก็ไม่ได้น้อยลง ที่โดดเด่นเกินหนัง DTV ทั่วๆไปคือการออกแบบการต่อสู้ที่ไม่ได้เน้นการออกอาวุธ ออกหมัด ออกเท้าให้ยืดยาวเหมือนหนังกำลังภายในทั่วไป แต่มันคือการต่อสู้ที่เอากระบวนท่ามาผสมกับความรวดเร็วฉับไว พอถึงจังหวะตัดสินก็เพียงแค่ดาบเดียวก็รู้ผล โดยเฉพาะฉากสุดท้ายที่เฉิงเซี่ยจื่อต้องลุยเดี่ยวเผชิญหน้ากับศัตรู 300 คนในรังโจร เป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานเกินหน้าหนังสตรีมมิงทั่วไป
สิ่งที่ทำให้หนัง 2 ภาคนี้แตกต่างจากหนังกำลังภายในอื่น ๆ ในยุคนี้ คือการนำจิตวิญญาณของหนังยุค 70 กลับมาสู่จอ โดยเน้นการสร้างตัวละครที่น่าจดจำ การเดินเรื่องที่อัดแน่นด้วยอารมณ์ และการออกแบบฉากต่อสู้ที่กระชับ ไม่เน้นยืดเยื้อแต่หนักแน่น และออกจะรุนแรงพอสมควร รวมถึงตัดทอนความรกรุงรังของ CG หรือเครื่องแต่งกายที่เกินจริงออกไป
โดยเฉพาะ Eye For An Eye 2 ดึงความสนใจผมไว้ได้ตลอด ด้วยเส้นเรื่องการถ่ายทอดอารมณ์และปฏิสัมพันธ์ที่เข้ากันดีมากระหว่างนักแสดงนำทั้งสองคือ แสดงนำเซี่ยเหมียวในบทไอ้บอดกับหยางเอินโย่วในวัย 10 ขวบที่โชว์ฝีมือได้อย่างน่าทึ่ง (ที่จริงผมก็ถูกเธอตกมาแล้วใน Lighting Up the Stars ทั้งน่ารัก ทั้งแสดงดีสุดๆ) เธอสามารถรับบทที่ผสมผสานความเฉลียวฉลาดและความกล้าหาญ ไม่ต่างกับตัวละครอย่างแมตตี้ รอสจาก True Grit หรือ ไดโกโร่จากซามูไรพ่อลูกอ่อนได้อย่างลงตัว
การได้เห็นเธอและเซี่ยเหมียวถกเถียง หยอกล้อ หรือแม้กระทั่งต่อสู้เคียงข้างกัน นับเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าเซี่ยเหมียวเองเริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนักแสดงเด็กคู่กับเจ็ท ลีในหนัง My Father Is a Hero - 5 พยัคฆ์ เสี้ยวลิ้มยี่ และ My Father Is a Hero - ต้องใหญ่ให้โลกตะลึง (ครั้งนี้หัวใจใครก็เจ็บไม่ได้) เซี่ยเหมียวนั้นเกิดที่ปักกิ่ง เป็นนักแสดงเด็กที่มาจากการแข่งขันวูซู คว้าแชมป์การแข่งขันวูซูหลายรายการ
Eye For An Eye จึงเป็นการยกระดับของหนังสตรีมมิงที่ผสมผสานความเก่าและใหม่ได้อย่าน่าพอใจ พร้อมทั้งเติมเต็มความรู้สึกอยากดูหนังกำลังภายในแบบเก่าที่เล่าเรื่องด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มแข็งผสมกับการถ่ายทำสมัยใหม่
7/10
โฆษณา