1 ก.พ. 2025 เวลา 11:14 • การศึกษา

นักรังสีเทคนิค ผู้สร้างภาพ (ทางการแพทย์) และการฉายรังสีเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

นักรังสีเทคนิค หรือ นักรังสีการแพทย์ เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการให้บริการด้านสุขภาพ ผู้ป่วยที่เข้าตรวจรักษาในโรงพยาบาลต้องเคยผ่านการถ่ายภาพเอกซเรย์แล้วทั้งสิ้น แต่บทบาทนักรังสีเทคนิคไม่ได้มีเพียงแค่การถ่ายภาพเอกซเรย์เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านการสร้างภาพถ่ายทางการแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยโรค (medical imaging) ที่ประกอบด้วยเครื่องมือทางรังสีวิทยาหลากหลายชนิดเพื่อสร้างภาพในรูปแบบสองมิติ และสามมิติ
นักรังสีเทคนิคยังปฏิบัติงานทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (nuclear medicine) ด้วยการใช้กัมมันตรังสีความแรงต่ำสำหรับการตรวจวินิจฉัยโรคขั้นสูงที่ไม่สามารถตรวจได้ด้วยวิธีการปกติ นอกจากนี้หลายท่านยังไม่ทราบว่านักรังสีเทคนิคยังมีหน้าที่ในการฉายรังสีเพื่อการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเกือบทุกชนิด และให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูง
นักรังสีเทคนิคจึงต้องมีความรู้และทักษะขั้นสูง ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างภาพทางรังสีคุณภาพสูงเพื่อให้การวินิจฉัยโรคมีความถูกต้อง ตลอดการฉายรังสีเพื่อฆ่าก้อนมะเร็งได้อย่างแม่นยำเพื่อให้แน่ใจว่าการรักษาบรรลุผลสำเร็จได้
บทความนี้จะช่วยการถ่ายทอดบทบาทของนักรังสีเทคนิคที่อยู่เบื้องหลังการตรวจรักษาทางการแพทย์ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก และยังช่วยให้ผู้ที่สนใจเข้าใจการทำงานนักรังสีเทคนิคมากยิ่งขึ้น
ขอบอกว่า นักรังสีเทคนิค เป็นวิชาชีพขาดแคลนชนิดที่ผลิตเท่าไรก็ไม่พอ แถมยังมีเงินเดือนที่สูงมาก อีกทั้งได้ทำงานกับเครื่องมือทางรังสีวิทยาที่มีสมรรถนะสูงและราคาแพงที่สุดในโรงพยาบาล เมื่อทราบแบบนี้แล้วคงอยากรู้จักกับวิชาชีพนี้มากยิ่งขึ้น
ถ้างั้น ตามมา!
หนึ่งในทีมสหวิชาชีพทางการแพทย์ที่ยังมีจำนวนที่น้อยมากจนถึงขั้นขาดแคลน ถึงขั้นที่ 10 ปีที่ผ่านมายังไม่เพียงพอต่อการทำงานทั้งในโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน
ภาพถ่ายทางรังสีวิทยาเป็นภาพที่มีความละเอียดสูงมากเพื่อให้แพทย์สามารถทำการตรวจวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง นักรังสีเทคนิคจึงมีหน้าที่ควบคุมให้การสร้างภาพด้วยเครื่องมือทางรังสีวิทยามีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการควบคุมคุณภาพ (quality control) การป้องกันรังสี (radiation protection) และการประสานงานร่วมกันระหว่างวิชาชีพต่างๆ ในโรงพยาบาล (multidisciplinary collaboration)
บทบาทหน้าที่ของนักรังสีเทคนิคสามารถแบ่งได้เป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย รังสีวินิจฉัย เวชศาสตร์นิวเคลียร์ และรังสีรักษา โดยงานแต่ละด้านมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การสร้างภาพและการรักษาด้วยเครื่องมือทางรังสีวิทยามีประสิทธิภาพสูงสุด
---
1. การสร้างภาพทางรังสีวินิจฉัย
ในโรงพยาบาลทุกคนน่าจะรู้จักกับห้องเอกซเรย์ที่ใช้สำหรับถ่ายภาพเอกซเรย์ตามที่แพทย์ผู้ตรวจรักษาร้องขอ แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากเครื่องเอกซเรย์ทั่วไปแล้ว ยังมีเครื่องมือสร้างภาพทางรังสีวิทยาอีกหลายชนิด ทั้งเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) เครื่องเอ็มอาร์ไอ (MRI) เครื่องเอกซเรย์เต้านม (Mammography) เครื่องอัลตราซาวด์ (ultrasound) แต่ละเครื่องล้วนใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสร้างภาพที่มีรายละเอียดสูง
ความสำคัญของการสร้างภาพคุณภาพสูงอยู่ที่นักรังสีเทคนิคต้องควบคุมให้เครื่องมือเหล่านี้ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อผู้ป่วยและผู้ปฏิบัติงาน นักรังสีจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจทั้งส่วนประกอบและการทำงานเชิงลึกของเครื่องมือต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
นักรังสีเทคนิคที่ทำงานในด้านนี้จึงมีหน้าที่เฉพาะดังต่อไปนี้:
2. การสร้างภาพทางรังสีและการควบคุมคุณภาพ
การสร้างภาพทางรังสีไม่ใช่เพียงแค่กดปุ่มยิงเอกซเรย์ออกมา แต่ยังต้องมีความชำนาญในการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์สำหรับถ่ายภาพได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ภาพที่ได้มีคุณภาพสูงเพียงพอต่อการวินิจฉัยโรค ควบคู่กับการควบคุมให้ผู้ป่วยได้รับปริมาณรังสีน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังต้องดำเนินการทดสอบและควบคุมคุณภาพเป็นประจำเพื่อให้ภาพที่สร้างขึ้นมีมาตรฐานตลอดระยะเวลาการใช้งาน (Brant & Helms, 2012)
3. การจัดท่าและตำแหน่งผู้ป่วย
การจัดท่าทางร่างกายและตำแหน่งผู้ป่วยอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างภาพอย่างมาก เนื่องจากร่างกายประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ การถ่ายภาพเพื่อให้เห็นอวัยวะภายในได้สมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางกายวิภาคศาสตร์เพื่อประเมิณขอบเขตและตำแหน่งจากภายนอกร่างกาย
นักรังสีเทคนิคยังต้องปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยจากรังสีอย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้ข้อมูลและคำแนะนำด้านการถ่ายภาพและการป้องกันรังสีให้กับผู้ป่วย
4. การประสานงานระหว่างสหวิชาชีพ
การทำงานร่วมกับสหวิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ พยาบาล และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องสื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อทราบถึงความต้องการ และสภาวะของผู้ป่วย โดยเฉพาะภาวะฉุกเฉินที่ต้องการความรวดเร็วและปลอดภัย (Society of Radiographers, 2020).
---
เวชศาสตร์นิวเคลียร์
งานทางด้านเวชศาสตร์นิวเคลียร์มีความแตกต่างจากงานรังสีวินิจฉัย เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับการให้สารกัมมันตรังสีเข้าสู่ร่างกายผ่านการใช้สารเภสัชรังสี (radiopharmaceuticals) เพื่อการวินิจฉัยโรค หรือการใช้สารกัมมันตรังสีสำหรับรักษาโรคบางชนิด
ภาพถ่ายทางรังสีที่ได้จากเวชศาสตร์นิวเคลียร์มีความสามารถหลายประการที่ช่วยให้การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างแม่นยำและเจาะจง โดยที่เครื่องมืออื่นไม่สามารถทำได้
นักรังสีเทคนิคที่ทำงานด้านนี้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านเภสัชศาสตร์ สรีรวิทยา ความปลอดภัยจากรังสี และการใช้เทคโนโลยีสร้างภาพจากรังสีที่ปลดปล่อยจากร่างกายผู้ป่วย การปฏิบัติงานนักรังสีเทคนิคจึงประกอบด้วย
1. การเตรียมและการใช้สารเภสัชรังสี
นักรังสีเทคนิคทางด้านนี้จึงต้องมีความเข้าใจกระบวนการเตรียมสารเภสัชรังสี และการให้สารรังสีเข้าไปยังร่างกายผู้ป่วย การปฏิบัติงานต้องเป็นไปตามมาตรฐานและโปรโตคอลที่กำหนดไว้อย่างเคร่งคลัดเพื่อให้ผลการวินิจฉัยโรคมีความถูกต้องและผู้ป่วยมีความปลอดภัย (Juweid et al., 2015).
2. การใช้เครื่องมือสร้างภาพขั้นสูงในงานเฉพาะทาง
เครื่องมือที่ใช้สร้างภาพในทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ค่อนข้างซับซ้อนและมีหลายรูปแบบ เช่น เครื่องแกมมาคาเมรา (gamma cameras) เครื่อง SPECT และเครื่อง PET/CT นักรังสีเทคนิคต้องมีความรู้เฉพาะด้านเพื่อให้เครื่องต่างๆ สามารถสร้างภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐาน
3. การป้องกันอันตรายจากรังสีและการควบคุมคุณภาพ
เนื่องจากงานเวชศาสตร์นิวเคลียร์เกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสีที่สามารถเกิดการปนเปื้อนได้ นักรังสีเทคนิคจึงต้องมีการสำรวจตรวจสอบค่าปริมาณรังสีให้มีความปลอดภัยต่อผู้ป่วย บุคลากร และสิ่งแวดล้อม โดยต้องทำการประกันทดสอบคุณภาพด้านต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทุกชนิดทำงานได้อย่างเหมาะสม
---
รังสีรักษา
หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า การฉายรังสี หรือการใส่แร่ ที่เป็นการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการตายอันดับหนึ่งมายาวนาน และมีท่าทีว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ทราบถึงสาเหตุที่ชัดเจน
นักรังสีเทคนิคที่ปฏิบัติงานด้านนี้มีบทบาทในการรักษาผู้ป่วยผ่านการฉายรังสีพลังงานสูงเพื่อบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ด้วยความที่ปริมาณรังสีสูงมากทำให้การปฏิบัติงานต้องมีความแม่นยำอย่างมากเพื่อให้เป้าหมาย ได้แก่ ก้อนมะเร็งได้รับปริมาณรังสีสูง ในขณะที่ป้องกันไม่ให้อวัยวะปกติรอบก้อนมะเร็งได้รับปริมาณรังสีส่วนเกิน
เครื่องมือทางรังสีรักษาเป็นเครื่องมือที่มีความซับซ้อนและราคาสูงมากจำเป็นที่นักรังสีเทคนิคต้องทำความเข้าใจหลักการทำงานของเครื่องมือ และสามารถใช้งานได้อย่างเชี่ยวชาญ บทบาทที่สำคัญของนักรังสีเทคนิคประกอบด้วย
1. การใช้งานและควบคุมการทำงานเครื่องมือ
นักรังสีเทคนิคจำเป็นต้องเข้าใจกลไกการทำงานของเครื่องมือทางรังสีรักษา เช่น เครื่องเร่งอนุภาคทางการแพทย์ (LINAC) เครื่องจำลองการรักษาแบบสองมิติ (conventional simulator) เครื่องจำลองการรักษาแบบสามมิติ (CT, MRI) และเครื่องใส่แร่ทางรังสีรักษาระยะใกล้ ( brachytherapy)
การปฏิบัติงานของนักรังสีเทคนิคในด้านนี้จึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการใช้เครื่องมือสร้างภาพเพื่อระบุตำแหน่งและขอบเขตก้อนมะเร็ง และเครื่องฉายรังสีพลังงานสูง นอกจากนี้ยังต้องมีความรู้ทางด้านรูปแบบการกระจายปริมาณรังสีในผู้ป่วย และความปลอดภัยจากการใช้งานรังสีพลังงานสูง
2. การใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องมือทางรังสีรักษา
การใช้งานและควบคุมเครื่องฉายรังสีพลังงานสูงจำเป็นต้องมีความรู้ทั้งในด้านการทำงานของเครื่องมือแต่ละชนิดอย่างละเอียด และความรู้ความเข้าใจที่เกี่ยวข้องกับหลักการวัดปริมาณรังสี (dosimetric principles) ก่อนการใช้งานเครื่องมือทางรังสีรักษาในแต่ละวันต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องทั้งปริมาณรังสี และกลไกการทำงานของเครื่อง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้
3. การจัดวางตำแหน่งและการยึดตรึงตัวของผู้ป่วย
การจัดวางตำแหน่งผู้ป่วยอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจะต้องนอนอยู่นิ่งบนเตียงฉายรังสี โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการฉายรังสี 5 วันต่อเนื่องกัน และหยุดพัก 2 วัน การรักษาอาจต่อเนื่องกัน 2 – 6 สัปดาห์ ดังนั้น เพื่อให้ตำแหน่งการรักษามีความแม่นยำสูงจึงต้องทำการยึดตรึงผู้ป่วย(immobilization) ด้วยอุปกรณ์เฉพาะเพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพของการฉายรังสี
ปัจจุบันได้มีการเทคโนโลยีทางรังสีรักษาให้มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยสามารถทำการสร้างภาพทางรังสีที่มีความละเอียดสูงด้วยเครื่องสร้างภาพ Image-Guided Radiation Therapy (IGRT) ทำให้สามารถทราบถึงตำแหน่งลำรังสีภายในตัวผู้ป่วย และประเมิณได้ว่าก้อนมะเร็งมีรูปร่างหรือความผิดปกติของตำแหน่งที่ฉายได้หรือไม่ (Podgorsak, 2006).
---
จะเห็นได้ว่านักรังสีเทคนิคมีบทบาทและมีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านการสร้างภาพถ่ายทางรังสีและการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยวิธีการทางรังสีรักษา ปัจจุบันเกือบทุกโรงพยาบาลได้ขยายขอบเขตงานทางรังสีวิทยามากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยที่เข้ารับการตรวจรักษาทางรังสีมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน และเครื่องมือทางรังสีวิทยานับวันยิ่งมีสมรรถนะมากยิ่งขึ้น
จึงมีความต้องการนักรังสีเทคนิคอีกจำนวนมาก เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศไทยที่เข้ามารับการรักษาในฐานะที่ประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการรักษาโรค
--
เอกสารอ้างอิง
Brant, W. E., & Helms, C. (2012). Fundamentals of diagnostic radiology (4th ed.). Lippincott Williams & Wilkins.
Juweid, M. E., et al. (2015). The evolving role of radiologic technologists in nuclear medicine. Journal of Nuclear Medicine Technology, 43(3), 153–159. https://doi.org/10.2967/jnmt.115.157243
Podgorsak, E. B. (2006). The physics of radiation therapy (2nd ed.). Medical Physics Publishing.
Society of Radiographers. (2020). Radiographer roles and responsibilities in diagnostic imaging. Retrieved from https://www.sor.org
โฆษณา