Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 00:00 • หนังสือ
บทความ Blockdit ผีเสื้อวันเดียว ตอน 8 : เครื่องกรองความเหลวไหล
ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติสบอกว่า ปัญญาที่แท้จริงคือการรู้ว่าเรารู้น้อยเพียงใด เขาไม่สอนศิษย์ตรงๆ ไม่กรอกตำราใส่ปาก แต่สอนให้รู้จักคิด และค้นหาความจริงเอง
หลักการคือตั้งคำถาม ถามทุกอย่าง ไม่เชื่อทุกอย่างที่ใครบอก จนกว่าจะพิสูจน์
วิธีการนี้เรียกว่า Socratic method
การถามจะขุดความจริงออกมา เพราะถ้าผู้ถูกถามไม่รู้จริง จะตอบไม่ได้ หรือตอบมั่ว
เรียนรู้โดยการตั้งคำถาม แล้วถกเถียง จนได้ข้อสรุปของความจริง
นี่ก็คือวิธีเรียนแบบวิทยาศาสตร์
คาร์ล เซเกน ก็เรียนและสอนด้วยวิธีนี้
เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีบทบาทสูงที่ทำให้สาธารณชนสนใจวิทยาศาสตร์ ด้วยลีลาการพูดที่นุ่มนวล อธิบายทุกเรื่องอย่างชัดเจน ว่ากันที่หลักฐานและเหตุผล และกล้าตั้งคำถามเสมอ
คาร์ล เซเกน กล่าวว่าคนทุกคนในสังคมอิสระจำเป็นต้องมี ‘เครื่องกรองความเหลวไหล’ เพื่อกลั่นกรองความจริงจากมายาหรือสิ่งหลอกลวง เพราะคนอยากฟังความเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติมากกว่า
เซเกนเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์น้อยคนที่สามารถทำให้มวลชนหันมาสนใจวิทยาศาสตร์ และรู้จักใช้วิทยาศาสตร์แก้ปัญหา ไม่เชื่อง่าย ทุกอย่างต้องผ่านการพิสูจน์มาก่อน
1
รายการโทรทัศน์ Cosmos เปลี่ยนมุมมองคนจำนวนมาก Cosmos ไปไกลกว่าแค่การให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา มันชี้ให้เราเห็นความสำคัญของกระบวนการค้นหาและตรวจสอบความจริง มองโลกตามความเป็นจริง ว่ากันตามหลักฐาน
คนจำนวนมากมองวิทยาศาสตร์เป็นองค์ความรู้ เป็นเทคโนโลยี มุมมองนี้ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด มุมมองหนึ่งที่คนส่วนมากไม่รู้คือ วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการค้นหาความจริง แน่ละ บางเรื่องวิทยาศาสตร์ค้นหาความจริงพบ บางเรื่องยังไม่พบ แต่เรื่องที่ยังไม่พบ ก็แค่รอการค้นพบในอนาคต เมื่อเราพร้อมกว่านี้
1
คาร์ล เซเกน กล่าวว่า “บางทีการที่วิทยาศาสตร์แท้สวยงามกว่าวิทยาศาสตร์เทียม ก็เพราะมันยอมรับว่า คนเรานั้นไม่สมบูรณ์แบบ เราก้าวไปข้างหน้าเพราะเราเรียนรู้ความผิดพลาดว่าเกิดอย่างไร”
โลกเราเต็มไปด้วยความเชื่อมากมาย แต่ละความเชื่อมักอ้างอิงวิทยาศาสตร์ ฟังดูดี แต่มันเป็นวิทยาศาสตร์เทียม เช่น การดูดวงที่อ้างดาราศาสตร์
คาร์ล เซเกน มองโลกที่หลักการและหลักฐานเสมอ ไม่ให้ราคาความเชื่อ ไม่ว่าความเชื่อนั้นฟังดูดีแค่ไหน
จะเสนอไอเดียหลุดโลกอะไรก็ได้ทั้งนั้น ขอเพียงรองรับด้วยหลักฐานหรือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้
เซเกนต่อต้านวิทยาศาสตร์เทียม คำกล่าวอ้างที่เกินจริง ไร้ความจริง
เซเกนบอกว่า คนที่ตั้งทฤษฎีและความคิดบางอย่างที่มีกลิ่นของวิทยาศาสตร์เทียม ควรมีหน้าที่รองรับมันด้วยหลักฐาน ยิ่งเป็นทฤษฎีแหวกแนว ยิ่งต้องรองรับด้วยหลักฐานที่หนักแน่นขึ้น เรียกว่า ‘Extraordinary claims require extraordinary evidence’
ประโยคนี้บางครั้งนิยมใช้ย่อว่า ECREE บางทีก็เรียกว่า Sagan Standard (มาตรฐานเซเกน)
มันเป็นมาตรฐานที่เราตรวจสอบทฤษฎีใดๆ ก็ตาม
วิเคราะห์ หาข้อมูลรองรับ โดยปราศจากอคติหรือความคิดปรุงแต่งล่วงหน้า จนชัดเจนแล้วจึงจะยอมรับหรือเชื่อ
Extraordinary claims require extraordinary evidence เป็นหัวใจของกระบวนทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ทุกอย่างก่อนสรุป วิเคราะห์ก่อนเชื่อ
มันคือหลักพื้นฐานของวิทยาศาสตร์
มันก็คือกาลามสูตร
เซเกนใช้คำนี้แย้งความเชื่อเหนือธรรมชาติ วิทยาศาสตร์เทียม เช่น มนุษย์ต่างดาวมาจับคนไปผ่าตัด ฯลฯ
มนุษยชาติเดินทางมาไกลจนรู้แล้วว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล และเราไม่ใช่เจ้าของโลก เราเป็นผู้อยู่อาศัยชั่วคราว
คาร์ล เซเกน เน้นเรื่องการศึกษาแบบรู้จริง ไม่ใช่เรียนแบบเชื่อหรือท่องจำ แต่เรียนแบบคิดวิเคราะห์ ถ้าตั้งคำถาม คล้ายแบบที่โสเครติสสอนศิษย์ กล้าบอกศิษย์ว่าตนไม่รู้ ดังนั้นศิษย์ต้องคิด ต้องค้นคว้า และเมื่อมีการถก ก็จะได้รับความรู้ ทั้งศิษย์และครู
ไม่เรียนด้วยวิธีป้อน
ครูต้องหลุดพ้นจากอีโก้ว่าเป็นผู้รอบรู้ทุกอย่าง มีคำตอบสำหรับทุกเรื่อง และต้องใจกว้าง
1
ครูต้องสามารถรับได้ว่า การไม่รู้ไม่ใช่การเสียหน้า
คาร์ล เซเกน บอกว่า ระบบการศึกษาทั่วไปฆ่าความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียน ยกตัวอย่าง เช่น เด็กถามว่าทำไมต้นหญ้าเป็นสีเขียว ถ้าครูตอบว่า ถ้าไม่เป็นสีเขียว แล้วมันควรจะเป็นสีอะไรหรือ เป็นคำถามที่ไร้ประโยชน์
1
มันทำให้เด็กหมดความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อครูไม่รู้ ควรกล้าบอกเด็กตรงๆ ว่า “ครูไม่รู้ แต่เดี๋ยวขอไปค้นคว้าก่อน แล้วจะมาบอก”
ควรสร้างบรรทัดฐานของการเรียนว่า ไม่รู้ไม่เป็นไร ก็แค่ไปหาความรู้มา
โลกโซเชียลทุกวันนี้แปลกๆ เต็มไปด้วยคนที่ตั้งคำถาม แต่ไม่คิดจะไปหาคำตอบเอง
ถ้าอ่านโพสต์อะไรที่ไม่เชื่อ ก็แย้งว่า “ผมไม่เชื่อหรอก” แล้วจบแค่นั้น ไม่ไปหาคำตอบจริง
1
เครื่องกรองความเหลวไหลไม่ได้อยู่ข้างนอกที่ไหน มันอยู่ในตัวเรานี่เอง
คำถามคือเราจะใช้มันหรือไม่
ความรู้แบบวิทยาศาสตร์ทำให้เราพบความจริง แต่มันยังไม่สามารถกลายเป็นปัญญา หากเราไม่สามารถใช้มันเพื่อประโยชน์ของทั้งโลก ทั้งคน สัตว์ พืช และธรรมชาติทั้งปวง
หากเราศึกษาและพบความจริง เช่น สภาวะโลกร้อน แล้วไม่คิดทำอะไร ยังคงสร้างขยะที่ไม่จำเป็น ใช้น้ำมันสิ้นเปลือง ฯลฯ
1
โลกก็ยังเป็นโลกเดิม
เราทุกคนเกิดมาในโลกอาจโดยไม่ตั้งใจ แต่เราสามารถเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความรับผิดชอบ ใช้เวลาช่วงสั้นๆ บนโลก ทำให้โลกดีขึ้นกว่าเดิม และคนรุ่นหลังจะจดจำเราคนรุ่นนี้อย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำในวันนี้
ดังที่ คาร์ล เซเกน เขียนว่า “การมีชีวิตอยู่ในหัวใจของคนรุ่นหลังก็คือความเป็นอมตะ”
5 บันทึก
23
4
5
23
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย