23 เม.ย. 2025 เวลา 00:51 • ท่องเที่ยว

Egypt (17) Luxor: Memorial Temple of Hatshepsut

วิหารฮัทเซ็บซุส .. จอมกษัตรีแห่งอียิปต์
เราไปเยือนวิหารของ “ฟาร์โรห์หญิงฮัตเซปสุต” ในวันที่อากาศอบอ้าว อุณหภูมิรอบๆดูเหมือนจะสูงแทบจะทะลุผ่านเข้าไปในเสื้อผ้าและเนื้อแทบละลาย
แต่แม้จะร้อนมากมาย แต่สิ่งแรกที่เราเห็นหลังจากลงจากรถ คือ ภูเขาหินที่สูงตระหง่านกว่า 300 เมตรจากระดับพื้นดิน แต่สวยด้วยเส้นสายที่เกิดจากการกัดกร่อนของน้ำ และสายลมมาเนิ่นนานนับล้านปี ให้เกิดเป็นซอกหลืบเว้าแหว่ง ทั้งดูลึกลับและน่าค้นหาอยู่ในที
สิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือพื้นทะเลทราย ณ ตีนเขาแห่งนี้ คือ วิหารหินทรายที่ขุดเจาะเข้าไปในภูเขากลางทะเลทรายที่ เมือง เดียร์อัล-บาฮารี (Deir Al- Bahari) ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ใกล้กับหุบเขากษัตริย์ในอียิปต์ตอนบน
.. ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของสุสานทางด้านเหนือ และเป็นส่วนหนึ่งของ ธีปต์ เนโครโพลิส
"Djeser Djeseru" วิหารพระนางฮัตเซปสุต (Temple of Hatshepsut) มีชื่อในภาษาอียิปต์โบราณมีความหมายว่า "most splendid of all" (สุดยอดความงดงามของทั้งมวล) หรืออีกหนึ่งความหมายว่า "Holy of Holiest" (ศักดิ์สิทธิ์ของที่สุด) เป็นวิหารที่สวยงามที่สุด ของอียิปต์โบราณ ท้าทายสายตาทุกคู่ที่มาเยือน
“Senenmut” ปรึกษาและสถาปนิกผู้เก่งกล้าของพระนาง .. เป็นผู้ออกแบบและสร้างวิหารของฮัตเชปซุต (ราว ค.ศ. 1473-1458 ปีก่อนคริสตกาล) ให้ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม
รัชสมัยของฮัตเชปซุตเป็นที่จดจำว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งเรืองและสันติสุขที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์อียิปต์ .. ..
วิหารแห่งนี้เป็นหลักฐานแห่งรัชสมัยของพระนาง และยังคงเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่น่าทึ่งที่สุดของอียิปต์โบราณ ที่ได้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับทั้ง “เทพเจ้าอามุน” และ “ฮัตเชปซุต” เอง
Photo : Internet
สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ..ใช้การขุดเจาะเข้าไปในภูเขา มีลักษณะที่โดดเด่นอยู่ที่ระเบียงที่ยกสูงใหญ่ 3 ชั้นสูง 29.5 เมตร ทอดตัวจากพื้นทะเลทรายขึ้นไปสู่หน้าผาสูงตระหง่าน ที่อยู่ด้านหลัง และสามารถเข้าถึงได้โดยทางลาดที่แยกระเบียงออกเป็นสองส่วน
.. มีเสาหลัก ลาน ห้องโถงไฮโปสไตล์ ลานอาบแดด โบสถ์น้อย และวิหารศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งได้มอบทัศนียภาพอันตระการตาและน่าเกรงขาม
รวมถึงมีวิหารเล็กๆอีก 2 วิหาร อุทิศต่อเทวี “Hathor” และเทพเจ้า “Anubis” นอกจากนี้ยังมี วิหารสุริยะ (Solar Temple) อยู่ที่นี่ด้วย
วิหารแห่งความทรงจำนี้ ยังหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์ ด้วยการเอาชนะอุปสรรคและความยากของสถานที่ ออกมาเป็นวิหารที่งดงามอย่างที่เราเห็น ...
.. ว่ากันว่า มีแรงบันดาลใจและได้รับอิทธิพลมากจากวิหารโบราณจากราชวงศ์ที่ 11 ของ Nebhepetra-Mentuhetep II ซึ่งอยู่ค่อนไปทางทิศเหนือ ซึ่งมีรายละเอียดของการออกแบบให้มีทางเดินลาด (Ramp) เสาเรียงเป็นแถว และระเบียง
อย่างไรก็ตาม “วิหารพระนางฮัตเซปสุต” ... มีการออกแบบก้าวไกลไปด้วยการทำให้เส้นนอนของขอบฟ้าที่ยาวมากๆจากขอบภูผา เข้ากันได้อย่างเหมาะเจาะสวยงามกับเส้นตรงแนวตั้งของเสา
ทั้งหมดนี้ เป็นการสะท้อนถึงพระราชอำนาจอันเกรียงไกร และภาพสลักภายในระเบียงเสาบันทึกความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในรัชสมัยอันยาวนาน 21 ปีของพระนาง
เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่วิหารจะพบจุดที่ปลูกต้น Persea (Mimusops schimperi) 2 ต้น เชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่พระนางฮัตเชพซุตนำกลับมาจากเอธิโอเปีย แต่ตอนนี้ไม่มีต้นไม้แล้ว
บันไดที่จะขึ้นไปยังชั้นสอง จะมีรูปสลักเทพฮอรัส (Horus) ที่ยังคงสภาพดี อยู่ทางด้านซ้ายของทางเดิน ทางด้านขวาเสียหายเกือบหมด
“วิหารพระนางฮัตเซปสุต” มีสถาปัตยกรรมที่ประกอบด้วยระเบียงที่กว้างใหญ่ สร้างซ้อนกัน 3 ระดับที่แบ่งวิหารออกเป็น 2 ชั้น
.. ระหว่างชั้นเชื่อมด้วยทางเดินลาดสูงขึ้นไปสู่วิหาร มีเสาค้ำเรียงชั้นละ 24 ต้น เป็นแนวตลอดจากพื้นทะเลทราย
เสาต้นใหญ่ที่ค้ำระหว่างชั้น ประกอบด้วยเสาทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส มีภาพแกะสลักที่ประณีตและสลับซับซ้อน เปรียบเสมือนเอกสารภาพบันทึกชีวประวัติของพระนาง ยืนตระหง่านอยู่ด้านหน้าของผาหินปูนอันน่าทึ่ง
รวมถึงภาพสลักการประกอบพิธีศพของพระนาง ซึ่งทรงมีบัญชาให้แต่งเรื่องว่า การขึ้นครองราชย์ของพระองค์เป็นไปตามพระประสงค์ของทวยเทพ
วิหาร และภาพสลักนูนต่ำที่สำคัญบางแห่งที่เราได้ไปชมมามีดังนี้ :
Amun shrine
“วิหารของอามุน” เป็นสถานที่สำคัญที่สุดของมหาวิหาร ตั้งอยู่บนแกนกลางของวิหาร .. เป็นวิหารที่ฮัตเชปซุตได้อุทิศให้เป็น "สวนของอามุน บิดาของข้าพเจ้า"
ภายในห้องแรกเป็นโบสถ์น้อยซึ่งมีเรือสำเภาของอามุนและช่องแสงที่ให้แสงส่องลงมายังรูปปั้นของอามุน คานประตูทางเข้าหินแกรนิตสีแดงเป็นรูปของอามุนสองคนนั่งอยู่บนบัลลังก์ โดยหลังพิงกัน
และมีกษัตริย์คุกเข่าต่อหน้าอย่างนอบน้อม .. ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสถานะสูงสุดของเทพนี้ในวิหาร
ภายในห้องโถงมีฉากเครื่องบูชาที่นำโดยฮัตเชปซุตและทุตโมสที่ 1 พร้อมด้วยอาโมสและเจ้าหญิงเนเฟอรูร์และเนฟรูบิตี้ มีรูปปั้นโอซิไรด์ 4 อันของฮัตเชปซุตที่มุม และรูปปั้นอามุน 6 อันที่ตั้งอยู่ในช่องว่างของห้องโถง
ในหูชั้นกลาง มีคาร์ทูชที่มีชื่อของฮัตเชปซุตอยู่สองข้างและมีคาร์ทูชของอามุน-เรอยู่สองข้าง ห้องนี้เป็นจุดสิ้นสุดของเทศกาลงดงามประจำปีแห่งหุบเขา
ห้องที่สอง .. มีรูปเคารพบูชาของอามุน และมีโบสถ์น้อยอยู่สองข้าง
.. โบสถ์น้อยทางทิศเหนือแกะสลักด้วยภาพนูนต่ำที่แสดงถึงเทพเจ้าเอ็นเนียดแห่งเฮลิโอโปลิแทน
.. โบสถ์น้อยทางทิศใต้แกะสลักด้วยเอ็นเนียดแห่งธีบัน
เทพเจ้าบนบัลลังก์แต่ละองค์ถือคทาและอังค์ อาตุมและมอนทูเป็นประธานในการประชุมคณะผู้แทน โดยเขาอยู่บริเวณผนังด้านท้าย
ห้องที่สาม .. มีรูปปั้นที่ใช้ประกอบพิธีกรรมประจำวันด้วย เดิมเชื่อกันว่ารูปปั้นนี้สร้างขึ้นเมื่อหนึ่งพันปีหลังจากวิหารเดิมในสมัยของปโตเลมีที่ 8 ยูเออร์เกเตส ซึ่งตั้งชื่อว่า "วิหารของปโตเลมี"
การค้นพบภาพนูนต่ำที่แสดงถึงฮัตเชปซุตเป็นหลักฐานของการก่อสร้างในรัชสมัยของพระนางแทน นักอียิปต์วิทยา ดีเตอร์ อาร์โนลด์ คาดเดาว่าอาจมีประตูหลอกที่ทำจากหินแกรนิต
Middle Terrace South; The Hathor Shrine (#10)
วิหารของ “เทพีฮาธอร์” อยู่ที่ปลายด้านใต้ของระเบียงกลาง .. สามารถได้โดยทางลาดจากระเบียงด้านล่าง แม้ว่าจะมีทางเข้าอื่นอยู่ที่ระเบียงด้านบน
เทวี Hathor เป็นเทพที่ได้รับการนับถือบูชามากที่สุดในยุค Dayr al-Bahart เป็นเทวีแห่งความรัก ความงาม และดนตรี .. วิหารของพระนางยังอยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม แต่กำลังมีการบูรณะ
ทางลาดเปิดออกสู่ระเบียงที่ประดับด้วยเสา 4 ต้นหัวเสาเป็นรูปใบหน้าคนต้นละ 4 ด้าน
ภาพด้านหนึ่งเป็นรูปเทวีในร่างของวัวกำลังเลียมือของ ฮัตเชปสุต โดยมีอักษรจารึกว่า “To kiss the hand, to lick the devine flesh; to endow the king with life and purity”
ภาพฮัตเชปสุต นั่งคุกเข่า และกำลังดื่มนมจากเต้าของวัว หมายถึงการดื่มนมจากอกของเทวี Hathor .. อักษรจารึกว่า I have sucked your Majesty with my breasts. I have filled you with my intelligence, with my water of life and happiness. I am your mother, who formed your limbs and created your beauty.
ภายในมีห้องโถงแบบไฮโปสไตล์สองห้อง ห้องแรกมีเสา 12 ต้น และห้องที่สองมี 16 ต้น ด้านหลังเป็นห้องโถงที่มีเสาสองต้นและวิหารคู่ ภาพนูนบนผนังของศาลเจ้าเป็นภาพของฮาธอร์กับฮัตเชปซุต เทพีเวเรต-เฮคาอูกำลังมอบสร้อยคอเมนาตให้ฟาโรห์ และเซเนนมุต
ไม่มีภาพอื่นๆ เนื่องจากวิหารกำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ
Middle Colonnade North ; The Anubis Shrine (#7)
ศาลเจ้าอนูบิส ตั้งอยู่ที่ปลายด้านเหนือของลานกลาง มีขนาดเล็กกว่าศาลเจ้าฮาธอร์ทางทิศใต้ .. ประกอบด้วยห้องโถงแบบไฮโปสไตล์ที่ประดับด้วยเสา 12 ต้นเรียงเป็น 3 แถวๆ ละ 4 ต้น ตามด้วยห้อง 2 ห้องที่สิ้นสุดที่ช่องเล็กๆ
ภาพบางภาพยังคงสมบูรณ์ในระดับที่ดี .. มีภาพของ พระนาง ฮัพเซ็ทซุส ที่ใบหน้าถูกสกัดออกไป แต่ภาพของ Thutmes III พร้อมอาหารเครื่องบูชา อยู่ต่อหน้าเทะอนูบิสนั้นสียังสดใสชัดเจน
ภาพด้านซ้าย มีภาพขาดเล็กของ ฮัพเซ็ทซุส พร้อมเทพต่างๆ ทางด้านขวาพระนางและเทพอนูบิส ส่วนด้านบนเป็นภาพพระนางและเทพ Nekhbet และ Ra-Harakhty โดยชื่อของพระนางปรากฏอยู่ระหว่างเทพทั้งสอง .. ด้านบนของประตูเป็นภาพของพระนางกับเทพเจ้าโอซิริส
Photo : Internet
Lower Colonnade South (#3) Transporting the Obilisks
ภาพจำหลักทางด้านซ้ายของอาคารชั้นล่าง ทางด้านซ้ายของ Ramp ทางเดิน อยู่ในสภาพที่ค่อนข้างแย่ .. เล่าเรื่องราวของการขนส่งเสาโอบิลิกส์ 2 ต้นของพระนาง จากอัสวานไปยังวิหารคานัค ในเมืองธีป มีภาพของการตัดแต่งแท่งหิน การขนส่ง และการติดตั้งเสาหิน
หากจะจินตนาการตามเรื่องราว คงรู้ว่านี่คงเป็น “งานหิน” ที่หนักหนาสาหัสไม่เบาสำหรับคนที่รับผิดชอบโครงการ … ตั้งแต่การตัดหินชิ้นมหึมาออกมาตัดแต่ง สร้างจารึก ลากจูงแท่งหินผ่านภูมิประเทศที่ทุรกันดาร มาที่ท่าเรือ และขนส่งด้วยการใช้แรงคนพายเรือไม้ขนาดใหญ่ที่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักมหาศาลของเสา และแล่นออกจากอัสวานซึ่งอยู่ห่างจากเมืองธีปหลายร้อยกิโลเมตรได้อย่างลุล่วง ปลอดภัย .. การออกแบบ ประสานงาน และบริหารโครงการต้องดีเยี่ยมมากๆจริงๆ
มีภาพเมื่อเสาโอบิลิกส์มาถึงเมืองธีปและวิหารคานัค .. ผู้คนและนักบวชยืนเรียงรายริมฝั่งน้ำ ทำความเคารพเมื่อเรือแล่นผ่าน และเมื่อเสาถูกติดตั้งเรียบร้อย มีการเฉลิมฉลองด้วยการเต้นรำ ตีกลอง
มีจารึกบรรยายถึงปัญหาและความยากลำบากของโครงการนี้เอาไว้ด้วย .. แต่ก็ได้บอกไว้ว่า พระนางทำสำเร็จ ก็เพราะความรักแท้ในหัวใจที่พระนางมีต่อเทพเจ้า Amen ผู้เป็นพระบิดาของพระนาง
ในจารึกที่เสาโอลิลิกส์ ณ วิหารคานัค จารึกกล่าวเอาไว้ว่า … I have done this with a loving heart for my father Amen .. There are no sleep for me because of his temple .. I was sitting in the palace and I remembered the one who created me; my heart directed me to make for him two obilisks of electrum, so that their pyramidions might mingle with the sky amid the august pillared hall between the great pylons of (Thutmes I) ..
They are each of the block of enduring granite without joint or flaw therein. My Majesty began work on them in regnal year 15, second month of winter, day 1, continuing until year 16, fourth moth of summer, day 30, making 7 months in cutting them from the mountain … Let not anyone who hear this says it is boasting that I have said, but rather say, “How like her it is, she who is truthful to her father”.
(Luxor by Kent R. Weeks, page 90)
Middle Colonnade North ; The Queen’s Birth (#6)
หลังแนวเสา 11 ต้นที่เรียงรายอยู่ด้านหน้า เป็นส่วนงานจำหลักที่แสดงถึงกำเนิดและชีวิตของพระนางฮัพเซ็ทสุต ..
ภาพไม่ค่อยชัด มองยาก เนื่องภาพดั้งเดิมเป็นการจำหลักภาพที่ค่อนข้างตื้น และถูกทำลายอย่างตั้งใจภายหลังจากที่พระนางสิ้นชีพ จึงมองแทบจะไม่เห็น .. สิ่งที่ซ้ำเติมการมอง คือ ปัจจุบันเราไม่สามารถเข้าไปใกล้ภาพเหล่านี้ได้
อย่างไรก็ตามภาพ ณ จุดนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นหลักฐานถึงการขึ้นครองราชย์ในฐานะฟาร์โรห์ การอ้างถึงเทพเจ้า Amen ในฐานะพระบิดาของพระนาง ฟาร์โรห์ Thutmes I พระบิดา .. มีภาพ Ahmes พระมารดาในท่านั่ง รับกุญแจแห่งชีวิต จากเทพ Amen-Ra หมายถึงการต้อนรับสู่สวรรค์
ส่วนอีกภาพ ราชินี Ahmes อยู่ต่อหน้าเทวี Heket (ศีรษะเป็นกบ) และเทพ Khnum (ศีรษะเป็นแพะ) ซึ่งเทพทั้งสองเกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดของทารก .. พระนางให้กำเนิด ฮัพเซ็ทซุส โดยมีเหล่าเทพเป็นประจักษ์พยาน รวมถึงเทพ Amen-Ra ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เพื่อยืนยันว่านี่เป็นลูกของพระองค์
นอกจากนี้ยังมีอักษณจารึกกล่าวถึงช่วงการเจริญวัยของ ฮัพเซ็ทซุส ด้วย
ด้านบนสุดของผนังมีภาพการขึ้นครองราชย์ของพระนาง เป็นภาพที่พระนางยืนอยู่เบืองหน้า Thutmes I พระบิดา และเทพเจ้า Amen
หลังการสิ้นพระชนม์ ภาพแกะสลักเหล่านี้ก็ถูกทำลายเกือบหมดสิ้น ด้วยฟาโรห์ Tuthmosis III พยายามลบชื่อและความทรงจำที่เกี่ยวกับพระนางออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์อียิปต์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเมื่อเจ้าชายรัชทายาทต้องรอเวลาอยู่นานถึง 2 ทศวรรษ ย่อมจะมีความผูกใจต่อแม่เลี้ยงด้วยความแค้นเคืองอย่างสาหัส
ฉะนั้น เมื่อพระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ลง เจ้าชายรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 3 ได้ ก็ทรงทำการ "ลบ" พระนามของพระนางฮัตเชปสุตซึ่งปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ ออก
แต่ … นี่ไม่ใช่การแก้แค้นธรรมดาของฟาโรห์พระองค์ใหม่ที่รอคอยความตายของพระราชมารดาเลี้ยงมาตลอด 21 ปี แต่เป็นการลบประวัติศาสตร์และการดำรงอยู่ของ "ศัตรู" ของพระองค์ ในขณะเดียวกับที่ประกาศความมีตัวตนอยู่ของพระองค์ควบคู่กับการบันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์หน้าใหม่
มีการสกัดหินจำหลักพระนามของบุคคลทิ้ง หรือต่อยทำลายบางส่วนของร่างกาย เช่น ปาก แขน ขา เป็นเคล็ดที่จะทำให้บุคคลนั้นๆ มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ อันจะทำให้ "กา" (Ka) หรือจิตวิญญาณไม่อาจจดจำร่างเดิมของตนได้ ชีวิตหลังความตายของบุคคลนั้นก็จะไม่สามารถพบความสุขอันเป็นนิรันดร์ (eternal life) ในโลกหน้าได้เลย
แต่พระนางฮัตเชปสุตไม่เหมือนใครๆ เมื่อคราวขึ้นครองราชย์ พระนางได้ทรงสร้างตำนานของพระองค์เองว่าทรงเป็นราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 และขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นพระธิดาของจอมเทพอามูน (Amun) ด้วย ดังนั้น พระองค์จึงทรงเฉลิมพระนามขณะเป็นฟาโรห์ว่ามาอัตการา (Maatkara) ซึ่งแปลว่าผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามูน และขณะที่คนอื่นๆ มีคาเพียงหนึ่ง แต่พระนางทรงมีถึง 9 คา
เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตสาบสูญหายไปจากความทรงจำของคนจากการ "ลบประวัติศาสตร์" ทิ้งโดยพระราชโอรสเลี้ยง แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยการตายของภาษาไฮโรกลิฟเนื่องมาจากความผันแปรของประวัติศาสตร์ ความรับรู้เกี่ยวกับอียิปต์โบราณสูญหายไปจากโลกมนุษย์จวบจนฌอง-ฟรองซัวส์ ฌองโปลิยง (Jean-Francois Champollion) สามารถอ่านภาษาอียิปต์โบราณได้เมื่อต้นศตวรรษที่ 19 นี้เอง
Middle Colonnade South; The Punt Reliefs (#8)
The Expedition .. เป็นภาพจำหลักบนฝาผนังของวิหาร บันทึกการเดินทางเพื่อการค้าเป็นครั้งแรกที่เคยมีมา โดยเฉพาะการเดินทางหลายครั้งหลายคราของพระนาง และเจ้าหน้าที่ระดับสูง Pa-nashy ที่ไปยังดินแดนของ Punt ระหว่าง 1482 - 1479 ปีก่อนคริสตกาล
ในรัชสมัยของพระนางแม้จะไม่มีศึกสงครามใหญ่ แต่ก็เป็นระยะเวลาที่อียิปต์เจริญรุ่งเรืองทั้งทางการทูตและการค้าที่เฟื่องฟู ในรัชสมัยของพระองค์ อียิปต์ได้ขยายการค้ากว้างไกลลงไปถึงนูเบียและพันต์ (โซมาลีแลนด์ในปัจจุบัน?)
บนฝาผนังเทวสถานแห่งนี้ ฟาโรห์ฮัตเชปสุตได้ให้ช่างจำหลักภาพของทหารอียิปต์ที่รับบัญชาของพระองค์ออกเดินทางโดยเรือ มีภาพการสร้างเรือแล้วถอดออกเป็นชิ้นๆ เพื่อลำเลียงข้ามทะเลทรายทางด้านตะวันออก นำไปประกอบเป็นลำเรือขึ้นใหม่ที่ชายฝั่งทะเล ก่อนแล่นใบเลาะชายฝั่งลงไปทางด้านใต้
ต่อจากนั้นจึงเดินเท้าต่อไปยังพันต์เพื่อ "นำเข้า" ผงทองคำและยางไม้หอมจากต้นเมอรฮ์ (Myrrh) และต้นแฟรงคินเสนซ์ (Frankincense) ซึ่งใช้เป็นเครื่องหอมในพิธีกรรมต่างๆ แม้กระทั่งการทำมัมมี่
โฆษณา