28 เม.ย. เวลา 05:31 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เจาะลึกงบการเงินฉบับมือใหม่: อ่านปุ๊บ เข้าใจปั๊บ!

เคยไหมที่เปิดหน้ารายงานประจำปีของบริษัทที่คุณสนใจ แล้วเจอแต่ตัวเลขที่ชวนให้มึนงง? หรืออยากรู้ว่าหุ้นที่เรากำลังเล็งไว้นั้น "แข็งแรง" จริงๆ หรือเปล่า? ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป! บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกงบการเงินแบบ Step-by-Step อ่านง่าย เข้าใจไว เหมือนมีนักวิเคราะห์ส่วนตัวมาสอนข้างๆ เลยครับ...
ทำไมต้องเข้าใจงบการเงิน?
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังจะซื้อบ้านสักหลัง คุณคงไม่อยากดูแค่ภาพถ่ายสวยๆ ภายนอกใช่ไหมครับ? คุณคงอยากรู้ลึกถึงโครงสร้างภายใน ความแข็งแรงของเสาเข็ม และประวัติความเป็นมาต่างๆ เช่นเดียวกับบริษัท งบการเงินก็เปรียบเสมือน "พิมพ์เขียว" ที่เผยให้เห็นถึง "สุขภาพทางการเงิน" ที่แท้จริงของกิจการ การเข้าใจงบการเงินจะช่วยให้คุณ ไม่พลาดโอกาสในการลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพ, หลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการลงทุนในธุรกิจที่ไม่แข็งแรง, และ เข้าใจกลไกการทำงานของบริษัทที่คุณอาจเป็นลูกค้า หรือแม้แต่ทำงานอยู่ ได้อย่างลึกซึ้ง
งบการเงินหลัก 3 สหายที่เราต้องรู้จัก:
ในการทำความเข้าใจงบการเงินเบื้องต้น เราจะมาทำความรู้จักกับ 3 งบหลักที่สำคัญที่สุดครับ:
1. งบดุล (Balance Sheet): "ภาพถ่าย" ฐานะทางการเงิน ณ จุดเวลาหนึ่ง
-คิดง่ายๆ ว่างบดุลคือภาพถ่าย ณ วันใดวันหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีอะไรบ้าง (สินทรัพย์), มีหนี้สินอะไรบ้าง (หนี้สิน), และส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น (ส่วนของผู้ถือหุ้น) เป็นจำนวนเท่าไหร่ โดยมีสมการพื้นฐานคือ: สินทรัพย์=หนี้สิน+ส่วนของผู้ถือหุ้น
-สินทรัพย์ (Assets): สิ่งที่บริษัทเป็นเจ้าของและมีมูลค่า เช่น เงินสด, ลูกหนี้การค้า, สินค้าคงเหลือ, ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
-หนี้สิน (Liabilities): ภาระผูกพันที่บริษัทต้องจ่ายคืนให้แก่ผู้อื่น เช่น เจ้าหนี้การค้า, เงินกู้ยืม
-ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity): ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นหลังหักหนี้สินทั้งหมด
-ตัวอย่าง: ลองดูงบดุลของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะเห็นว่ามีสินทรัพย์รวมจำนวนมหาศาล ซึ่งสะท้อนถึงขนาดของบริษัท
2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement หรือ Profit and Loss Statement): "รายงาน" ผลการดำเนินงานในช่วงเวลาหนึ่ง
-งบนี้จะแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีรายได้เท่าไหร่ และมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (เช่น รายไตรมาส หรือรายปี) เพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วบริษัทมีกำไรหรือขาดทุน
-รายได้ (Revenue หรือ Sales): เงินที่บริษัทได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ
-ค่าใช้จ่าย (Expenses): ต้นทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ เช่น ต้นทุนขาย, ค่าใช้จ่ายในการบริหาร, ค่าใช้จ่ายในการขาย
-กำไรขั้นต้น (Gross Profit): รายได้หักต้นทุนขาย
-กำไรสุทธิ (Net Profit หรือ Net Income): กำไรขั้นต้นหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด และภาษีเงินได้
-ตัวอย่าง: หากเราดูงบกำไรขาดทุนของ บริษัท Apple จะเห็นว่ามีรายได้จากการขาย iPhone เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกำไรสุทธิของบริษัท
3. งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement): "การไหลเวียน" ของเงินสดเข้าและออกจากบริษัท
-งบนี้จะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดของบริษัทในช่วงเวลาหนึ่ง โดยแบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก:
กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operating Activities): เงินสดที่ได้มาและจ่ายไปจากการดำเนินธุรกิจหลัก
กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน (Investing Activities): เงินสดที่ได้มาและจ่ายไปจากการซื้อขายสินทรัพย์ระยะยาว เช่น ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์
กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน (Financing Activities): เงินสดที่ได้มาและจ่ายไปจากการกู้ยืมเงิน การออกหุ้น และการจ่ายเงินปันผล
เทคนิคการอ่านและวิเคราะห์เบื้องต้น (ฉบับเข้าใจง่าย):
• ดูภาพรวม: เริ่มจากการดูตัวเลขหลักๆ ในแต่ละงบ เพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของบริษัท เช่น รายได้เติบโตไหม? มีกำไรสุทธิเท่าไหร่? มีหนี้สินมากน้อยแค่ไหน? มีเงินสดเพียงพอหรือไม่?
• เปรียบเทียบแนวโน้ม: ลองเปรียบเทียบตัวเลขในงบการเงินย้อนหลังหลายๆ ปี เพื่อดูว่าบริษัทมีการเติบโตหรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือไม่
• เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: เปรียบเทียบงบการเงินของบริษัทกับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อดูว่าบริษัทมีความแข็งแกร่งหรืออ่อนแอกว่าในด้านใดบ้าง
• มองหา "สัญญาณ": ตัวเลขบางอย่างในงบการเงินอาจเป็นสัญญาณเตือนภัย หรือสัญญาณที่ดี เช่น กำไรสุทธิลดลงต่อเนื่อง, หนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว, หรือมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกและเติบโต
• คำนวณอัตราส่วนทางการเงิน: อัตราส่วนทางการเงิน (Financial Ratio) เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราวิเคราะห์งบการเงินได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตัวอย่างอัตราส่วนที่สำคัญ ได้แก่:
-อัตราส่วนสภาพคล่อง (Liquidity Ratio): วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นของบริษัท
-อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Debt to Equity Ratio): แสดงสัดส่วนของหนี้สินเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้น
-อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin): วัดความสามารถในการทำกำไรจากการขายสินค้าหรือบริการ
-อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin): วัดความสามารถในการทำกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด
-อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity - ROE): วัดความสามารถในการสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น
ตัวอย่างง่ายๆ:
สมมติว่าเรากำลังดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทขายเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง พบว่ารายได้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่กำไรสุทธิกลับลดลง อาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทมีต้นทุนขายหรือค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องไปเจาะลึกในรายละเอียดต่อไป
ข้อควรระวัง:
งบการเงินเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์ อย่าตัดสินใจโดยดูแค่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการบริหารจัดการของบริษัทด้วย
บทสรุป:
การอ่านและวิเคราะห์งบการเงินอาจดูเหมือนเป็นเรื่องยากในช่วงแรก แต่เมื่อเราค่อยๆ ทำความเข้าใจกับงบหลัก และเรียนรู้เทคนิคการวิเคราะห์เบื้องต้น เราจะสามารถมองเห็น "เรื่องราว" ที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขเหล่านี้ได้ และมันจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากยิ่งขึ้นครับ
1
By IN$IGHT INVESTOR
โฆษณา