7 พ.ค. 2025 เวลา 08:40 • การศึกษา

ผู้เสียหายในคดีอาญา(ป.วิ.อ.)

ผู้เสียหาย (มาตรา 2(4)) มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ
1. ผู้เสียหายต้องเป็นบุคคล หรือนิติบุคคล (สภาพบุคคลพิจารณาตาม ป.พ.พ. ส่วนนิติบุคคลมีหลายประเภท)
2. มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น (ความผิดอาญาเกิดขึ้นเมื่อ "ลงมือ" กระทำผิด ป.อ.มาตรา 80)
3. ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิด (มีความเสียหายทางพฤตินัยเกิดขึ้นต่อ ชีวิต ร่ายกาย เสรีภาพ อำนาจปกครอง ชื่อเสียง ทรัพย์สิน เป็นต้น)
4. เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย(มาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ตามหลักที่ว่า"มาศาลต้องมือสะอาด")
ผู้อำนาจจัดการแทนผู้เสียหาย (มาตรา 2(4))
1. สามีจัดการแทนผู้เสียหาย เมื่อได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง
2. ผู้แทนโดยชอบธรรม มีอำนาจจัดการแทนผู้เยาว์ หรือผู้อนุบาลจัดการแทนผู้ไร้ความสามารถ
3. บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือสามีภริยา จัดการแทนผู้เสียหายที่ได้รับอันตรายถึงแก่ความ หรือไม่สามารถจัดการดำเนินคดีอาญาด้วยตนเองได้ ไม่ว่าการกระทำความผิดนั้นจะกระทำด้วยเจตนาหรือประมาทก็ตาม
4. ผู้จัดการแทน หรือผู้แทนของนิติบุคคล มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล
สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหาย แต่ทั้งนี้ผู้เสียหายอาจมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทนได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 60 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 (ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา) ส่วนการถอนคำร้องทุกข์หรือถอนฟ้องในคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ อันจะทำให้สิทธินำคดีอาญาระงับ เป็นการทำนิติกรรมอย่างหนึ่งที่ทำให้สิทธิดำเนินคดีอาญาระงับ หากผู้เสียหายตายสิทธิในทางทรัพย์สินเช่นนี้จะตกแก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกตาม ป.พ.พ.มาตรา 1599,1600
สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญา เช่น ร้องทุกข์ ยอมความ ถอนคำร้องทุกข์ ฟ้องคดีอาญา ถอนฟ้องคดีอาญา อุทธรณ์ ฎีกา ฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เป็นต้น สิทธิของผู้มีอำนาจจัดการแทนมีเช่นเดียวกันกับผู้เสียหายในคดีอาญา ดังนั้น การพิจารณาว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง
การพิจารณาว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ จะต้อง "พิจารณาเป็นรายข้อหา" ไม่ว่าจะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือหลายกรรมก็ตาม โดยมีหลักในการพิจารณาดังนี้
1. คุณธรรมทางกฎหมาย โดยพิจารณาจากองค์ประกอบความผิดของแต่ละมาตราว่าคุ้มครองบุคคลใด
2. ความเสียหายของผู้เสียหายที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ หรือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
เช่น จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายขณะอยู่บนทางสาธารณะ จำเลยย่อมมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร และฐานยิงปืนในที่สาธารณะ หากพนักงานอัยการฟ้องจำเลยในข้อหาทั้งหมดต่อศาล ต่อมาศาลอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าเป็นโจทก์ร่วม ย่อมหมายถึงเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตาม ป.อ.มาตรา 288 เท่านั้น
ส่วนข้อหาพาอาวุธปืนไปในเมืองฯ และยิงปืนฯ เป็นความผิดที่รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ผู้เสียหายในคดีนี้จึงมิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2(4) ทำให้ผู้เสียหายมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้เฉพาะข้อหาฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเท่านั้น
ผู้เยาว์ดำเนินคดีอาญาเองได้หรือไม่? การร้องทุกข์ หรือการฟ้องคดี ไม่ใช่การทำนิติกรรมเพราะมิใช่การมุ่งก่อนิติสัมพันธ์ใด ๆ แต่เป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น ดังนั้น ผู้เยาว์ย่อมมีสิทธิร้องทุกข์ หรือฟ้องคดีได้ด้วยตนเอง ไม่จำต้องอาศัยความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม กรณีผู้เยาว์ฟ้องคดีด้วยตนเองจะทำให้บกพร่องในเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณา ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 56 ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา 15 ผู้เยาว์จึงไม่สามารถดำเนินคดีเองได้
ศาลจะต้องแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว โดยการบังคับใช้ ป.วิ.อ.มาตรา 5(1) ซึ่งกฎหมายอาญาบัญญัติไว้แล้ว หากไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาล หรือมีแต่จัดการแทนไม่ได้ หรือมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาวหรือผู้อนุบาล ศาลย่อมตั้งผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนได้ หากไม่มีให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 6
โฆษณา