17 พ.ค. 2025 เวลา 20:59 • นิยาย เรื่องสั้น

เรื่องสั้น "เสน่ห์เงินตรา"

เค้าโครงมาจากเรื่องจริง
หลังขายข้าวโพดเสร็จในฤดูร้อน เจมส์ หนุ่มบ้านไร่วัยยี่สิบ ได้กล่าวกับนางเอี้ยง ผู้เป็นแม่ว่า
“แม่ ปีนี้ผมจะไม่อยู่ช่วยแล้วนะ ผมจะไปหางานทำที่กรุงเทพฯ อยากเก็บเงินไว้มีชีวิตของตัวเองบ้าง”
นางเอี้ยงเงยหน้าจากกองเงินบนตัก
“ไปก็ดี หากินเองซะที ช่วยแม่มาเยอะแล้ว”
เจมส์ยิ้มจืด ฝากเงินที่ได้จากการขายข้าวโพด ทั้งหมด แปดหมื่นบาท ไว้กับแม่
“แม่เก็บไว้ก่อนนะครับ เผื่อที่บ้านใครลำบากก็เอาออกมาใช้ได้เลย”
เขาขึ้นรถทัวร์ไปกรุงเทพฯ ด้วยใจเบาโล่ง ไม่คิดเลยว่า
คนที่ไว้ใจที่สุด จะกลายเป็นคนที่ทำร้ายได้ลึกที่สุด
สองเดือนผ่านไป เสียงโทรศัพท์จาก “อิ๋ว” พี่สาวคนโตโทรมาด้วยน้ำเสียงแผ่วลงกว่าทุกครั้ง
“เจมส์…พี่ปวดท้องมาก พี่จะไปหาหมอเพื่อตรวจร่างกายเพราะพี่ปวดท้องมากเหลือเกินแต่ก็ไม่มีเงิน จะขอยืมสักหมื่น พอมีมั้ย?”
เจมส์ยกมือกุมหัว รู้สึกผิดที่ไม่มีเงินให้พี่สาว
“พี่ครับ ผมมีแค่เจ็ดพัน พี่รอได้มั้ยครับ? สัปดาห์หน้าผมจะได้เงินอีกหมื่นปลาย
แต่ถ้าพี่รีบ เอาจากแม่ก่อนได้เลยครับ ผมฝากแม่ไว้ตั้งแปดหมื่น”
เจมส์รีบโทรหานางเอี้ยงทันที
“แม่ ช่วยพี่อิ๋วก่อนได้มั้ยครับ พี่ปวดท้องมาก เอาสักหมื่นก็ได้”
แต่ปลายสายเงียบ
ไม่มีคำตอบ
ไม่มีคำถาม
มีเพียงเสียงหายใจที่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
อิ๋ววางสายไปด้วยความหวัง
แต่เมื่อเธอเดินไปหานางเอี้ยงในเช้าวันต่อมา บอกแม่ว่าอยากยืมเงินเพียงหนึ่งหมื่นเพื่อไปโรงพยาบาล...
แม่กลับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ราวกับเป็นคนแปลกหน้า
“ไม่มี! อย่ามาเบียดเบียนเงินของกู"
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ชาวบ้านก็ต้องตกใจเมื่อพบ "อิ๋ว" นอนแน่นิ่งอยู่บริเวณลานหน้าบ้าน ร่างกายซูบผอม เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนด้วยฝุ่น มือข้างขวายังคงกำแก้วน้ำไว้แน่น ส่วนอีกมือข้างซ้ายกำยาพาราเซตามอล
ในยุคนั้น ระบบสาธารณสุขยังไม่ทั่วถึงเหมือนปัจจุบัน โรงพยาบาลอยู่ไกล และถนนหนทางยังคงเป็นดินแดงที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือกันเอง
แสงไฟในห้องฉุกเฉินกระพริบแผ่วเบาเหมือนลมหายใจของอิ๋ว
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังช้า ๆ ราวกับกำลังนับถอยหลังความหวังสุดท้ายของชีวิต
แม้สติจะพร่าเลือนแต่หัวใจของอิ๋วยังรู้สึก
รู้สึกถึงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง
ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดจากโรคร้ายที่กัดกินร่างกาย
แต่เพราะความเย็นชา จากแม่ที่เธอรักยิ่งกว่าใครในชีวิต
“แม่ ทำไมใจร้ายกับอิ๋วจัง”
ในสมองเธอ มีแต่ภาพแม่ในวันนั้น ที่กอดกระเป๋าเงินแน่นแนบอก
และพูดปฏิเสธเสียงแข็ง...แม้อิ๋วจะยืนตัวงออยู่ตรงหน้า
ขอเพียงหมื่นเดียว เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง
ทั้ง ๆ ที่อิ๋ว...เป็นคนที่เคยยืนอยู่หน้าตลาด ขายกล้วยทอดจนมือพอง
ส่งเงินกลับบ้านให้แม่แทบทุกเดือน
ไม่เคยเก็บไว้ใช้เอง
ไม่เคยคิดเอาคืน
แต่ในวันที่เธอขอยืมเงินเพียงเล็กน้อย เพียงเพื่อรักษาชีวิตตนเอง
แม่กลับไม่เหลือแม้ความเมตตา
นางเอี้ยง ผู้หลงเสน่ห์ของเงินตรา
แต่กลับลืมไปว่า ชีวิตคนเรามีค่ามากกว่าเงินเป็นหมื่นล้าน
เธอเลือกกอดเงิน
แทนที่จะกอดลูกสาวคนโตไว้สักครั้ง แม้ในวาระสุดท้าย
และเมื่อเสียงเครื่องวัดชีพจรขาดห้วงลง
ไม่มีเสียงร้อง
ไม่มีคำลาโลก
ตาของอิ๋วค่อยๆ ปิดลงอย่างช้า ๆ
พร้อมกับน้ำตาหยดสุดท้าย มันเป็นน้ำตาแห่งความสิ้นหวัง
เธอรู้สึกผิดหวังในคำว่า "แม่"
เจมส์กลับมาถึงบ้านในวันที่พี่สาวนอนแข็งเย็นอยู่ในโลง
เขานั่งลงเงียบ ๆ ข้างศพพี่สาว มือแตะหน้าผากเธอเบา ๆ ก่อนหันไปถามแม่
“ทำไมแม่ไม่ช่วยพี่?”
นางเอี้ยงไม่ตอบ เธอแค่กอดกระเป๋าผ้าใบเดิมไว้แน่นแนบอก
ใบหน้าหาแววสำนึกไม่เจอ
ข้อคิด :
“เงินซื้อยาได้ แต่ไม่เคยซื้อเวลาให้คนใกล้ตายฟื้นกลับมา”
บางครั้ง ‘ความละโมบ’ ไม่ได้ฆ่าคนแค่ในนิยาย แต่มันฆ่าคนเป็นๆ ในครอบครัวเดียวกัน…เงียบๆ…และโหดร้ายกว่ามีดใดในโลก
บางครั้งความรักไม่ได้วัดกันที่คำว่า “แม่” หากแต่วัดกันที่การยื่นมือในยามวิกฤต
เงินมากมายไม่เคยมีค่าเท่าชีวิตหนึ่งชีวิต
ความละโมบอาจทำให้เรายังมีชีวิตอยู่...แต่เป็นชีวิตที่ไร้เกียรติและไร้หัวใจ
โฆษณา