19 พ.ค. 2025 เวลา 03:06 • ท่องเที่ยว

สงขลา

สงขลา เมืองประวัติศาสตร์ชายฝั่งของคาบสมุทรภาคใต้
สงขลาเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศมาเลเซีย เป็นเมืองท่าและเมืองชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคใต้มาตั้งแต่โบราณ มีเมืองเก่าหลายเมือง มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของบรรพบุรุษตกทอดให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษา เป็นศูนย์กลางการค้า เป็นเมืองชุมทางภาคใต้ เป็นศูนย์กลางการคมนาคม มีความเจริญเติบโตด้านธุรกิจการค้า การท่องเที่ยว ที่ยังคงรักษาความเก่าแก่ของโบราณสถานอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองไว้อย่างเหนียวแน่นมั่นคง
เมืองสงขลา .. ปรากฏในบันทึกและแผนที่ของพ่อค้านักเดินเรือต่างชาตืมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมีชื่อเรียกต่างๆกันออกไป คือ Sigor หรือ Singara ซึ่งมีข้อสันนิษฐานว่า อาจมาจากคำว่า “สิงขร” ที่แปลว่า ภูเขา เพราะเมืองสงขลาตั้งอยู่เชิงเขาแดง อันเป็นจุดสังเกตหลักของนักเดินเรือในสมัยนั้น อีกทั้งในสมุดแผนที่ภาพวัดลุ่มทะเลสาบสงขลาที่ขึ้นกับ “วัดพะโคะ” ในสมัยอยุธยา ได้แสดงชื่อภูเขาไว้อย่างน้อย 9 แห่ง และบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองสงขลาในสมัยอยุธยาก็มีคำที่หมายถึงภูเขาอยู่ด้วย เช่น พระยาวิชัยคีรี เป็นต้น
อีกข้อสันนิษฐานหนึ่ง กล่าวว่า อาจจะมาจากคำว่า “สิงหลา” แปลว่า “เมืองสิงห์” .. พราะนักเดินเรือที่เข้ามาค้าขายได้เห็นเกาะหนู เกาะแมว ในระยะไกล แล้วจินตนาการไปว่าเป็นรูปสิงห์ 2 ตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมือง
ส่วนพระราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีว่า .. “สงขลา” เดิมชื่อ สิงหนคร (อ่านว่า สิง หะ นะ คะ ระ) ซึ่งมีเสียงสระอะอยู่ท้ายเมื่อชาวมลายูเรียก ได้ตัดคำว่า หะ และ นะ ออก คงเหลือ สิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ชิงคะรา หรือ สิงโครา จนมีการเรียกเป็น ชิงกอรา และเพี้ยนมาเป็น สงขลา ในปัจจุบัน
สงขลา เมืองท่าชายฝั่งของคาบสมุทรภาคใต้
เมืองสงขลาในยุคเริ่มแรกในฝั่งเขาหัวแดง เป็นเมืองที่มีพัฒนาการต่อเนื่องมาจากชุมชนโบราณบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างมหาสมุทรอินเดียทางด้านทิศตะวันตก และมหาสมุทรทางด้านทิศตะวันออก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างอู่อารยธรรมเก่าแก่ของโลก คือ อินเดีย และจีน
ชุมชนเก่าแก่ดั้งเดิมแถบเมืองสงขลาจึงมีบทบาทที่สำคัญในระบบการค้าโลกมาตั้งแต่โบราณ .. ในอดีตที่ผ่านมา บริเวณแถบเมืองสงขลาจึงคลาคล่ำด้วยพ่อค้าวานิช นักบวชจากศาสนาต่างๆ และผู้ที่ต้องการแสวงหาโชคและความร่ำรวย ทั้งจากซีกโลกตะวันตกและตะวันออก ที่เดินทางมามายังชุมชนแถบนี้อย่างไม่ขาดสายมาตั้งแต่อดีตกาล อย่างน้อยก็ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 11-1 เป็นต้นมา
ชื่อของเมืองสงขลา ปรากฏขึ้นครั้งแรกในบันทึกของพ่อค้าและนักเดินเรือชาวอาหรับและเปอร์เซียระหว่างปี พ.ศ. 1993-2093 ในนามของเมืองซิงกุร์ หรือ ซิงกอรา และเป็นที่รู้จักกันในฐานะท่าเรือน้ำลึก เหมาะสำหรับเป็นจุดจอดเรือเพื่อขนถ่ายและแลกเปลี่ยนสินค้าของบรรดาพ่อค้าชาติต่างๆที่เดินทางมาค้าขาย และยังมีสินค้าอันเป็นที่ต้องการของบรรดาพ่อค้าต่างชาติหลากหลายชนิด เช่น ดีบุก พริกไทยและเครื่องเทศ รวมถึงของป่าต่างๆ
... ประกอบกับนโยบายทางการค้าเสรีของ ตะโต๊ะ โมกอลล์ แขกมลายู ผู้ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองสงขลาระหว่างปี พ.ศ.2148-2163 ได้กำหนดนโยบายการค้าแบบเสรที่แตกต่างจากการค้าแบบผูกขาดของราชสำนักอยุธยาที่มีมาแต่เดิม .. ทำให้พ่อค้าชาวต่างชาติมาตั้งหลักแหล่งค้าขายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพ่อค้าชาวดัชท์ และอังกฤษ
.. เมืองสงขลา จึงกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์กลางทางการค้านานาชาติที่สามารถติดต่อค้าขายกับศูนย์กลางการค้าที่สำคัญๆ ทั่งเอเชียตะวันออกในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-23 เช่นเดียวกับเมืองมะละกา และเมืองปัตตาเวีย เมืองท่าทางการค้าที่สำคัญในคาบสมุทรมลายูที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงระยะเวลาเดียกัน
ในรัชกาลพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา .. เกิดความวุ่นวายในราชสำนัก ทำให้สุลต่านสุไลมาน บุตรชายของ ตะโต๊ะ โมกอลล์ ถือโอกาสตั้งตนเป็นอิสระไม่ขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาอีกต่อไป และได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น พระเจ้าสงขลาที่ 1 .. ถึงแม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะส่งทหารมาปราบปรามเมืองสงขลาหลายครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
.. จนกระทั่งในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช .. กรุงศรีอยุธยาจึงสามารถปราบปรามและยึดอำนาจคืนจาก สุลต่าน มุสตาฟาร์ บุตรชายของ สุลต่านสุไลมาน ซึ่งครองเมืองสงขลาต่อจากบิดา ได้เป็นผลสำเร็จ
.. ในปี พ.ศ.2223 อยุธยาได้ทำลายเมืองสงขลาลง เพื่อป้องกันมิให้มีการแข็งขืนอีกต่อไป และหันไปฟื้นฟูเมืองพัทลุง ที่เขาชัยบุรี เพื่อควบคุมดินแดนลุ่มทะเลสาลสงขลา และเป็นการปิดล้อมเมืองสงขลาให้โดดเดี่ยวตลอดปลายสมัยอยุธยา และต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเหตุให้เมืองสงขลาซบเซาลงทั้งด้านการค้า และอำนาจทางการเมือง
.. ชาวเมืองสงขลาส่วนหนึ่ง ได้อพยพไปตั้งชุมชนใหม่ทางปลายสุดของคาบสมุทรสทิงพระที่บ้านแหลมสน จนกระทั่งตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 24 เมืองสงขลาจึงได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งหนึ่งที่เมืองสงขลาฝั่งแหลมสนและบ่อยาง
เมืองสงขลาหัวเขาแดง ศูนย์กลางการค้านานาชาติในสมัยอยุธยา
เมืองสงขลาหัวเขาแดง .. เป็นเมืองท่าบนคาบสมุทรภาคใต้ที่มีความสำคัญทางการค้าและเศรษฐกิจ ลักษณะภูมิประเทศที่มีปราการธรรมชาติแวดล้อม เหมาะแก่การพัฒนาเป็นเมืองป้อมปราการ
หลักฐานในการตั้งชุมชนโบราณบริเวณหัวเขาแดง มีอายุเก่าแก่ไปถึงราวศตวรรษที่ 12 โดยมีเมืองโบราณ สทิงพระ ที่เป็นทั้งท่าเรือ และทำการเกษตร เป็นเมืองสำคัญ มีการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนาจากอินเดีย และมีการติดต่อกับชุมชนใกล้เคียง เช่นชุมชนทวาราวดีในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ชุมชนโบราณในมาเลเซียและในกัมพูชา และมีพัฒนาการสืบเนื่องมาจนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ชื่อเมือง เจริญขึ้นอย่างมากในสมัยอยุธยา สทิงพระ จึงเริ่มหายไป
.. มีชุมชนแห่งใหม่เกิดขึ้น คือ เมืองพัทลุงที่พะโคะ ที่รับพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์เข้ามาแทนที่ ซึ่งต่อมาได้ย้ายเมืองไปอยู่ที่บางแก้ว อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง และค่อยๆขยายตัวเป็นเมืองพัทลุง บนฝั่งตะวันตกของของทะเลสาบสงขลา และอีกบริเวณหนึ่งคือริมเขากหัวแดง เป็นเมืองสงขลาหัวแดง
เมืองสงขลาที่เขาหัวแดงเจริญขึ้นอย่างมากในสมัยอยุธยา อันเนื่องมาจากทำเลที่เหมาะสมในการจอดเรือหลบคลื่นลมมรสุม เพราะปากทะเลสาบไม่กว้างมาก และมีภูเขาช่วยกำบังลมได้ดี ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นนายหน้าจัดหาสินค้าพื้นเมืองซึ่งเป็นที่ต้องการของพ่อค้าท้องถิ่น เช่น ไม้ฝาง ไม้กฤษณา งาช้าง ครั่ง นอแรด ชัน รง ไม้จันทน์ .. สินค้าแร่ธาตุ เช่น ตะกั่ว ดีบุก เหล็ก ตลอดจนเสบียงสำหรับเดินทาง อาหาร เช่น เกลือ กะปิ ปลาแห้ง ปลาเค็ม น้ำตาล พริกไทย หมาก คราม รวมถึงสินค้าหัตถกรรม เช่น หมอน ที่นอน สมอเรือ ฯลฯ
.. ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับช่วงเวลาของนโยบายการค้าเสรีของผู้ปกครองเชื้อสายมุสลิม ส่งเสริมให้สงขลาหัวเขาแดงกลายเป็นเมืองท่าที่ดึงดูดพ่อค้าต่างถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทการค้าตะวันตก คู่ค้ารายใหม่ที่เข้ามากระตุ้นการเติบโตทางการค้าของยุโรปและเอเซียให้คึกคักมากขึ้นกว่าการค้ากับพ่อค้าในภูมิภาคเอเซียเช่นที่เคยเป็นมา
เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง
เนื่องจากพื้นที่ของเมืองสงขลาฝั่งแหลมสนไม่สามารถขยายตัวได้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ตั้งเมืองสงขลาขึ้นที่ตำบลบ่อยาง ตั้งแต่ พ.ศ. 2375 ซึ่งเมืองใหม่ที่สร้างขึ้น ก็ยังคงรักษาความเป็นเมืองท่าไว้อย่างเดิม
ในเบื้องต้นของการสร้างเมือง พระยาวิเชียรคีรี (เถี้ยนเส้ง) ได้เริ่มสร้างป้อม กำแพงเมืองยาว 1,200 เมตร และประตูเมือง 10 ประตู .. หลังจากนั้นจึงได้วางหลักเมือง (ไม้ชัยพฤกษ์ พระราชทาน) และสมโภชน์หลักเมืองใน พ.ศ. 2385 และเรียกบริเวณพื้นที่นี้ว่า “เมืองสงขลาฝั่งบ่อยาง”
เมืองสงขลาฝั่งบ่อยางเจริญขึ้นภายใต้การนำของผู้ปกครองเชื้อสายจีน ซึ่งเป็นต้นตระกูล ณ สงขลา ในปัจจุบัน มีการรับอิทธิพลศิลปะวิทยาการใหม่จากจีน ฮ่องกง ปีนัง สิงคโปร์ ซึ่งเป็นเมืองท่าที่เจริญขึ้นมาจากการค้ากับชาติตะวันตกที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจของเมือง
.. เกิดธุรกิจการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อจำหน่าย ภายใต้การดำเนินการของพ่อค้าจีน เช่น การผลิตหม้อ ไห อิฐ และกระเบื้องดินเผา การต่อเรือ การทอผ้า การทำเครื่องถมและเครื่องโลหะ มีสถาปัตยกรรมแบบจีน และแบบตะวันตกผสมกับจีน เป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมืองสงขลาในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นห้องแถวแบบจีนที่สร้างด้วยไม้ และตึกแบบจีนผสมตะวันตกในย่านถนนนครนอก ถนนนครใน ถนนนางงาม และถนนไทรบุรี รวมถึงตัวอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สงขลา ซึ่งเป็นบ้านของตระกูล ณ สงขลา มาก่อน
เมืองสงขลาภายใต้บทบาทของชาวจีน
ภายหลังเมืองสงขลาเก่าที่เขาหัวแดงถูกทำลายลงในปี พ.ศ.2223 ผู้คนบางส่วนได้อพยพโยกย้ายมาตั้งชุมชนใหม่ทางปลายสุดของคาบสมุทรสทิงพระ ที่บ้านแหลมสน
กลุ่มผู้ปกครองที่มีบทบาทสำคัญต่อการพะฒนาสงขลาในช่วงนี้ เป็นชาวจีนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองสงขลาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งชาวจีนทั่วไปรู้จักในนามของ เฮาเหยียง (เหยี่ยง แซ่เฮา) หรือ พระยาสงขลา (พ.ศ.2318-2325) อันเป็นต้นตระกูล ณ สงขลา ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่มีชื่อเสียงมากที่สุดตระกูลหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งได้ร่วมกับรัฐบาลกลางในการปรับปรุงพัฒนาเมืองสงขลาให้เจริญก้าวหน้า เป็นหัวเมืองภายในราขอาณาจักรสยามอย่างสมบูรณ์แบบ
.. โดยจัดเป็นหัวเมืองชั้นโท ซึ่งมีเพียง 2 เมืองทางภาคใต้ คือ เมืองสงขลา และเมืองถลางเท่านั้น .. จนในที่สุดเมืองสงขลาฝั่งแหลมสนเจริญเจริญก้าวหน้ามาก มีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัยมากจนทำให้สงชวาฝั้งแหลมสนตับแคบ และไม่สามารถที่จะขยายเมืองออกไปได้
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายตัวเมืองสงขลาไปตั้งบนสันทรายฝั่งตรงข้ามกับเมืองสงขลาฝั่งแหลมสนที่ตำบลบ่อยาง จึงมีการสร้างบ้านสร้างเมืองใหม่ อันประกอบด้วย จวนเจ้าเมือง กำแพงเมือง ป้อมปราการ รวมทั้งศาลหลักเมือง และวัดวาอารามต่างๆมากมาย
... เป็นเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ ที่เมืองสงขลาได้พัฒนาและเติบโตภายใต้การนำของกลุ่มผู้ปกครองที่มีเชื้อสายชาวจีนผสมชาวพื้นเมือง ที่พัฒนาเมืองสงขลาขึ้นเป็นเมืองท่านานาชาติขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง และมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงในฐานะเมืองภายในพระราชอาณาเขตมากกว่าในสมัยอยุธยา.. อย่างไรก็ตาม การปกครองเมืองสงขลาโดยตระกูลเจ้าเมืองเชื้อสายจีนก็ได้สิ้นสุดลงในสมัยของพระยาวิเชียร (ชม) ในปี พ.ศ. 2444
โฆษณา