11 มิ.ย. 2025 เวลา 01:36 • การศึกษา

เปิดประวัติ“ทิก กว๋าง ดึ๊ก” พระภิกษุมหายานชาวเวียดนาม ผู้จุดไฟเผาตนเอง ประท้วงรบ.คาทอลิก

ทิก กว๋าง ดึ๊ก เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1897 ที่หมู่บ้านโห่ยคั้ญ อำเภอหวั่นนิญ จังหวัดคั้ญฮหว่า ภาคกลางของประเทศเวียดนาม มีชื่อเมื่อเกิดว่า เลิม วัน ตุ๊ก(Lâm Văn Túc) ท่านมีพี่น้องทั้งหมดเจ็ดคน บิดาชื่อ เลิม หืว อึ๊ง มารดาชื่อ เหงียน ถิ เนือง เมื่ออายุได้ 7 ขวบ ท่านได้ออกเดินทางเพื่อศึกษาศาสนาพุทธภายใต้การอุปการะของพระมหาเถราจารย์[ก] ทิก ฮหวั่ง เทิม ผู้เป็นลุงฝั่งแม่ในฐานะบุตรคนหนึ่ง พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น เหงียน วัน เคี้ยต(Nguyễn Văn Khiết)
จนกระทั่งเมื่ออายุ 15 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุ 20 ปี มีฉายาทางธรรมว่า ทิก กว๋าง ดึ๊ก ในชื่อภาษาเวียดนาม ทิก(Thích, 釋) มาจากคำว่า ทิกกา(Thích Ca) หรือ ทิกส่า(Thích Già, 釋迦) หมายถึง"ผู้มาจากหรือผู้เกี่ยวพันกับสกุลสักกะ"อุปสมบทท่านก็ได้ออกธุดงค์สู่ภูเขาลูกหนึ่งใกล้กับเมืองนิญฮหว่าพร้อมกับประกาศตนขอปลีกวิเวกเป็นเวลา 3 ปี ในช่วงชีวิตภายหลังท่านก็ได้กลับมาเพื่อเปิดพระเจดีย์เทียนหลกที่สำนักสงฆ์บนภูเขาแห่งนี้
หลังจากเสร็จสิ้นการปลีกวิเวก พระกว๋าง ดึ๊ก ก็ได้เริ่มต้นออกเดินทางไปทั่วเวียดนามกลางเพื่อเผยแผ่หลักธรรม หลังจากผ่านไปสองปีก็ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดซักตื๊อเทียนเอิ๊น ใกล้กับเมืองญาจาง ใน ค.ศ. 1932 ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจการประจำพุทธสมาคมในเมืองนิญฮหว่า และได้เป็นผู้ตรวจการพระภิกษุประจำจังหวัดคั้ญฮหว่าซึ่งเป็นบ้านเกิดในเวลาต่อมา
ระหว่างนี้ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างวัดในเวียดนามกลางรวมทั้งสิ้น 14 แห่ง ใน ค.ศ. 1934 ท่านได้ออกเดินทางไปตามชนบททั่วเวียดนามใต้เพื่อเผยแผ่คำสอนของศาสนาพุทธ พร้อมกับเดินทางไปศึกษาศาสนาพุทธแบบเถรวาทที่ประเทศกัมพูชาเป็นเวลาสองปี
เมื่อเดินทางกลับมาจากกัมพูชา ในระหว่างการพำนักที่เวียดนามใต้ท่านก็ได้ดูแลการก่อสร้างวัดใหม่อีกจำนวน 17 วัด โดยวัดแห่งสุดท้ายจาก 31 วัดใหม่ที่ท่านเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้างคือ วัดกว๊านเท้เอิมในอำเภอฟู้หญ่วน จังหวัดซาดิ่ญ แถบชานกรุงไซ่ง่อน ถนนสายที่วัดนี้ตั้งอยู่ได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นถนนกว๋าง ดึ๊ก ในภายหลัง ใน ค.ศ. 1975 หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาการก่อสร้างวัดจำนวนมาก พระกว๋าง ดึ๊ก ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการศาสนพิธีสังฆะภิกษุเวียดนาม
และเจ้าอาวาสวัดเฟื้อกฮหว่า ซึ่งเป็นที่สถานที่ก่อตั้งของสมาคมพุทธศาสนศึกษาเวียดนาม(Association for Buddhist Studies of Vietnam, ABSV) เมื่อสำนักงานของสมาคมฯ ย้ายที่ตั้งสำนักงานไปที่วัดซ้าเหล่ย ซึ่งเป็นวัดประจำกรุงไซ่ง่อน พระกว๋าง ดึ๊ก ก็ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง
ทิก กว๋าง ดึ๊กมรณภาพ จากการจุดไฟเผาตนเองแยกแห่งหนึ่งในกรุงไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 1963 เพื่อประท้วงประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยม ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ที่มีนโยบายข่มเหงชาวพุทธซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ในประเทศเวียดนามใต้ในเวลานั้น ภาพถ่ายการเผาตัวเองดังกล่าวได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางจนทำให้นโยบายของรัฐบาลเสี่ยมถูกเพ่งเล็งจากประชาคมโลก
จอห์น เอฟ. เคนเนดี ประธานาธิบดีคนที่ 35 ของประเทศสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวถึงภาพถ่ายของพระภิกษุรูปนี้ว่า"ไม่มีภาพข่าวใดในประวัติศาสตร์ที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกไปทั่วโลกได้เหมือนภาพใบนี้" มัลคอล์ม บราวน์ นักข่าวอเมริกันผู้ถ่ายภาพการจุดไฟเผาตนเองจนมรณภาพได้รับรางวัลภาพข่าวโลกแห่งปี
เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างแรงกดดันนานาชาติแก่รัฐบาลเสี่ยม ทำให้เขายินยอมประกาศการปฏิรูปและแสดงเจตจำนงผ่อนผันตามความต้องการของชาวพุทธ อย่างไรก็ตามการปฏิรูปที่รัฐบาลเสี่ยมสัญญาไว้ก็ไม่ได้ทำ จึงทำให้ประเด็นพิพาทนี้เลวร้ายลงกว่าเดิม การประท้วงก็ยังดำเนินเรื่อยไป
ในขณะเดียวกันกองบังคับการปฏิบัติการพิเศษสาธารณรัฐเวียดนามซึ่งภักดีต่อโง ดิ่ญ ญู น้องชายของเสี่ยม ก็ได้บุกรุกวัดพุทธทั่วเวียดนามใต้ และพยายามยึดเอาหัวใจที่ไม่ไหม้ของพระกว๋าง ดึ๊ก มาไว้ในการครอบครอง การบุกรุกระลอกนี้ก่อความเสียหายจนมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์อีก จำนวนหนึ่งที่เผาตนเองจนมรณภาพตามรอยพระกว๋าง ดึ๊ก ท้ายที่สุดรัฐประหารที่มีสหรัฐหนุนหลัง ก็โค่นล้มรัฐบาลของเสี่ยมลง โดยโง ดิ่ญ เสี่ยม ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน
โฆษณา