18 มิ.ย. 2025 เวลา 09:00 • ไลฟ์สไตล์

รายได้เสริมหลังเลิกงาน “เขียนบทกวีและเรื่องสั้น”

เปิดเบื้องหลังนักเขียนอิสระ เขียนเอง พิมพ์เอง ของสมัน @feeldafelt
Hustle Society สัปดาห์นี้ ขอเอาใจคนที่มีฝันอยากมี หนังสือเล่มแรก เป็นของตัวเอง
โดยเฉพาะใครที่ชอบอ่านอะไรสั้นๆ แต่ลึกกินใจ หรือเป็นสายไม่ชอบเขียนยาวๆ แต่รักการแต่งบทกวี ต้องห้ามพลาด เพราะเรามีเรื่องราวแรงบันดาลใจดีๆ จากกวีที่น่าจับตามองมาฝาก
เขาคือเจ้าของนามปากกา “ทีซี” จากช่อง @feeldafelt ที่หลายคนน่าจะเคยเห็นบทกวีของเขาผ่านตาใน Instagram หรือไม่ก็เคยเจอตัวจริงเสียงจริงในงานหนังสือที่ผ่านมา เพราะเขายืนขายหนังสือของตัวเอง อยู่ที่บูธในงานนั่นแหละ!
การมีรายได้เสริมจากการเขียนหนังสือ โดยเฉพาะในแนวบทกวีหรือบทร้อยกรอง อาจดูเป็นฝันไกลของใครหลายคน เพราะมันช่างดูเฉพาะทางเหลือเกิน… จะขายใคร? ต้องดังมาก่อนหรือเปล่า? แล้วจะเริ่มยังไงดี?
วันนี้เราจะพาไปเปิดเบื้องหลัง “ชีวิตนักเขียนอิสระ” ที่ไม่ได้เริ่มจากการมีชื่อเสียง
แต่เริ่มจากการมีแพชชันและความกล้าในการลงมือเขียนให้เป็นเล่ม
พบกับเรื่องราวของคุณสมัน (@feeldafelt) ที่อาจทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเล่มแรกของตัวเองในปีนี้เลยก็เป็นได้!
[ 📚หนังสือเล่มในไทยยังขายได้อยู่ไหม? ]
จากรายงานของ ThaiPBS ระบุว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 53 และงานสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 23 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 8 เมษายน 2568 มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1.3 ล้านคน — สูงเกินความคาดหมาย แม้ในช่วงเวลานั้นจะมีทั้งสถานการณ์แผ่นดินไหวและวิกฤตเศรษฐกิจก็ตาม
ที่น่าสนใจคือ กลุ่ม Gen Z (เกิดระหว่างปี 2540 - 2552) กลายเป็นนักอ่านกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 43.65% ของผู้เข้าร่วมงาน รองลงมาคือ Gen Y และ Gen X
ในแง่การใช้จ่ายต่อหัว
- 30.88% จ่ายระหว่าง 600 - 1,000 บาท
- 14.70% จ่ายระหว่าง 1,000 - 1,500 บาท
- 12.84% จ่ายมากกว่า 3,000 บาท
ขณะที่ยอดซื้อ-ขายหนังสือลิขสิทธิ์ในงานนั้น รวมกันแล้วสูงถึง 68 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 13 วัน ลองจินตนาการดูว่า… ถ้าเรามีหนังสือเล่มเป็นของตัวเองไปวางขายในงานนั้น แค่ได้ส่วนแบ่งจากตลาดเล็กๆ ก็น่าจะเพียงพอให้ใจฟูไม่น้อย
[ 🔥จุดเริ่มต้นของการเขียน ]
#โปรดชิมก่อนจะรักความเศร้ารสจัดอาจทำให้เสียน้ำตา รวมเรื่องสั้นและบทกวี หนึ่งในหนังสือที่มีคนหยิบจับและกดไลก์เพียงแค่โพสต์บางส่วนของหนังสือที่หลายๆ คนคงเห็นผ่านตามาในไอจี เช่น
“ผิดที่ฉันเองที่ลืมอ่านฉลาก
เห็นว่าเป็นรักแท้ก็รีบหยิบมาก่อน
ความรักบ้าอะไรมีน้ำตาเยอะขนาดนี้”
เบื้องหลังบทกวีไวรัลเหล่านี้ มีหนึ่งในนั้นใช้นามปากกาว่า “ทีซี” หรือชื่อเล่นว่า ‘สมัน’ นักเขียนรุ่นใหม่ที่เรียนจบจากคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ ปัจจุบันทำงานประจำในตำแหน่งทีมเขียนให้กับบริษัท PR Agency แห่งหนึ่ง
นอกเหนือจากงานหลัก คุณสมันยังมีรายได้เสริมจากหลายทาง ทั้งการรับแปลเอกสารทั่วไป และการทำช่องรีวิวหนังสือบน TikTok ในนามบัญชี @twocatsreviewbooks เมื่อรวมกับยอดผู้ติดตามใน Instagram @feeldafelt แล้ว คุณสมันมีผู้ติดตามกว่า 50,000 คน 🔥
คุณสมันเล่าว่า เขาเริ่มงานเขียนเชิงสร้างสรรค์จากการเขียนเล่นๆ ลงใน Instagram ส่วนตัว ReadAWrite และแพลตฟอร์มอื่นๆ เปิดให้คนอ่านฟรี ก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดอยากจะตีพิมพ์ผลงานอะไร แค่อยากลองดูว่าเขียนไปแล้วจะมีคนอ่านหรือคนติดตามไหม
“แรกๆ ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเห็นคนรอบตัวเขาออกหนังสือเล่มหรือทำเป็น E-Book ก็หาเงินได้ เลยคิดว่าน่าสนใจ ตอนนั้นก็เริ่มเขียนเนื้อหารอและวางแผนหารายได้จากงานอดิเรกตรงนี้ – แต่ผมไม่ได้ทำ E-Book นะ ปกติเขียนเรื่องสั้นตอนย่อย ๆ กับบทกวีลงในแพลตฟอร์มต่างๆ แล้วก็ข้ามมาทำตัวเล่มเองเลย”
[ 📍แรงบันดาลใจในการทำ Self-Publishing ]
คุณสมันเล่าว่า เหตุผลที่โดดมาทำหนังสือเป็นเล่มเลยก็เพราะว่าเขาทำการสำรวจและสังเกตกลุ่มนักอ่านของเขามักจะเป็น วัยรุ่น กลุ่มมัธยมจนถึงสามสิบต้นๆ และพบว่ากลุ่มผู้อ่านของเขาเป็นกลุ่มที่ชอบอ่านหนังสือเล่มซะมากกว่า อาจเพราะเรื่องแรกๆ ที่เคยทำเป็นเรื่องสั้น ความเรียง บทกวี ซึ่งน่าอ่านกว่าถ้าอยู่ในรูปแบบรูปเล่ม
“ผมตีพิมพ์ในนามตัวเอง ส่วนหนึ่งเพราะเห็นคนอื่นที่เป็นนักเขียนอิสระเหมือนกัน เขาก็ทำกันเองหมดเลย ทั้งเขียนเอง ตีพิมพ์เอง ขายเอง บางคนก็ขายดีด้วย”
ถึงตรงนี้คุณสมันบอกว่าในวงการ Self-Publishing นักเขียนอิสระในคอมมูนิตี้ค่อนข้างที่จะซัพพอร์ตและให้คำปรึกษากันดี เลยลองไปถามแนวทางกับนักเขียนที่ทำมาแล้วว่าต้องเริ่มจากตรงไหน พอได้รับคำแนะนำมาเลยเริ่มเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น และศึกษาวิธีที่ทำออกมาเป็นเล่มอย่างจริงจัง
[ 🔍การเริ่มต้นทำเล่ม - ขั้นตอนและต้นทุนการผลิตหนังสือ ]
“ตอนแรกเรายังไม่เสียเงิน แต่ต้นทุนที่ใช้ก็คือ ‘เวลา’ เขียนตอนเลิกงาน ใช้เวลาปั้นแอคเคาท์ให้มีคนรู้จัก กว่าจะมีฐานผู้อ่านก็ใช้เวลาประมาณปีครึ่ง ถึงได้ตัวเลขที่เริ่มมั่นใจว่าตอนนี้มีคนติดตามมากพอที่ว่า ถ้าเราพิมพ์หนังสือขายจะมีคนซื้อจนคืนทุนและมีกำไรบ้าง”
ขั้นตอนต่อมาตามเป้าหมายก็คือการออกมาเป็นรูปเล่ม ตรงนี้เริ่มต้องใช้เงินจริงๆ แล้ว
คุณสมันเล่าว่าต้นทุนในการทำเล่มมีหลายส่วน ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำเอง หรือจ้างคนอื่นทำ เช่น
- ปกหนังสือ ถ้าวาดเองได้ก็ฟรี แต่ผมเลือกจ้างคนออกแบบ
- การจัดหน้า พิสูจน์อักษร ถ้าจ้างทำได้ก็ดี แต่ผมเลือกทำเองเพื่อลดค่าใช้จ่าย
- บรรณาธิการ ถ้าอยากให้คุณภาพหนังสือดีขึ้น ก็อาจต้องจ้างคนมาช่วยขัดเกลางานของเรา
ทั้ง 3 อย่างนี้ เราหลีกเลี่ยงโดยการทำเองได้ แต่สิ่งที่หลีกไม่ได้ก็คือ
- ค่าตีพิมพ์ อันนี้เราทำเองไม่ได้แน่นอน และก็มีหลายตัวเลือกให้เลือกด้วยว่าอยากได้หนังสือสเปคประมาณไหน ขึ้นอยู่กับคุณภาพกระดาษ ความหนาตัวเล่มและจำนวนที่เราพิมพ์ ทำให้การสั่งพิมพ์ครั้งหนึ่งจะมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลัก 100 จนถึงหลัก 10,000 ไปเลย
“อย่างของผม ตัวหน้าปกผมก็จ้างทำ จัดหน้าผมก็จ้าง พิสูจน์อักษรเอง แต่มีค่าตีพิมพ์ที่ตอนนี้พิมพ์ทั้งหมดที่ขายไป รวมต้นทุนสำหรับหนังสือผมอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทครับ”
คุณสมันเล่าว่า ถ้าทำงานและตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ กระบวนการต่างๆ มันจะง่ายกว่า เพราะนักเขียนมีหน้าที่เขียนอย่างเดียว กระบวนการอื่นทางสำนักพิมพ์จะช่วยดูแล เช่น มีบรรณาธิการให้ มีคนจัดหน้าให้ มีคนโปรโมตให้ ทุกขั้นตอน แต่รายได้ก็จะน้อยลง
แต่ถ้าเราทำเองรายได้ก็จะมากขึ้น แต่ทุกอย่างก็ต้องทำเอง เขียนเอง ตรวจเอง โปรโมตเอง ขายเอง 😅
[ 👉การตั้งราคาขาย – ชื่อเสียงมีผลต่อราคาไหม? ]
“ผมมองว่าการตั้งราคาหนังสือสำหรับนักเขียนอิสระที่ตีพิมพ์เอง ราคาก็ตั้งได้อย่างอิสระ แต่สุดท้ายก็ต้องตั้งราคาให้สอดคล้องกับคุณภาพของหนังสือที่ทำ อาจต้องดูตลาดด้วยว่างานประเภทที่เราเขียนในตลาดมันราคาเล่มละเท่าไหร่
และต้องดูปัจจัยต้นประกอบ เช่น ต้นทุนต่อลอต จำนวนหน้า คุณภาพของกระดาษ และแนวทางของตลาดด้วย
เช่น หนังสือของผมเป็นแนวความเรียง-เรื่องสั้น มักจะเป็นเล่มขนาด B6 - A5 ความหนา 100 - 200 หน้า ราคากลางในตลาดจะอยู่ประมาณ 150 - 300 บาท ถ้าตั้งถูกเกินไปจะไม่คุ้ม แถมอาจกระทบราคาตลาด ถ้าแพงไปก็ขายไม่ได้ เราต้องบาลานซ์ให้พอดี”
“ถ้าเราทำกับสำนักพิมพ์ ชื่อเสียงจะช่วยให้เราต่อรองเปอร์เซ็นต์รายได้ได้มากขึ้น สมมติเขาให้ 10% เราก็อาจต่อเป็น 13-15% ได้”
แต่ถ้าเป็นนักเขียนอิสระที่ทำเอง ชื่อเสียงช่วยในแง่ของความเชื่อมั่นของผู้อ่านมากกว่า รายได้จากปกก็รับได้เต็มๆ
คุณสมันเล่าว่า ตอนนี้นอกจากเขาจะเปิดให้คนซื้อผ่าน Google Form แล้ว ก็มีเอาไปฝากวางขายตามร้านขายหนังสืออิสระ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด บางร้านก็มีหน้าร้าน บางร้านก็เป็นร้านออนไลน์ เมื่อเอาไปฝากขายก็จะมีหักค่าฝากไป 30-40% จากราคาปก
เมื่อลองคิดภาพรวมแล้ว คุณสมันเล่าว่า หากเริ่มจากต้นทุนราว 30,000 บาท เขาสามารถสร้างรายได้เสริมจากการขายหนังสือ ได้กำไรราว 2.5 เท่าของต้นทุน หรือประมาณ หลักหมื่นบาทต่อรอบการพิมพ์ ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่พูดถึงไปข้างต้น 📍
[ 🏆ใครๆก็ขายได้ แต่อะไรบ้างที่ทำโดดเด่น? ]
เราสรุปข้อคิดจากคุณสมันมาได้ 3 หัวข้อด้วยกัน
1. รู้ว่าใครคือผู้อ่าน แล้วเจาะให้ตรงกลุ่ม
“แนวงานเขียนของผมเป็นบทความ บทกวี หรือเรื่องสั้น ๆ แบบที่คนอ่านผมชอบ มันต้องอยู่ในที่ที่คนจะเจอเร็ว อ่านง่าย เช่น Instagram หรือ Twitter พอรู้ว่าฐานแฟนอยู่ตรงไหน ผมก็ไปโปรโมตตรงนั้น”
2. ฝึกเขียน เผยแพร่ และพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
คนอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องเป็นนักอ่านตัวยงเสมอไป แค่เขาเจองานของเราแล้วรู้สึก ‘ชอบ’ หรือ ‘ตรงจริต’ เขาก็อาจติดตามเราไปเรื่อย ๆ แล้ว
คุณสมันบอกไว้ว่า “สิ่งสำคัญคือ ‘ฝึกเขียน’ และ ‘เผยแพร่’ ไปก่อน เพื่อพัฒนาตัวเอง นักอ่านบางคนอาจติดตามเราไม่ใช่เพราะเราดีที่สุด แต่เพราะเขาอยากเห็นเราพัฒนาไปด้วยกัน”
3. ไอเดียของเนื้อหา หาสไตล์ตัวเองให้เจอ
คุณสมันได้ยกตัวอย่าง หนังสือเล่ม #โปรดชิมก่อนจะรักความเศร้ารสจัดอาจทำให้เสียน้ำตา รวมเรื่องสั้นและบทกวี เล่มนี้ประกอบด้วย 4 เรื่องสั้นและบทกวีกว่า 100 บท มีธีมเป็นความรัก ความสัมพันธ์ และรสชาติชีวิตที่ร้อยเรียงผ่านกระบวนการทำอาหาร
คุณสมันเล่าว่า สิ่งที่เป็นนามธรรมแบบความสัมพันธ์ ความรัก และรสชาติชีวิต พอเอามาเล่าผ่านการทำอาหารมันอาจจะดูเป็นสิ่งที่เข้ากันไม่ได้ แต่พอได้ลองเขียนและเบลนด์เข้ากันด้วยตัวหนังสือ กลายเป็นว่าเรื่องพวกนี้มันเข้ากันและลงตัวเฉยเลย
“อาจเพราะความคิดสร้างสรรค์จากตรงนั้น — คนก็เลยชอบและงานของผมก็ไวรัลประมาณหนึ่งเลย คนก็มาแสดงความคิดบางคนก็บอกว่าไม่เคยเห็นแบบนี้เลย ไม่เห็นงานเขียนที่เล่าเรื่องความรักความสัมพันธ์ผ่านกระบวนการทำอาหารสักเท่าไหร่ ก็เลยกลายเป็นการสร้างตัวตนของผมไป”
[ สิ่งที่ต้องระวังถ้าจะเข้ามาทำงานนี้เป็นงานเสริม ⚠️]
1. ด้วยความที่งานเขียนเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้อารมณ์เยอะ บางที เราอาจเกิดความรู้สึกกดดันตัวเอง หรืออิจฉาคนอื่น เราก็ต้องดึงสติและกลับมาโฟกัสกับงานของตัวเอง
2. การเขียนหนังสือหลายคนคิดว่าเป็น Passive Income แต่จริงๆ แล้ว ปัจจุบันเทรนด์หนังสือก็มาไว ไปไว เมื่อเข้าวงการเขียนมาแรกๆ ยังไงก็เป็น Active Income ก่อน ยิ่งเขียนเยอะ ลงเยอะ ออกผลงานเยอะก็จะยิ่งมีโอกาสได้รับการมองเห็น และได้รายได้เยอะ คุณสมันบอกว่าจากที่เขาอยู่ในวงการมา เขาพบว่าเกินกว่า 80% ของชีวิตนักเขียนยังไงก็ต้องเป็น Active ก่อน ถ้าจะเป็น Passive ก็ต้องเป็นงานที่ดีจริงๆ
3. อย่ากลัวคำวิจารณ์และไม่ต้องสนใจคำด่า อันไหนเป็นเรื่องที่ติเพื่อก่อก็เก็บไว้พัฒนาต่อ แต่อันไหนที่มันด่าก็อย่าไปฟังและสนใจ และต้องแยกด้วยว่า ผลงานก็คือผลงานไม่ใช่ตัวเรา ในโลกของงานเขียนเมื่อเผยแพร่งานออกไป ยังไงมันก็ต้องมีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ
ช่องทางติดตามคุณสมัน:
feeldafelt
twocatsreviewbooks
#aomMONEY #feeldafelt #sidehustle #หารายได้เสริม #นักเขียน #รายได้เสริม
โฆษณา