2 ก.ค. เวลา 10:18 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ถอดบทเรียนภาษี 5 ข้อ จากกรณีแม่ค้าออนไลน์ โดนภาษีย้อนหลัง 600 ล้าน

ประเด็นร้อนของคนขายของออนไลน์ในช่วงนี้ คือเรื่องราวของแม่ค้าออนไลน์ ท่านหนึ่งที่ออกมาเล่าในรายการว่า เธอโดนภาษีย้อนหลัง 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เยอะมากจนน่าตกใจ
1
เรื่องราวนี้ก็ย้ำเตือนชัดเจนเลยว่า ภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นเรื่องที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้และทำความเข้าใจให้ดี
1
แล้วถ้าเราเป็นคนขายของออนไลน์ เราต้องรู้อะไรบ้าง ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
บทเรียนภาษีที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้
มี 5 ข้อหลัก ๆ คือ
1.รายได้จากการขายของ ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้าน หรือออนไลน์ รายได้นี้ถือเป็นเงินได้ประเภท 40(8) ตามกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
1
และภาษีที่เราจะต้องจ่าย คำนวณมาจาก
เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี
1
โดยเงินได้สุทธิ เป็นผลรวมของรายได้ทั้งหมดแล้ว ลบด้วยค่าลดหย่อนและค่าใช้จ่าย
ซึ่งเงินได้ประเภท 40(8) นี้สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ
- แบบแรก หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%
- แบบสอง หักค่าใช้จ่ายตามจริง
และวิธีที่จะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง นั่นคือ เลือกหักค่าใช้จ่ายที่หักได้มากกว่า
ซึ่งก็หมายความว่า หากเรามีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 60% ของรายได้ การเลือกหักแบบเหมาไปเลย จะทำให้เราเสียภาษีน้อยลง
1
แต่หากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของเรามากกว่า 60% ก็เก็บใบเสร็จและหลักฐานทั้งหมดไว้ แล้วเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบตามจริงแทน
เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น จะช่วยลดเงินได้สุทธิ และเมื่อเงินได้สุทธิลดลงก็จะทำให้เราเสียภาษีน้อยลงด้วยนั่นเอง
ซึ่งการคำนวณวิธีนี้ เรียกว่า การคำนวณภาษีอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได
2.รายได้จากการขายของต้องคำนวณภาษี 2 วิธี
วิธีที่ 1 การคำนวณภาษีอัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได ซึ่งก็คือวิธีที่เรารู้กันไปก่อนหน้านี้
วิธีที่ 2 การคำนวณภาษีแบบเหมา 0.5%
สูตรคำนวณ คือ (เงินได้ทุกประเภท - เงินเดือน) x 0.005
โดยการคำนวณภาษีแบบเหมา เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ถ้าไม่เกิน 5,000 บาท สรรพากรจะให้เราไปเสียภาษี ตามวิธีที่ 1 คือแบบขั้นบันไดแทน
1
ซึ่งก็เท่ากับว่า ถ้าเรามีรายได้จากการขายของ และรายได้อื่น ๆ ที่ไม่รวมเงินเดือน รวมกันแล้วไม่เกิน 1 ล้านบาท เราจะต้องเสียภาษีตามวิธีที่ 1
แต่ถ้ารวมกันแล้วเกิน 1 ล้านบาทเราจะต้องคำนวณทั้ง 2 วิธีแล้วเสียภาษีตามจำนวนที่มากกว่า
3.ถ้ามีรายได้ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT
เมื่อเรามีรายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท เราจะต้องยื่นจด VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน
คิดเร็ว ๆ คือหากเราขายของได้เฉลี่ยเดือนละ 150,000 บาทก็ต้องเตรียมตัวจด VAT ไว้เลย
เพราะหากเรามีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องจด VAT แต่ไม่จดให้ถูกต้อง แล้วสรรพากรตรวจพบ เราจะต้องเสียทั้ง VAT 7% เบี้ยปรับอีก 20% ของภาษีและดอกเบี้ยอีก 1.5% ต่อเดือนคิดเป็นถึง 18% ต่อปี
ซึ่งความน่ากลัว คือ การคำนวณภาษีย้อนหลัง จะคิดย้อนไปตั้งแต่วันที่เรามีรายได้ถึงเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทมาเรื่อย ๆ จนถึงวันที่สรรพากรตรวจพบ
ซึ่งอาจกินเวลาหลายปีและทำให้ยอดที่ต้องจ่ายนั้นสูงมาก ๆ
4.ไม่ยื่นภาษี เพราะคิดว่าสรรพากรไม่รู้
1
ความเชื่อแบบนี้ถือว่าอันตรายมาก เพราะยุคนี้ทุกธุรกรรมการเงินล้วนเชื่อมโยงถึงกันหมด กรมสรรพากรเองก็มีช่องทางตรวจสอบรายได้ของเรามากมาย
ไม่ว่าจะเป็น จากการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือสถาบันการเงินที่ส่งข้อมูลเราให้กรมสรรพากร
ในกรณีที่มีจำนวนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป โดยไม่จำกัดจำนวนเงิน
หรือมีเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป
แค่นั้นยังไม่พอ แพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada, LINE MAN และ Grab เองก็มีหน้าที่ส่งข้อมูล ให้กรมสรรพากรโดยตรงอยู่แล้วด้วย
1
ดังนั้นไม่ว่าเราจะยื่นภาษีหรือไม่ ข้อมูลรายได้ของเรา ก็ถูกบันทึกอยู่ในระบบของกรมสรรพากรเรียบร้อยแล้ว
5.ไม่ยื่นภาษี เสี่ยงทั้งโดนเบี้ยปรับ ดอกเบี้ย และอาจมีโทษทางอาญาด้วย
1
เมื่อมีรายได้เราทุกคนมีหน้าที่ต้องยื่นแบบเพื่อเสียภาษีตามกฎหมาย พ่อค้าแม่ค้าคนที่ขายของก็เช่นเดียวกัน
1
ซึ่งคนขายของออนไลน์ที่เป็นบุคคลธรรมดา จะต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง นั่นคือ การยื่นภาษีครึ่งปี และการยื่นภาษีสิ้นปี
1
โดยการยื่นภาษีกลางปี จะใช้แบบ ภ.ง.ด.94
และต้องยื่นภายในเดือนกันยายน
1
ส่วนการยื่นภาษีสิ้นปี จะใช้แบบ ภ.ง.ด.90
และต้องยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
และการยื่นภาษีทั้ง 2 ครั้งนี้ ถ้าหากยื่นผ่านออนไลน์ จะได้ระยะเวลายื่นภาษีเพิ่มขึ้น 8 วัน ก็จะกลายเป็น ยื่นแบบ ภ.ง.ด.94 ภายใน 8 ตุลาคม และ ภ.ง.ด.90 ภายใน 8 เมษายนของปีถัดไป
การยื่นภาษีให้ถูกต้องไม่ใช่แค่หน้าที่ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดระยะเวลาที่สรรพากรสามารถตรวจสอบภาษีเราย้อนหลังได้ด้วย
1
นั่นคือหากเรายื่นภาษีสรรพากรจะสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้แค่ 2 ปี หรือในบางกรณีไม่เกิน 5 ปี
แต่ตรงกันข้าม หากเราไม่ยื่นภาษีเลยสรรพากรจะมีสิทธิ์ ตรวจสอบย้อนหลังได้นานถึง 10 ปี ซึ่งถือว่านานกว่าเดิมถึงเท่าตัว
ที่สำคัญการไม่ยื่นภาษีอาจนำมาซึ่งโทษหนัก ทั้งการจ่ายภาษีย้อนหลังเต็มจำนวน พร้อมเบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ค้างชำระ รวมถึงดอกเบี้ยเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน หรือเท่ากับ 18% ต่อปีด้วย
จะเห็นได้ว่า เรื่องภาษีอาจดูยุ่งยากในตอนแรก แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่า คือการไม่รู้ ไม่ยื่น และไม่วางแผน
2
ดังนั้น ถ้าเราขายของอยู่ ไม่ว่าจะขายหน้าร้าน ขายออนไลน์ การทำความเข้าใจเรื่องภาษี และเสียให้ถูกต้องตั้งแต่วันนี้
ก็ย่อมดีกว่าการได้เรียนรู้ ว่าภาษีมีหลักการทำงานอย่างไร ในวันที่ต้องหาเงินหลายล้านบาท มาจ่ายภาษีย้อนหลังและค่าปรับแล้ว..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#ภาษีขายของออนไลน์
โฆษณา