Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ห้องทดลองไร้ขอบเขต
•
ติดตาม
3 ก.ค. 2025 เวลา 13:18 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
รู้หรือไม่ กินพริกส่วนไหนถึงเผ็ด
how to ดับเผ็ด
พริก ไม่ได้เป็นแค่เครื่องปรุงเพิ่มรสชาติ แต่ยังเป็นพืชที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในเชิงชีววิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกที่ทำให้เกิดความเผ็ดร้อน และส่วนไหนของพริกที่ "เผ็ด" จริงๆ
1. แคปไซซิน: ต้นกำเนิดของความเผ็ด
หัวใจของความเผ็ดในพริกคือสารประกอบที่เรียกว่า แคปไซซินอยด์ (capsaicinoids) โดยมี แคปไซซิน (capsaicin) เป็นสารหลัก แคปไซซินเป็นสารที่กระตุ้นปลายประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดและร้อนในร่างกายของเราโดยตรง สารนี้จะไปจับกับตัวรับโปรตีนชื่อ TRPV1 (Transient Receptor Potential Vanilloid 1) ซึ่งมีอยู่ในเซลล์ประสาทของเรา เมื่อจับกันแล้วจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าเรากำลังสัมผัสกับความร้อนหรือความเจ็บปวด ทำให้เรารู้สึกถึงความแสบร้อนและอาการอื่นๆ เช่น เหงื่อออก หรือน้ำมูกไหล
2. ส่วนไหนของพริกที่เผ็ดที่สุด?
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเมล็ดพริกคือส่วนที่เผ็ดที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมล็ดพริกไม่มีแคปไซซินอยู่ในตัวมันเอง ส่วนที่ผลิตและสะสมสารแคปไซซินมากที่สุดในผลพริกคือ รก (placenta) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อสีขาวหรือสีอ่อนๆ ที่อยู่ด้านในของผล และเป็นส่วนที่เมล็ดเกาะอยู่
โครงสร้างของผลพริกและความเผ็ด:
1.เปลือก (Exocarp): ผนังผลชั้นนอกสุด มีแคปไซซินน้อยมากหรือไม่มีเลย
2.เนื้อ (Mesocarp): ส่วนที่เรากินเป็นหลัก มีแคปไซซินในปริมาณที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และความเผ็ดของพริก
3.รก (Placenta): ส่วนเนื้อเยื่อสีขาวที่ยึดเมล็ดไว้กับผนังผล เป็นแหล่งผลิตและสะสมแคปไซซินเข้มข้นที่สุด ทำให้เป็นส่วนที่ เผ็ดที่สุด ในผลพริก
4.เส้นใยสีขาว (Pith/Membranes): ส่วนเส้นใยหรือเยื่อบางๆ สีขาวที่เชื่อมต่อจากรกไปตามผนังด้านในของพริก ส่วนนี้ก็มีแคปไซซินอยู่มากเช่นกัน ทำให้รู้สึกเผ็ดเมื่อสัมผัสหรือกินเข้าไป
5.เมล็ด (Seeds): เมล็ดพริกเองไม่มีแคปไซซิน แต่ถ้ามีรกหรือเส้นใยสีขาวที่มีแคปไซซินติดอยู่กับเมล็ด ก็จะทำให้รู้สึกเผ็ดได้เมื่อกินเมล็ดเข้าไป
วิธีแก้เผ็ดที่ได้ผล:
วิธีที่ดีที่สุดในการแก้เผ็ดคือการใช้สารที่สามารถละลายหรือลดฤทธิ์ของแคปไซซินได้
1.นมและผลิตภัณฑ์จากนม (ไขมันและโปรตีน)
กลไก: แคปไซซินเป็นสารที่ละลายได้ดีในไขมัน (lipophilic) และน้ำมันครับ ในนมมี ไขมัน และที่สำคัญคือมี โปรตีนเคซีน (casein) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนผงซักฟอกธรรมชาติ โดยจะไปจับกับแคปไซซินและชะล้างออกไปจากปลายประสาทรับรส ทำให้ความรู้สึกเผ็ดลดลงอย่างรวดเร็ว
ตัวอย่าง: นมสด, โยเกิร์ต, ไอศกรีม, ชีส
น้ำมันพืช (ไขมัน)
กลไก: เช่นเดียวกับนม ไขมันในน้ำมันพืชสามารถละลายแคปไซซินได้ดี การอมน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อยแล้วกลั้วปาก (แล้วบ้วนทิ้ง) จะช่วยดึงแคปไซซินออกมา
ตัวอย่าง: น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว
2.อาหารที่มีแป้งและคาร์โบไฮเดรต
กลไก: อาหารเหล่านี้ไม่มีกลไกทางเคมีโดยตรงในการลดแคปไซซิน แต่จะช่วยเป็นเหมือน "ตัวกวาด" หรือ "ตัวดูดซับ" แคปไซซินที่ติดอยู่ตามช่องปากและลิ้น และยังช่วยเป็นเกราะป้องกันบางๆ ให้กับปลายประสาท
ตัวอย่าง: ข้าวสวย, ขนมปัง, แครกเกอร์, กล้วย
3.อาหารหรือเครื่องดื่มรสเปรี้ยว (กรด)
กลไก: แคปไซซินมีคุณสมบัติเป็นสารกึ่งด่าง การดื่มหรือกินอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ จะช่วยลดฤทธิ์ของแคปไซซินได้บ้าง เนื่องจากกรดจะทำปฏิกิริยากับแคปไซซิน
ตัวอย่าง: น้ำมะนาว, น้ำส้มสายชู, น้ำมะเขือเทศคั้นสด, น้ำส้ม
4.น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง (ความหวาน)
กลไก: ความหวานสามารถเข้าไป "แข่ง" กับความเผ็ดในการกระตุ้นปลายประสาทรับรสได้ นอกจากนี้ น้ำตาลยังช่วยดูดซับแคปไซซินบางส่วนได้
ตัวอย่าง: น้ำตาลทราย, น้ำผึ้ง, ลูกอม
5.เกลือ (ความเค็ม)
กลไก: คล้ายกับน้ำตาล ความเค็มของเกลือสามารถเข้าไปกระตุ้นปลายประสาทรับรส ทำให้ความรู้สึกเผ็ดลดลงได้ชั่วคราว
ตัวอย่าง: อมเกลือเล็กน้อย หรือแตะเกลือที่ปลายลิ้น
6.รอเวลาให้น้ำลายชะล้าง
กลไก: ร่างกายของเรามีการผลิตน้ำลายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน้ำลายจะค่อยๆ ชะล้างสารแคปไซซินออกไปจากปากตามธรรมชาติ หากความเผ็ดไม่มากนัก การทนรอสักพักก็ช่วยได้
กัลยาณวัตร
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย