3 ก.ค. 2025 เวลา 16:25 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

AIR THAMAL 33 : บุกกองบิน 1 โคราชชม SU-30MKM

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะไปอ่านบทความนี้ ผู้เขียนขอให้ทุกท่านโปรดช่วยกดไลก์ กดติดตาม และกดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนในการทำบทความต่อๆไป
สำหรับท่านใดที่มีเรื่องใดน่าสนใจ ท่านสามารถส่ง inbox ข้อความมาได้ที่ Facebook Supakrit Falcon หากเรื่องใดโดนใจผู้เขียนจะนำเรื่องราวไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเตรียมการเสนอครั้งต่อไป
ท่านผู้อ่านครับ ช่วงนี้กองบิน 1 โคราชคึกคักมาก มีทั้ง F-16 Gripen และ F-5 ฝั่งไทยขึ้นฝึกบินร่วมกับ F/A-18D และ SU-30MKM ที่มาเลเซียส่งมาร่วมในการฝึกผสม AIR THAMAL ครั้งที่ 33 ประจำปี 2025 การฝึกนี้ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครยอมใครในการฝึกบิน นักบินทั้ง 2 ฝ่ายนอกจากจะได้เรียนรู้หลักการรบทางอากาศระหว่างกันและกันแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้ใช้พบปะพูดคุยรวมถึงทำกิจกรรมร่วมกันจนกลายเป็นภาพที่น่าประทับใจต่อประชาชนทั้งในไทยและมาเลเซีย
SU-30MKM ที่มาฝึกรอบนี้กลายเป็น Viral ตามโลกโซเชียลทันตาเห็น เครื่องบินขับไล่แบบนี้มีอะไรดีบ้าง แล้วมีประวัติความเป็นมาอย่างไร วันนี้ผู้เขียนจะพาท่านไปหาคำตอบครับ
ก่อนหน้านี้ท่านผู้อ่านจำได้ไหม ย้อนกลับไปในในปี 1995 กองทัพอากาศมาเลเซียเริ่มนำเข้าประจำการเครื่องบินขับไล่ MiG-29N ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกที่จัดหาจากรัสเซีย
30 ปีผ่านไปพบว่ามี MiG-29N 10 เครื่อง และ MiG-29NUB 2 เครื่อง ประจำการ ณ ฝูงบิน 17 และ ฝูงบิน 19 ฐานทัพอากาศ Kuantan
อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ MiG-29N กองทัพอากาศมาเลเซียพบปัญหาเรื่องความพร้อมปฏิบัติการของเครื่องอย่างต่อเนื่องมาตลอด
รวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุจนต้องสูญเสียไปอย่างน้อย 2 เครื่องในปี 1998 และ 2008 ตามลำดับ ในขณะที่มีประจำการด้วย MiG-29N
ไปไม่กี่ปีกองทัพอากาศมาเลเซียจึงอยากตัวใหญ่ๆสำหรับปกป้องท้องฟ้าและท้องทะเลจึงไปหาตังซื้อ Su-30MKM ในเวลาต่อมา
กองทัพอากาศมาเลเซียเป็นหนึ่งในกองทัพอากาศของภูมิภาคนี้ที่มีเครื่องบินขับไล่ยุค 4+ ประจำการ รุ่นที่ว่านั้นคือเครื่องบินขับไล่ขนาดใหญ่แบบ Su-30MKM ที่จัดหาเข้าประตำการในปีค.ศ. 2006 เครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวนี้มาทดแทนเครื่องบินขับไล่รุ่นคุณปู่อย่าง F-5E Tiger II ที่ผลิตจากสหรัฐอเมริกาในยุค 60
เครื่องบินขับไล่รัสเซียแบบนี้เป็นเครื่องบินรบที่ล้ำสมัยที่สุดในมาเลเซีย และอิง
รูปแบบจาก Su-30MKI ที่ผลิตขึ้นใช้งานในกองทัพอากาศอินเดีย แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในส่วนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งกับ Su-30MKM ทำเครื่องบินขับไล่แบบนี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งภายในและภายนอกเมื่อเทียบกับ Flanker รุ่นก่อนหน้า และได้รับประโยชน์ในการทำท่าทางการบินที่เหนือกว่าตามรอย Su-35 และ Su-37 รวมถึงจอแสดงผลในห้องนักบินเน้นแบบดิจิทัลทั้งหมด
เรดาร์ที่มีความสามารถในการตรวจจับสูงด้วยคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์ที่สามารถปรับทิศทางได้ มีการใช้วัสดุคอมโพสิตมากขึ้น ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกล
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนี้ทำให้เครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวมีชัยเหนือกว่าเครื่องบินขับไล่ชาติตะวันตกแบบใดๆที่มีประจำการในภูมิภาคอินโดแปซิฟิค มันขึ้นเชื่อเรื่องด้านความทนทานและท่าทางการบินที่เน้นความคล่องตัว ไม่เพียงเท่านี้การออกแบบดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนา Su-30MKA สำหรับกองทัพอากาศแอลจีเรียและ Su-30SM สำหรับกองทัพอากาศและกองทัพเรือรัสเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศสั่งซื้ออยู่ในปัจจุบัน
ในช่วงคริสต์ทศวรรษ 2000 Su-30MKM ถือเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดแบบหนึ่งของโลก และมีจำนวน 18 เครื่องประจำการ ณ ฝูงบินขับไล่ที่ 11 ฐานทัพอากาศ Gong Kedak รัฐ Kelantan กองทัพอากาศมาเลเซีย
มันมีความสามารถในการรบทางอากาศที่เหนือกว่าเครื่องบินขับไล่ที่ไทยส่งเข้าร่วมฝึก AIR THAMAL 2025 เช่น F-16 เป็นอย่างมากรวมทั้งยังสูสีกับ Gripen ด้วย อย่างไรก็ตามในอดีตมีการปล่อยปละละเลยการบำรุงรักษาเครื่องบินรบแบบนี้ของกองทัพอากาศมาเลเซียต้องดิ้นรนเพื่อให้เครื่องบินแบบดีงกล่าวบินได้ต่อไปในช่วงทศวรรษ 2010 ซึ่งปัญหานี้เครื่องบินขับไล่ MiG-29 และเครื่องบินขับไล่ F-18 ก็เคยประสบพบเจอเช่นเดียวกัน
เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM มันไม่ธรรมดา มันเป็นเครื่องบินขับไล่รัสเซียเพียงแบบเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่มีการติดตั้งระบบจากตะวันตกหลายแบบ
เช่น กระเปาะนำร่องและชี้เป้าแบบ Thales Damocles ฝรั่งเศส จอแสดงผลตรงหน้า (HUD: Head-up display) จาก Thales และระบบแจ้งเตือนอาวุธปล่อยนำวิถีและ laser จาก Saab Avitronics แอฟริกาใต้
ซึ่งที่กล่าวมานี้ก็มีปัญหาความเข้ากันได้ของระบบที่ติดตั้ง ส่งผลต่อความพร้อมปฏิบัติการที่ล่าช้าของเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าว เท่านั้นไม่พอกองทัพอากาศมาเลเซียได้ดัดแปลงให้ Su-30MKM สามารถทิ้งระเบิดนำวิถี Laser แบบ GBU-12 สหรัฐฯได้สำเร็จในปี 2016 แล้วหลังจากนั้นก็มีการนำระเบิดแบบนี้มาใช้คู่กับ SU-30MKM เพื่อการจัดการผู้ก่อการร้ายในประเทศของตน
ในปีค.ศ.2019 มีการเปิดเผยว่าเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ที่เป็นฝูงบินหลักของกองทัพอากาศมาเลเซียมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 11.3ปี ขณะที่ฝูงบิน Su-30MKM ของมาเลเซียมีอายุการใช้งานค่อนข้างน้อยแต่นั่นก็มีคำถามถึงสภาพความพร้อมมาตลอด
ในเดือนสิงหาคม 2018 รัฐมนตรีกลาโหมมาเลเซีย ได้กล่าวต่อรัฐสภามาเลเซียว่ามีเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM เพียง 4 เครื่องจาก 18เครื่องเท่านั้นที่อยู่ในสภาพทำการบินได้
จนกระทั่งในเดือนมีนาคม 2019 มีเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM หลายเครื่องได้ปรากฎตัวทำการแสดงการบินในงานแสดงการบินและทางทะเลนานาชาติ LIMA 2019 ที่ Langkawi มาเลเซีย
เครื่องบินขับไล่ SU-30MKM เป็นเครื่องบินที่บินด้วยระบบ fly-by-wire ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มันมีความคล่องตัวสูงและทำให้มันมีอิสระจากขนาดเครื่องที่เป็นอุปสรรค มีเครื่องยนต์ Lyulka AL-31FP 2 เครื่องที่ให้แรงขับสูงสุดถึงแรงขับ 28,000 ปอนด์เมื่อใช้ไฟที่ท่อไอพ่น (afterburners) ในการฝึกบินรบสามารถปราบ F/A-18E Super Hornet หรือแม้กระทั่ง F-15SG Strike Eagle ในการฝึกบินยกเว้น F-22A Raptor ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
เมื่อวันที่ 27 มกราคมปีค.ศ.2025 BULGARIANMILITARY.COM กล่าวว่ากองทัพอากาศมาเลเซียได้ดำเนินโครงการปรับปรุงฝูงบินขับไล่ Su-30MKM จำนวน 18 เครื่องให้ทันสมัย ซึ่งนับเป็นมิติใหม่แห่งการรบทางอากาศของฝูงขับไล่มาเลเซีย โดยเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ได้รับการยืดอายุการใช้งานออกไปอีกอย่างน้อย 10 ปี
โดยผ่านโครงการยืดอายุการใช้งานให้ยาวนาน (service life extension program : SLEP) โดยบริษัท Aerospace Technology Systems Corporation (ATSC) การอัปเกรดนี้มีความจำเป็นเนื่องจากเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวมีปัญหาในอดีตเกี่ยวกับความพร้อมใช้งานของอะไหล่ ซึ่งทำให้เครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยที่สุดของมาเลเซียหลายเครื่องต้องจอดสงบ
ความพยายามในการปรับปรุงเครื่องบิน SU-30MKM ของ ATSC ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องบินเหล่านี้ออกไปอีก 10 ปี กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่การซ่อมบำรุงให้กลับมาบินได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการต่อเติมเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อให้แน่ใจว่า Su-30MKM ยังคงเป็นเครื่องบินขับไล่ที่น่าเกรงขามที่สุดในป้องกันน่านฟ้าและทะเลของมาเลเซีย
การอัพเกรดเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาความล้าและการกัดกร่อนของโครงสร้างเพื่อยืดอายุการใช้งานของโครงสร้างเครื่องบิน ซึ่งหากไม่ปรับปรุงอาจส่งผลระยะยาวต่อความพร้อมรย ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงคราวนี้จึงเป็นการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างของ SU-30MKM เพื่อไม่ให้สึกหรอไปตามกาลเวลา
การปรับปรุง SLEP ทำให้ SU-30MKM มีความสามารถในการรบทางอากาศเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการติดตั้งระบบเรดาร์ใหม่ ชุดสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์สื่อสารให้มือกับสงครามทางอากาศในยุคปัจจุบันและอนาคตนับจากนี้
การอัปเกรดเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับปรุงความทันสมัย โดยเน้นที่การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง แรงขับ และความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการบิน
มีระบบควบคุมการบินและระบบภายในที่ผ่านการปรับปรุงสำหรับรับมือการรบทางอากาศสมัยใหม่และเพิ่มประสิทธิภาพในการรบของเครื่องบินให้ดีมากขึ้น
แถมยังมีการรองรับอาวุธสมัยใหม่มากขึ้น ในด้านความแม่นยำและมีพิสัยการโจมตีจากระยะไกลที่เพิ่มขึ้น ปัจจัยที่ว่ามานี้อาจทำให้เครื่องบินขับไล่ Su-30MKM ทำหน้าที่เป็นเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงที่สามารถติดอาวุธสมัยใหม่ อีกทั้งยังจะมีบทเด่นสำหรับกองทัพอากาศมาเลเซียในการรบยุคใหม่ไปได้อีก 10-20 ปีเลยทีเดียว
ข้อมูลจำเพาะ Su-30MKM กองทัพอากาศมาเลเซีย
นักบิน : 2 นาย
ความยาว: 21.935 ม. (72 ฟุต 0 นิ้ว)
ปีกกว้าง : 14.7 ม. (48 ฟุต 3 นิ้ว)
ความสูง : 6.36 ม. (20 ฟุต 10 นิ้ว)
พื้นที่ปีก : 62 ตรม. (670 ตร.ฟุต)
น้ำหนักเปล่า: 18,400 กก. (40,565 ปอนด์)
น้ำหนักเมื่อติดอาวุธ: 26,090 กก. (57,519 ปอนด์)
น้ำหนักขึ้นบินสูงสุด: 38,800 กก. (85,539 ปอนด์)
เครื่องยนต์: เครื่องยนต์ไอพ่น Lyulka AL-31FP จำนวน 2 เครื่อง ให้แรงขับ 123 kN (28,000 lbf) พร้อมสันดาปท้าย
ความเร็วสูงสุด: 2,120 กม./ชม. (1,320 ไมล์/ชม., 1,140 นอต) / M 2.0 ที่ระดับความสูง
1,350 กม./ชม. (840 ไมล์/ชม.; 730 นอต) / M1.09 ที่ระดับความสูงต่ำ
พิสัย: 3,000 กม. (1,900 ไมล์, 1,600 ไมล์ทะเล) ที่ระดับความสูง 1,270 กม. (790 ไมล์; 690 ไมล์ทะเล) ที่ระดับความสูงต่ำ
พิสัยไกลในการบิน : 8,000 กม. (5,000 ไมล์, 4,300 ไมล์ทะเล) ถ้าเติมน้ำมันระหว่างเที่ยวบิน 2 ครั้ง
เพดานบินสูงสุด: 17,300 ม. (56,800 ฟุต)
ขีดจำกัดในการรับแรง g : + 9g
อัตราการไต่ระดับ : 300 ม./วินาที (59,000 ฟุต/นาที) +
การรับน้ำหนักปีก : 401 กก./ตร.ม. ( 82 ปอนด์/ตร.ฟุต)
แรงขับ/น้ำหนัก : 0.96
ตำบลติดอาวุธ : 12 จุด
อาวุธ: ปืนใหญ่อัตโนมัติGryazev-Shipunov GSh-30-1 1 × 30 มม.
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ :
10 × R-77
6 × R-27ER/ET
2 × R-27R/T
6 × R-73
ขีปนาวุธอากาศสู่พื้น :
3 × KH-58ME
6 × KH-29T/L
ขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ :
3 × KH-59MK
4 × KH-31A
ขีปนาวุธต่อต้านระบอบป้องกันภัยทางอากาศ :
6 × K-31P
ระเบิด:
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ KAB-500L จำนวน 8 ลูก
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ KAB-1500Lจำนวน 3 ลูก
ระเบิด FAB-500Tจำนวน 8 ลูก
ระเบิด OFAB-250-270 จำนวน 28 ลูก
ระเบิด OFAB-100-120จำนวน 32 ลูก
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II จำนวน 4 ลูก
การฝึก Air Thamal ยังไม่จบยังมีต่อถึงวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ หากท่านใดไปที่โคราชอาจเห็นเครื่องบินขับไล่แบบนี้บินอยู่บนฟ้าก็ได้ เมื่อเทียบกับ Gripen หรือ F-16 แล้วพบว่าเครื่องบินขับไล่ Su-30MKM มีขนาดที่ใหญ่กว่า การมาครั้งนี้นับว่าเป็นการมาเยือนไทยครั้งแรกหลังจากผ่านการอัพเกรด เมื่อเครื่องมีประสิทธิภาพสูงขึ้นจึงสมารถสอบเครื่องบินขับไล่ไทยในการฝึกได้ อย่างไรก็ตามเครื่องบินขับไล่บ้านเราอาจเป็นฝ่ายสอยเขาร่วงก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า "who seat in the cockpit?" สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Airlinesweek
CONTHRUST
Military Watch Magazine
AAG_TH บันทึกประจำวัน
Wikipedia
เรียบเรียงบทความ : ROOSTER
โฆษณา