5 ก.ค. 2025 เวลา 18:35 • ปรัชญา

บวชหรอ EP. 9/9 6 ประโยชน์ที่ได้รับ และ 3 ข้อคิดที่ได้เรียนรู้ จากการบวชเป็นพระของผม

เนื่องจากทุกตอนที่ผ่านมาจะเป็นการเล่าเรียงตามไทม์ไลน์ ใครที่ยังไม่ได้อ่านก็กลับไปอ่านก่อนนะครับ
ตอนนี้จะเป็นการสรุปเป็นข้อๆ เลยครับว่า การบวชเป็นพระของผมในครั้งนี้ ได้รับประโยชน์และเรียนรู้ข้อคิดอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นการตอบคำถามเพื่อนๆ คนรุ่นใหม่หลายคน ที่ถามผมว่า ทำไมถึงบวช, บวชแล้วได้อะไร เป็นต้น
โดยประโยชน์ที่ได้รับ จะแบ่งออกเป็นแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านสุขภาพกาย ด้านสุขภาพใจ และ ด้านการพัฒนาตัวเอง ส่วนข้อคิดที่ได้เรียนรู้จะเขียนเป็นข้อๆ นะครับ
ประโยชน์ที่ได้รับ
ด้านสุขภาพกาย
1.ได้เดินบิณฑบาต
การเดินบิณฑบาตนั้น ในอีกแง่หนึ่ง ผมมองว่าได้เป็นการเดินออกกำลังกายยามเช้า ซึ่งตอนผมเป็นฆราวาสก็ไม่ค่อยได้ตื่นเช้ามาออกกำลังกายเวลานี้อยู่แล้ว555
และตอนเช้านั้นบรรยากาศดีมาก แถมสายการบิณฑบาตที่ผมได้รับมอบหมายนั้น ต้องเดินข้ามแม่น้ำไป - กลับด้วย ทำให้เห็นวิวเมืองบางระจัน และตอนอยู่บนสะพานข้ามแม่น้ำก็ลมเย็นดี
ถึงแม้ว่าบางวันจะฝนตกปรอยๆ เดินบิณฑบาตกลางฝน (ด้วยความที่เป็นพระสวมหมวกไม่ได้ และมือก็ต้องอุ้มบาตรทำให้ไม่สามารถกางร่มได้) แต่ผมมองว่านี่เป็นการได้ฝึกร่างกาย/ฝึกความอดทนดีเหมือนกัน
อีกประเด็นคือ การเดินเท้าเปล่าของพระเวลาบิณฑบาตนั้นก็ตรงกับเทคนิคการ Grounding หรือ Earthing ของทางตะวันตก แต่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ลองไปศึกษาดูนะครับ
2.ได้ทำ IF (Intermittent Fasting)
วิกาลโภชนา เป็นศีลข้อ 6 หมายถึง การงดการบริโภคอาหารหลังเที่ยง ซึ่งคล้ายกับการทำ IF 18/6 แต่ต่างกันตรงที่หลังเที่ยงพระสามารถบริโภคน้ำปานะได้
ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาบวชก็ไม่เคยได้ลองทำ IF เลย พอได้มาบวชนี่แหละเลยได้มีโอกาสทำ IF แล้วอย่างที่ผมได้เล่าไปใน EP. 2 ว่า ก่อนไปอยู่วัด ผมค่อยๆ ลดปริมาณอาหารเย็นเพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ เพราะตอนเป็นนาคอยู่วัดก่อนบวช ผมก็ต้องถือศีล 8 เช่นกัน ทำให้ต้องงดมื้อเย็นตั้งแต่ตอนนั้นเลย
ทั้งนี้ทั้งนั้น IF นี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ผมไม่สามารถตัดสินตรงนี้ได้ว่าดีหรือไม่ดี อยากให้คุณผู้อ่านไปศึกษาก่อนนะครับ เพื่อปรับใช้ให้เหมาะกับสภาวะสุขภาพตัวเอง
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ส่วนตัวผมจัดฟันใส Invisalign ก่อนหน้านี้ตอนเป็นฆราวาส ก่อนจะกินอะไรต้องถอด Invisalign ทุกครั้ง ทำให้เลิกกินจุกจิกไปเลย จะได้กินเป็นมื้อเท่านั้น และต้องแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทุกครั้งหลังกินอาหาร เพราะถ้ามีเศษอาหารที่เอาออกไม่หมดแล้วใส่ Invisalign ไป จะทำให้มันฝังแน่น ทำให้ต้องแปรงฟันวันละ 3 รอบ ไปไหนมาไหนก็ต้องพกแปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, ไหมขัดฟัน ไปด้วยตลอด พอได้มาบวช ผมก็คิดว่าดีเหมือนกันที่ไม่ต้องแปรงฟันวันละ 3 รอบ
สรุปแล้วผมน้ำหนักลดไป 5-6 กิโลกรัมเลย (แต่ก็เป็นเพราะตอนบวชมีช่วงนึงผมท้องเสียติดต่อกันหลายวันด้วยครับ)
3.ได้ทำ Semen retention
ใครที่อยู่ในแวดวง Self-Improvement ก็คงจะเคยได้ยินคำว่า Semen retention ซึ่งคือการงดหลั่งน้ำอสุจิ
หรือหลายคนอาจจะเคยได้ยิน No Nut November ที่เป็นชาเลนจ์ของฝรั่งในการงดหลั่งน้ำอสุจิในเดือนพฤศจิกายน
ซึ่งตรงกับอาบัติข้อแรกในสังฆาทิเสส (อาบัติที่ร้ายแรงรองจากปาราชิก) คือ การจงใจทำให้อสุจิเคลื่อน ยกเว้นการฝันเปียก
แต่ข้อนี้ก็คล้ายกับข้อที่แล้วเลยตรงที่มีทั้งประโยชน์และโทษ อยากให้ผู้อ่านไปศึกษาเอง ผมขอไม่ลงลึกในนี้นะครับ
ถึงแม้ว่าข้อนี้จะมีการถกเถียงกันอย่างไร แต่สิ่งที่ผมได้คือ ความภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถเอาชนะใจตัวเองและควบคุมตัวเองได้
ด้านสุขภาพใจ
4.ได้ทำสมาธิ
มีงานวิจัยมากมายที่ได้พิสูจน์ถึงประโยชน์ของการทำสมาธิ ดังนั้นผมคงไม่ต้องกล่าวอะไรมาก นอกจากนี้ การทำสมาธิตอนที่ผมเป็นพระไม่ได้มีเพียงแต่การนั่งสมาธิเท่านั้น ยังมีจากการกิจวัตรอย่างอื่นอีก เช่น การทำวัตร/สวดมนต์, การเดินบิณฑบาต
ในการทำวัตร/สวดมนต์นั้น เราจะต้องจดจ่ออยู่กับท่อนปัจจุบัน แต่ถ้าไปนึกถึงท่อนถัดไป ก็จะทำให้ท่อนปัจจุบันที่เรากำลังท่องอยู่ก็ผิดไปด้วย ดังนั้นการทำวัตร/สวดมนต์นั้นสอนให้เราต้องอยู่กับปัจจุบัน
การสวดมนต์
ส่วนการเดินบิณฑบาตนั้น สิ่งที่ผมได้คือการอยู่กับปัจจุบัน เพราะการที่ในยุคปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ใส่รองเท้า มีพื้นรองเท้าป้องกันฝ่าเท้าเราจากเศษสิ่งแปลกปลอมตำเท้าหรือสัตว์มีพิษกัด ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีสติกับการเหยียบพื้นในแต่ละก้าวขนาดนั้น และไม่จำเป็นต้องก้มมองพื้นตลอดเวลา แต่พอต้องเดินเท้าเปล่า ทำให้เราต้องมีสติทุกย่างก้าว เพื่อไม่ให้ตัวเองเจ็บตัว
ระหว่างเดิน ผมโดนหินตำและต้นหญ้าอะไรสักอย่างที่มีดอกเป็นเม็ดมีหนามแทง ดังนั้น การเดินเท้าเปล่าก็สอนให้เราต้องจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน นั่นก็คืออยู่กับทุกย่างก้าวของเรานั่นเอง ซึ่งช่วงแรกๆ ผมก็มักจะมองบรรยากาศสิ่งรอบข้าง ด้วยความที่ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นเรา เราก็อยากมองอยากสำรวจว่ามีอะไรบ้าง
นอกจากนี้ ในระหว่างที่ผมกำลังเดินอยู่ ผมหันไปมองบางอย่างที่ผ่านไปแล้ว ทำให้ก้าวไปเหยียบหิน หรือบางทีก็ชะเง้อมองบางอย่างที่อยู่ข้างหน้าอันไกลที่ยังมาไม่ถึง จนเหยียบหินเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับชีวิตของเรา ที่หลายคนมักจะไม่อยู่กับปัจจุบัน คิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว หรืออนาคตอันไกลที่ยังมาไม่ถึง ทำให้เกิดทุกข์นั่นเอง
5.ลด Decision Fatigue
Decision Fatigue คือ ภาวะเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ ซึ่งมาจากการต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น จะใส่ชุดอะไร จะกินอะไร เป็นต้น
เมื่อเราใช้เวลาและพลังสมองในการตัดสินใจเรื่องพวกนี้น้อยลง เราก็จะมีเวลาและพลังสมองสำหรับสิ่งที่สำคัญกว่ามากขึ้น
โดยสำหรับผม ตอนผมเป็นฆราวาสก็มักจะเสียเวลาและพลังสมองในการตัดสินใจว่าจะใส่ชุดอะไร จะกินอะไร พอผมบวชเป็นพระ ก็ไม่ต้องเสียเวลาและพลังสมองไปเลือกว่าจะใส่ชุดอะไร หรือจะกินอะไรดี เพราะส่วนตัวผมก็เป็นคนที่กินง่ายอยู่ง่ายอยู่แล้ว ญาติโยมถวายอะไรมาก็กินได้หมด แถมได้ลองกินอาหารไทยหรือขนมไทยที่ไม่ได้กินบ่อยๆ และไม่ได้หาซื้อง่ายในกรุงเทพฯด้วย อีกอย่างคือไม่ต้องเสียเวลาเซ็ทผม หรือหลังจากสระผมเสร็จก็ไม่ต้องเสียเวลาเป่าผมให้แห้ง
ตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่มักจะใส่เสื้อผ้าแบบเดิมๆ และเรียบง่าย ได้แก่ Steve Jobs และ Mark Zuckerberg
ด้านการพัฒนาตัวเอง
6. ได้เข้าสู่ Monk Mode อย่างแท้จริง
ใครที่อยู่ในแวดวง Self-Improvement ก็คงจะเคยได้ยินคำว่า Monk Mode ซึ่งคือเทคนิคในการโฟกัสทำตามเป้าหมายอย่างมีวินัย ไม่มีอะไรมาเบี่ยงเบน ซึ่งนำมาจากหลักการของพระที่ตัดกิเลสนั่นเอง
ทุกคนสามารถเข้าสู่ Monk Mode ได้โดยไม่ต้องบวชเป็นพระ แต่การบวชเป็นพระจะทำให้เราเข้าสู่ Monk Mode อย่างแท้จริงนั่นเอง
เพราะหลักการของ Monk mode นั้นคือการตัดสิ่งรบกวนเป้าหมายต่างๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ และเสพสารเสพติด, การเสพสื่อลาก, การเที่ยวปาร์ตี้, แสงสีเสียง, ความบันเทิง ฯลฯ ซึ่งก็ตรงกับศีลหลายๆ ข้อของพระ และการบวชเป็นพระจะทำให้ลดการเข้าถึงสิ่งเหล่านั้นได้
แต่อย่างที่ผมได้กล่าวไปใน EP. 1 คือ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสังคมในวัดและสถานที่ตั้งของวัดด้วยนะครับ เพราะว่าบางวัดก็มีตลาดนัดในวัด บางวัดมีโรงเรียนวัด บางวัดก็อยู่ติดกับห้างหรู บางวัดอยู่ในย่านใกล้สถานบันเทิง
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสมณเพศหรือไม่ หรือนับถือศาสนาอะไร คุณก็สามารถเข้าสู่ Monk Mode ได้
สำหรับผม พอมองย้อนกลับไป ผมชอบตัวเองตอนเป็นพระมาก เพราะเป็นช่วงที่ผมได้พัฒนาตัวเองในหลายๆด้าน เรียกได้ว่าเป็น The best version of myself เลย
ข้อคิดที่ได้เรียนรู้
1. การปล่อยวาง
ตอนผมเป็นฆราวาส ผมเป็นคนที่มีนิสัยเตรียมพร้อมอยู่เสมอ คือ เวลาออกจากบ้านจะพกร่ม หมวก ยาดม ยาสำคัญๆ สายชาร์จ ฯลฯ ตลอด เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อตัวเราเองแล้วยังนำไปช่วยคนรอบข้างได้อีกด้วย
แต่พอเป็นพระบาง อย่างก็ทำไม่ได้ เช่น ไม่สามารถสวมหมวกได้ หรือบางอย่างก็ไม่เหมาะ เช่น ไม่สามารถกางร่มเดินบิณฑบาต ทำให้ต้องเดินบิณฑบาตตากฝน ทำให้ผมเป็นคนปล่อยวางขึ้น คิดว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
อีกตัวอย่างสำคัญคือ การที่คุณยายของผมเสียชีวิตแค่ 2 วันก่อนถึงวันที่ตั้งใจจะไปหาคุณยาย จากที่ได้เล่าไปใน EP. 7 เหตุการณ์นี้สอนให้ผมปล่อยวางกับการสูญเสียและความผิดหวัง และสอนให้ผมอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น
2.ความเท่าเทียม
ไม่ว่าคุณจะเคยเป็นประธานบริษัท พนักงานทำความสะอาด หรือตำแหน่งอะไรก็ตาม เมื่อคุณมาบวชพระ คุณก็จะต้องมีหน้าที่กวาดวัดเหมือนกันอย่างเท่าเทียม
ไม่ว่าคุณจะเคยร่ำรวย มีชีวิตที่สะดวกสบายมาแค่ไหน เมื่อคุณมาบวชพระ ตามธรรมเนียมก่อนลาสิกขา คุณก็จะต้องล้างห้องน้ำวัดเหมือนกัน
ไม่ว่าคุณจะเคยใส่เสื้อผ้าแบรนด์อะไร เมื่อคุณมาบวชพระ คุณก็จะต้องห่มจีวรเหมือนกัน
ไม่ว่าคุณจะเคยใส่รองเท้าราคาเท่าไหร่ เมื่อคุณมาบวชเป็นพระ คุณก็จะต้องเดินบิณฑบาตเท้าเปล่าเหมือนกัน
สิ่งเหล่านี้คือความเท่าเทียมที่ผมได้เรียนรู้จากการมาบวชพระ
นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมได้เข้าใจและซึมซับ ซึ่งช่วยให้ผมมีความเข้าใจที่จะสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ นั่นก็คือเรื่องการที่ผมมาบวชพระทำให้ผมเข้าใจผู้หญิงเวลาใส่กระโปรง
จากการที่ใส่กางเกงมาโดยตลอด เวลาจะลุกจะนั่งหรือเดินขึ้นลงบันได ก็ทำได้อย่างกระฉับกระเฉง ทะมัดทะแมง ไม่ต้องระมัดระวังอะไรมาก เมื่อมาบวชพระแล้วต้องนุ่งสบงห่มจีวร แถมยังไม่สามารถใส่กางเกงในได้อีก ก็ทำให้ผมเข้าใจถึงความลำบากของผู้หญิงที่ใส่กระโปรงที่ต้องคอยระมัดระวังทุกครั้งเวลาจะลุกจะนั่งหรือเดินขึ้นลงบันได และมีความคล่องตัวน้อยลงกว่าใส่กางเกง
3.เปลี่ยน Mindset ตัวเอง
จากที่เมื่อก่อนตอนผมเป็นฆราวาส เวลาโดนยุงกัด ผมก็มักจะตบยุงไปโดยสัญชาตญาณ แต่พอมาบวชเป็นพระ ฆ่าสัตว์ไม่ได้ ตบยุงไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนเป็นการทายากันยุงที่ตัวเราเองแทน
ซึ่งก็เปรียบเสมือนกับชีวิตจริงของคนเราทุกคน เวลาเราเจอคนที่มาเบียดเบียนเรา ทำร้ายเรา ทำให้เราทุกข์ บางอย่างเราก็เปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่เราสามารถเปลี่ยนที่ตัวเราเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมุมมอง หรือการฝึกความอดทนให้อยู่ร่วมกับเขา หรือพยายามทำความเข้าใจเขาว่าทำไมเขาถึงเป็นคนแบบนั้น เป็นต้น
จบแล้วครับสำหรับบทความชุดนี้ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านมาจนถึง EP.ที่ 9 นี้ หวังว่าบทความชุดนี้ จะมีประโยชน์ต่อทุกคนที่ได้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่กำลังจะบวช ผู้ที่ลังเลว่าจะบวชดีไหม หรือผู้ที่อยากให้ลูกชาย/พี่ชาย/น้องชาย/แฟน ของตัวเองบวช แต่เขาไม่อยากบวช ก็สามารถส่งบทความชุดนี้ไปให้เขาอ่านได้นะครับ
และทุกคนสามารถกดติดตามผม เพื่อรออ่านบทความชุดนี้ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ และบทความเรื่องอื่นๆ ที่ผมจะนำมาถ่ายทอดได้นะครับ ขอบคุณครับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา