6 ก.ค. 2025 เวลา 08:36

แรงบันดาลใจและที่มาของหนังสือ

แรงกระแทกกระทั้นของการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลสะเทือน เป็นวงกว้างจากประเทศศูนย์กลางทุนนิยมเป็นระลอกคลื่นขนาดใหญ่ไปทั่วทุกมุม โลก หนักเบาต่างกันตามแต่สภาพพื้นที่และขีดขั้นการดำรงอยู่ การพัฒนาที่เหลื่อม ถ้ำกัน อิทธิพลของมันไม่ได้สร้างแค่ความเหมือนกัน ความเป็นแบบเดียวกันเพียง
เท่านั้น หากมันยังได้สร้างความต่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เป็นความต่างที่ขยาย ความเหลื่อมล้ำด้านเวลา ระยะขีดขั้นการลงทุนในประเทศหนึ่งๆ กับประเทศรอบ ข้าง คล้ายกับขั้นคู่เสียงดนตรีแห่งโลกที่สูงต่ำไม่เสมอกัน หากได้ร้อยรัดเป็นบท เพลงเดียว บริการและเทคโนโลยี
“ความเหลื่อมล้ำด้านเวลาและระดับการพัฒนาของทุนนิยมบริวาร” ทำให้ บรรดานักคิดของรัฐชาติแบบเก่าๆ ต้องทำการประเมินสถานภาพของอำนาจรัฐที่ สัมพันธ์กับอำนาจโลกเสียใหม่ในฉับพลันทันที ไม่เพียงแต่จะต้องประเมินรัฐใน ระดับความเป็นรัฐชาติที่ร่อยหรอลงไปเท่านั้น หากยังจะต้องค้นคว้าหาสถานะที่ เป็นจริงในความสัมพันธ์ต่อสังคมโลกท่ามกลางอำนาจโลกที่แผ่ขยายอย่าง รวดเร็วรุนแรงแบบไร้พรมแดน
ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อย่างเร่าร้อน โดยมีโจทย์ว่า เราจะไม่เดินตามหลังการเมืองแบบประชาธิปไตยนายทุนของ ตะวันตกที่ล่มสลายไปแล้วเมื่อร้อยปีก่อนได้อย่างไร เราจะไม่เดินตามรอยเท้าที่ พลัดตกหุบเหวแห่งหายนะทางเศรษฐกิจที่ทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรปกำลัง ประสบอยู่ได้อย่างไร
หนังสือเล่มนี้เป็นคำตอบของโจทย์ที่ผมจุดประกายคำถามท้าทายความ คิดของตัวเองเมื่อ ๓๕ ปีก่อน หลังจากลงจากเขตงานในป่าเขา กลับเข้าสู่เมือง เหมือนเพื่อนนักศึกษาประชาชนคนอื่นๆ เป็นสถานการณ์การต่อสู้ที่เปลี่ยนแปลง ไป หลังการเข้าร่วมต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามันเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นกับโลกทั้งใบ ไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ในระดับยุทธศาสตร์
ยุทธวิธีของการต่อสู้ภายในขอบเขตใดขอบเขตหนึ่ง หรือเป็นเพียงผลจากความ ปรองดองภายใต้นโยบาย ๖๖/๒๓ และ ๖๕/๒๖ ที่รัฐต้องการแปรรูปข้าศึกให้ กลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติ
แรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ก็คือ ต่อภายใน ผมต้องตอบ โจทย์ที่ตัวเองตั้งเอาไว้เป็นคำถามที่หลายๆ คนอยากจะรู้คำตอบ คำถามนั้นก็คือ“อะไรกำลังเกิดขึ้นกับขบวนนักศึกษา-ประชาชน ผู้เคยนำระบอบประชาธิปไตย กลับคืนสู่สังคมหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖" แม้ว่าในเวลานั้น เราจะได้คำ ตอบเบื้องต้นในบางแง่มุมที่ยังไม่เป็นข้อยุติ และไม่ใช่ทั้งหมดของคำตอบ ก็คือแนวทางการต่อสู้ที่ผิดพลาด ที่ว่าผิดพลาดก็เนื่องมาจากการวิเคราะห์สังคมผิด ทำให้กำหนดนโยบายยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีผิด
ที่สำคัญ สถานการณ์ทางสากล เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดดทำให้หัวขบวนหรือองค์กรนำปรับตัวไม่ทัน ๓๕ ปีของการรอคอยข้อสรุปจากนักวิชาการที่เคยเรียกตนเองว่าก้าวหน้า ซึ่งยังเงียบเฉย และไม่แสดงท่าทีใดๆ ว่าจะมีการทบทวนอดีต สรุปบทเรียนให้กับขบวนแถวของ ประชาชน การค้นคว้าหาสาเหตุความพ่ายแพ้ดังกล่าวจึงตกอยู่บนบ่าของ ปัจเจกชน ผมเป็นคนหนึ่งที่ต้องการตอบโจทย์ให้ตัวเอง อย่างน้อยก็เพื่อการดำรง ชีวิตอย่างมีทิศทางในสังคมพิกลพิการนี้ในฐานะสมาชิกสังคมและเป็นคนไทยผู้ รักชาติบ้านเมืองคนหนึ่ง
แรงบันดาลใจที่สองที่ทำให้ต้องเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาก็คือ เมื่อมองออกไปสู่สังคมโลก เราก็พบคำทำนายที่ผิดพลาดและบิดเบือนต่อศตวรรษที่ ๒๐ ของบรรดานักเขียนขายดีและศาสดาพยากรณ์เกี่ยวกับอนาคตโลกที่มีอิทธิพล ทางความคิดของผู้คนโดยเฉพาะในประเทศไทยเมื่อราวสองศตวรรษก่อนอย่าง
น้อยสามเล่ม ได้แก่ The Third Wave (คลื่นลูกที่สาม) ของอัลวิน ทอฟฟ์เลอร์ (พิมพ์ภาษาไทยครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๒) Megatrends (อภิแนวโน้มโลก) ของ จอห์น ไนซ์บิตต์ (พิมพ์ภาษาไทยครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๓๔) และ As The Future Catches You (เมื่ออนาคตไล่ล่าคุณ) ของฮวน เอนริเกซ์ (พิมพ์ภาษาไทยครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๖) และยังมีหนังสืออื่นๆ
อีกมากมายจากนักคิดหลายสำนัก แข่งประชัน กันเพื่อนำเสนอภาพอนาคตที่น่าตื่นเต้นระทึกใจ ส่วนใหญ่จะพรรณนาถึงอนาคต อันรุ่งเรื่องน่ามหัศจรรย์ใจของระบบทุนนิยมหลังการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ จับจูงจินตนาการของผู้คนให้หลงใหลได้ปลื้มและฝากความหวังของมวลมนุษยชาติ เอาไว้กับการก้าวกระโดดใหญ่ของระบบสารสนเทศที่ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยน
ไป สังคมเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ทางการผลิตและพลังการผลิตเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งในท้ายที่สุด ข้อเท็จจริงได้ประเมินตัวของมันเองแล้วว่า คำทำนาย เหล่านั้น แม้จะมีส่วนถูกอยู่บ้างในเชิงเทคนิค แต่กลับผิดพลาดทางด้านแนวคิด ในการวิเคราะห์อนาคต แสดงให้เห็นว่า แนวคิดแบบกระแสหลักนั้นกำลังถูกท้าทาย ด้วยความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเรา และเป็นที่แน่นอนว่า แนวคิดที่ ผมใช้มองเศรษฐกิจ สังคมการเมืองโลกและสังคมไทย เป็นแนวคิดที่ใช้ในการเขียน หนังสือเล่มนี้ แตกต่างจากแนวคิดกระแสหลัก เป็นอะไรบางอย่างที่ท่านอาจ เรียกว่า “ทฤษฎีวิพากษ์" (Critical Theory)
วิกฤติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกในประวัติศาสตร์ระยะใกล้อย่าง น้อยสองครั้ง ครั้งแรกในปี ๒๕๔๐ ในนามวิกฤติต้มยำกุ้งที่เริ่มต้นจากประเทศ ทุนนิยมบริวารอย่างไทย วิกฤติเศรษฐกิจครั้งที่สอง วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เริ่มต้น จากทุนนิยมศูนย์กลางในปี ๒๕๕๑ ยืนยันให้เห็นถึงกลไกอันชำรุดและเสื่อมถอย ของระบบทุนนิยมตอนปลายอย่างชัดเจน และสิ่งที่น่าสนใจก็คือ มันไม่จำเป็นที่จะ ต้องเริ่มต้นจากทุนนิยมศูนย์กลางดังเช่นประเทศสหรัฐอเมริกาเอง แต่มันสามารถ
เริ่มต้นขึ้นในประเทศใดประเทศหนึ่งที่เป็นประเทศทุนนิยมชายขอบ หรือทุนนิยม บริวารดังเช่นประเทศไทย ประเทศทุนนิยมเกิดใหม่ เช่น รัสเซีย ทุนนิยมแถวหน้า อย่างเช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี หรือแม้กระทั่งตุรกี กรีซ ประเทศที่ไม่ ค่อยมีใครรู้จักอย่างมอนเตเนโกร หรือแม้แต่สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งประกาศ ตัวว่าเป็นประเทศสังคมนิยม แต่กำลังเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจทุนนิยมโดยรัฐเพื่อความ กินดีอยู่ดีของประชาชน ก็ยังถูกจับตาว่าอาจจะเกิดการแตกตัวของฟองสบู่ใน อนาคตข้างหน้า
ที่สำคัญ วิกฤติที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งถ้าคิดเป็นเม็ดเงินมีความสูญเสียมากกว่า สงครามโลกทั้งสองครั้งรวมกันเสียอีก ถ้านับเป็นชีวิต ชีวิตผู้คนที่ได้รับผลกระทบ จากประเด็นทางเศรษฐกิจ แม้ไม่ถูกคมกระสุนสะเก็ดระเบิด แต่จำนวนมหาศาล ของพวกเขาคล้ายถูกฝังทั้งเป็นภายใต้ภาวะหนี้สินจากการถูกปล้นชิง ตกเป็นทาส แบบใหม่ในรัฐชาติที่ถูกกลืนกินด้วยอำนาจโลกที่มองไม่เห็น นี่เป็นแรงกระตุ้นให้ ผมอยากรู้อยากเห็นว่ามันมีกลไกพิสดาร หรือมี “มือที่มองไม่เห็น” แบบไหนที่ หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังวิกฤติเหล่านี้
แรงบันดาลใจที่สามก็คือ ปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางความคิดใน สังคมไทยที่นับวันแหลมคมขึ้นทุกที ความขัดแย้งแบ่งสีที่ต่างก็อ้างอิงอุดมการณ์
ประชาธิปไตย การปะทุออกของความรุนแรงและแฝงฝังลึกในสังคมขณะนี้ปฏิเสธ ไม่ได้ว่า ทั้งสองขบวนใหญ่ของมวลชนมีแกนนำทั้งที่เปิดเผยตัวและไม่เปิดเผยตัว เป็นอดีตนักศึกษาปัญญาชนที่เคยร่วมสู้รบกับ พคท. ในเขตป่าเขามาก่อน
รวม ทั้งยังมีอดีตสมาชิกพรรคระดับสูงของ พคท. ที่มีแนวคิดขัดแย้งกันในการวิเคราะห์ สังคม อันมีปมปัญหาขมวดอยู่ที่ “ทุนนิยมก้าวหน้า-ศักดินาล้าหลัง” เนื้อหาของ หนังสือเล่มนี้ต้องการตอบคำถามและเสนอมุมมองโดยภาพรวมต่อปัญหานี้ด้วย เช่นกัน
วิกฤตการณ์ของสังคมไทยขณะนี้นับได้ว่ารุนแรงกว่าทุกครั้งที่เคยมีมา ในประวัติศาสตร์ชาติไทย คนในสังคมแตกแยกออกเป็นสองเสี่ยงอย่างยากที่หัน หน้ามาประนีประนอมกันได้ สะท้อนออกมาเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่ง เป็นเพียงปรากฏการณ์ หากแต่ปัญหารากเหง้าอันเร้นลึกนั้นก็คือ
วิกฤตการณ์ ของความเชื่อเป็นความขัดแย้งของผลประโยชน์ทางความคิดที่ไม่อาจแบ่งปันได้
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลมาจากทัศนคติทางการเมืองที่ต่างกันเท่านั้น หากยังแสดงออกถึงความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ได้สะสมเอาไว้ยาวนานจาก หายนะทางเศรษฐกิจประเทศไทยและหายนะของโลกอย่างน้อยสองครั้งในปี ๒๕๑๘ และ ๒๕๔๐ ซึ่งยังเป็นประเด็นหมักหมมจมหมก ทั้งที่ซ่อนเร้นและเปิดเผย เป็นวิกฤติที่ไม่บอกกล่าวมายาวนาน โดยมีกลุ่มผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังความ แตกแยกในสังคมไทยในขณะนี้ โดยการบิดเบือนให้เป็นเพียงเรื่องราวของการ ช่วงชิงอำนาจทางการเมือง
แรงบันดาลใจที่สี่ ผมต้องการตอบคำถามให้กับสังคมว่า “ใคร คนกลุ่ม ไหน ชนชั้นใด คือพลังขับเคลื่อนและเป็นหัวหอกของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ที่แท้จริง” ผมต้องการสำรวจและสร้างจินตนาการต่อบทบาทของกรรมาชีพยุค ใหม่และประเมินบทบาทของชนชั้นกลางในสังคมไทยอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง
เพราะการวิเคราะห์ชนชั้นแบบเดิมๆ นั้นไม่อาจทำความเข้าใจต่อโครงสร้างทาง ชนชั้นในสังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างแน่นอน ความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อน ยิ่งขึ้นของโลกยุคใหม่ต้องการคำตอบที่สมเหตุสมผล ต้องการจินตนาการใหม่ที่ ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด อธิบายได้ถูกต้องที่สุด
และนี่คือแรงบันดาลใจสี่ประการที่ทำให้เกิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา ผมเลือกเส้นทางอาชีพด้วยการเป็นผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เป้าหมายก็เพื่อ เรียนรู้สังคมระบบทุนนิยมที่มีลักษณะพิเศษของประเทศไทยเพื่อแกะรอยนักคิด อาวุโสท่านอื่นๆ ที่ให้จินตนาการสังคมไทยตามฐานคิดฐานข้อมูลของตน
การเรียนรู้โดยผ่านการปฏิบัติงานการข่าว การบรรณาธิการข่าว การทำ ข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การวิจัยภาคสนาม การสัมมนาในปัญหาเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจของประเทศ การสัมภาษณ์นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมชั้นนำในประเทศ ไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน ตลอดระยะเวลาการทำงานการข่าว ๓๐ ปี ค่อยๆ ตอบโจทย์ ที่ผมตั้งเอาไว้ทีละข้อๆ พร้อมกับเสนอปัญหาใหม่ๆ ให้ขบคิดและค้นคว้าต่อปัญหา แล้วปัญหาเล่า จนกระทั่งกลายเป็นผลึกทางความคิดที่อยู่ในมือของท่านในขณะนี้
แนวการเขียนของผมที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้เป็นแนวการเขียนโดยใช้ ความพยายามในการ “หยั่งรู้” (Intuition Approach) แล้วสร้างจินตนาการใหม่ บนความรู้ ข้อมูล และประสบการณ์ที่ผ่านมา มากกว่าการนำเอาข้อมูลสถิติหรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ใดๆ มาเป็นแกนทางความคิด ตัวอย่างที่หยิบยก มาอธิบายภาพคิดหรือจินตนาการใหม่ของผมเป็นข้อมูลที่หยิบยกมาสนับสนุน ตามความจำเป็น
ดังนั้น จึงได้นำเสนอหนังสืออ้างอิงซึ่งจะทำให้จินตภาพที่ผมนำ เสนอนั้นได้ปรากฏชัดในความคิดของท่านผู้อ่าน และเว็บไซต์จำนวนหนึ่งซึ่งท่าน สามารถจะเข้าไปค้นคว้าต่อยอดได้ตามอัธยาศัย
หวังว่าหนังสือเล็กๆ เล่มนี้จะจุดประกายทำให้ท่านผู้อ่านเกิดแง่คิด มุม มองใหม่ๆ ที่กว้างขวางขึ้นต่อสังคมประเทศไทยรวมทั้งสังคมโลก เพื่อก่อกระแส การพูดคุย วิวาทะ เริ่มต้นค้นคว้าหาข้อสรุปให้กับทางออกของวิกฤติชาติ ซึ่งไม่ เพียงแต่เป็นวิกฤติทางการเมืองที่เรากำลังหมกมุ่นแบบหาทางออกไม่เจอ หาก เป็นวิกฤติที่ไม่บอกกล่าวซึ่งได้สะสมดินระเบิดของความรุนแรงซุกซ่อนไว้ใน โครงสร้างสังคมและในความรู้สึกนึกคิดของประชาชนที่ดำเนินมายาวนาน ไม่มี ท่าทีจะคลี่คลายและกำลังรอวันปะทุอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจและไม่หาทางออกจากวิกฤติที่ไม่บอกกล่า
ทันพงษ์ รัตนานันท์
๒๗ เมษายน ๒๕๕
โฆษณา