7 ก.ค. เวลา 10:42 • ข่าว

จาก Oxford สู่ Grab Food

เมื่อหนุ่มปริญญาเอก มหาวิทยาลัยระดับโลกต้องยอมมาเป็น Rider เลี้ยงชีพ
เป็นเวลานานหลายสิบปี ที่อาจครอบคลุมกว้างถึง 3 รุ่น ที่คนทั่วไปให้คุณค่ากับใบปริญญา และ ระดับการศึกษาอย่างสูงว่า ยิ่งเรียนมาก ยิ่งมีโอกาสในหน้าที่การงานมาก และ ยิ่งจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง แต่มาในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาล้ำหน้าเกินมนุษย์ จนเกิดคำถามในวิกฤติคุณค่าในสิ่งที่ปลูกฝังกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อ-แม่ ปู่-ย่า-ตา-ยาย หรือนานกว่านั้น
ติง หยวนจ้าว เป็น 1 ในกรณีศึกษานับพัน นับหมื่น บัณฑิตจีน ที่มีระดับการศึกษาสูงลิ่ว และ IQ สูงมาก แต่ต้องยอมมาทำงานที่ต่ำกว่าวุฒิการศึกษามากๆ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ทำสังคมจีนเสียงแตก วิจารณ์สนั่นว่าปัญหาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่คน หรืออยู่ที่งาน?
2
ประวัติการศึกษาอันน่าสะพรึงของ ติง หยวนจ้าว เริ่มต้นจากการสอบวัดผลระดับประเทศ ที่เรียกว่า "เกาเข่า" ในปี 2004 ที่ได้คะแนนสูงถึง 700 จากคะแนนเต็ม 750 สูงพอที่จะทำให้เขาได้รับเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชิงหวา ในสาขาวิชาเคมี หลังจบจากชิงหวา เขาตะลุยเรียนปริญญาโทต่อที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งจนจบในสาขาวิศวกรรมพลังงาน
1
เส้นทางการศึกษาเขายังไม่จบ ติง หยวนจ้าว ย้ายมาเรียนต่อในระดับปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ในสิงคโปร์ ที่ก็เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยท็อปของเอเชีย ในสาขาชีววิทยา ในระหว่างนั้น เขายังไปเรียนต่อเพิ่มเติมและคว้าปริญญาโทอีกใบจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดในสาขาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
2
สถานะการศึกษาในปัจจุบัน เขากำลังทำงานวิจัยระดับสูงกว่าปริญญาเอก (Postdoctoral Degree) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์อีกด้วย
1
ด้วยความรู้ระดับนี้ จากมหาวิทยาลัยท็อประดับโลกทั้งนั้น ในสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่เขาจะหางานไม่ได้ แต่เขาก็ตกงาน
1
ติง หยวนจ้าว เล่าว่า เขาส่งใบสมัครงานเป็นร้อย เคยถูกเรียกไปสัมภาษณ์งานนับสิบบริษัท แต่ไม่มีบริษัทไหนตอบรับเขาเข้าทำงานเลย
1
ชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยไม่ง่าย และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อมีครอบครัวต้องดูแลในต่างแดน ด้วยความจำเป็นทางการเงิน เขาตัดสินใจสมัครทำงานเป็น Rider ให้กับแอพส่งอาหารเจ้าดังแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว ที่ทำให้เขามีรายได้ 700 เหรียญสิงคโปร์ (ประมาณ 17,800 บาท) ต่อสัปดาห์ โดยต้องทำงานอย่างน้อย 10 ชั่วโมงต่อวัน
3
เมื่อเลือกไม่ได้ งานที่ดี ก็คืองานที่มี ติง หยวนจ้าว พูดถึงงาน Rider ของเขาว่า มันก็เป็นงานที่มั่นคงงานหนึ่ง รายได้ไม่เลว อย่างน้อยก็ซัพพอร์ทครอบครัวได้ ถ้าขยัน ก็มีเบี้ยพิเศษให้ เป็นงานที่ไม่ได้แย่อย่างที่คิด แล้วยังได้ออกกำลังกายไปในตัวด้วย
1
จากคำสัมภาษณ์ของติง หยวนจ้าว พอที่จะบอกได้ว่าเขาไม่ใช่คนเกียจคร้าน และทำงานปัจจุบันอย่างกระตือรือร้น ต่อมาเมื่อเขากลับไปบ้านเกิดที่ปักกิ่ง ก็ยังไปรับงานขี่ Rider ให้กับ Meituan แอพส่งอาหารชื่อดังของจีนต่ออีก
1
หลายคนจึงถามว่า มีความรู้ระดับนี้ ทำไมไม่ไปหางานเป็นติวเตอร์ หรือครูสอนพิเศษ น่าจะมีรายได้ดีกว่า และได้ใช้ความรู้ที่มีมากกว่านี้ แต่ติง หยวนจ้าว ตอบกลับมาว่า เขาอายที่ต้องไปเดินหาลูกค้าเอง จึงสบายใจกับงาน Rider มากกว่า
1
วิถีชีวิตของติง หยวนจ้าว จะไม่กลายเป็นกระแสดราม่าหนักเท่านี้ ถ้าเขาไม่ไปโพสต์คลิปวิดีโดให้กำลังใจเด็กจีนที่กำลังรอผลสอบเกาเข่า ว่า ถ้าพวกคุณได้คะแนนไม่ดี อย่าเพิ่งท้อ หรือหมดกำลังใจ หากมองในภาพรวมแล้ว คนส่วนใหญ่ไม่ได้แตกต่างกันมากนักหรอก
2
การแสดงความเห็นของติง จุดกระแสวิจารณ์ในกลุ่มชาวเน็ตจีนอย่างมาก บางส่วนออกมาค่อนแคะ ติง หยวนจ้าว ว่าต่อให้เรียนหนักให้ตายอย่างคนโพสต์ สุดท้ายก็ต้องมาทำงานเป็น Rider อยู่ดี แล้วจะเรียนมหาวิทยาลัย เสียเวลาไปสิบกว่าปีทำไม
1
ในขณะที่บางคนก็ออกมาให้กำลังใจติง ว่า ใครจะเลือกทำงานอะไร นั่นเป็นสิทธิ์ของเขา อย่างน้อยเขาก็เคยพยายาม วันนี้อาจจะยังตกอับ วันหน้าอาจจะเป็นโอกาสของเขาก็ได้ ซึ่งก็ยังดีกว่าคนที่เลือกที่จะไม่เรียนอะไรเลยในวันที่มีโอกาส
1
ดังนั้นกรณีเช่นนี้อาจเป็นความผิดของโอกาสอย่างนั้นหรือ? ที่ทำให้ ติง หยวนจ้าว ที่จบจากมหาวิทยาลัยแถวหน้าของโลก กลับต้องมายืนอยู่แถวหลังในธุรกิจขนส่ง กับ คมสันต์ ลี ที่ไม่ได้มีประวัติการศึกษาที่โดดเด่นอะไร แต่ได้ยืนอยู่หัวแถวของ startup ระดับยูนิคอร์น
2
หรือมันจะผิดที่คุณลักษณะบางประการของคนเรา ที่ทำให้ ติง หยวนจ้าว ไม่กล้าพอที่จะออกไปหาลูกค้าด้วยตัวเอง ในขณะที่ คมสันต์ ลี ยอมรับว่าเขาใช้กลยุทธแบบกองโจร แย่งลูกค้าจากคู่แข่งอย่างดุเดือดเพื่อความอยู่รอดของบริษัท
1
หรืออาจจะผิดที่เศรษฐกิจของจีนจริงๆ ที่ทำให้บัณฑิตนับล้านคนตกงานพุ่งถึง 15% ในปีนี้ ไม่นับรวมอัตราการเลิกจ้างพนักงานของจีนอีกกว่า 4-6 ล้านคน จากผลกระทบของมาตรการกำแพงภาษีของทรัมป์ ที่ทำให้หนุ่มสาวจีน ทิ้งใบปริญญาไปขับรถ Grab หรือ Didi
3
หรือจริงๆแล้ว คนเราควรมีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย ทำงาน Labour Work บ้าง White Collar บ้าง ภาคสนามบ้าง ในห้องแล็บบ้าง เพราะสุดท้ายวิชาใดๆ อาจไม่สำคัญเท่าวิชาชีวิต ที่ต้องประสบพบเจอที่หน้างานด้วยตัวเอง
2
ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ใบปริญญา จากสถาบันชื่อดังยังมีความหมายอยู่ไหม ในยุคสมัยนี้?
1
คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการศึกษาเป็นสิ่งที่ไม่สำคัญ แต่ถ้ามากไป คนอื่นอาจจะกลัวที่จะรับเข้าทำงาน เกรงใจที่จะต้องมาสั่งงานคนระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยระดับโลก แล้วไปรับคนที่วุฒิน้อยกว่านี้ เพราะสามารถสั่งด่าได้สะดวกใจก็เป็นไปได้
2
ดังนั้น อย่าเรียนเพลินจนลืมสะสมประสบการณ์จากโลกภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย ยุคสมัยเปลี่ยนเร็วกว่าที่เราจะรู้ตัว ใบปริญญาก็มีไว้ใช้ได้แค่แปะฝาห้องเสียแล้ว
1
****************
ติดตามบทความของ "หรรสาระ" เพิ่มเติมได้ที่
Facebook - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
Twitter - @HunsaraByJeans
Blockdit - หรรสาระ By Jeans Aroonrat
แพลทฟอร์มคุณภาพ ไม่ปิดกั้นการมองเห็นเนื้อหา
****************
แหล่งข้อมูล
โฆษณา