Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
รักเรียน รวบรวมความรู้ที่ฉันสนใจ
•
ติดตาม
9 ก.ค. เวลา 09:33 • หุ้น & เศรษฐกิจ
หุ้นสายปั่น VS หุ้นพื้นฐานดี ดูยังไงไม่ให้โดนหลอก?
การลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ก็มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ไม่สามารถแยกแยะระหว่าง "หุ้นสายปั่น" และ "หุ้นพื้นฐานดี" ได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจความแตกต่างและวิธีดูหุ้นแต่ละประเภท เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการปั่นหุ้น
สวัสดีทุกคน วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องที่นักลงทุนทุกคนต้องรู้ นั่นคือ หุ้นสายปั่น VS หุ้นพื้นฐานดี ดูยังไงไม่ให้โดนหลอก? หัวข้อนี้สำคัญเลยนะ เพราะถ้าเราดูไม่เป็น อาจจะหลงกล และอาจเป็นจุดเปลี่ยนของกำไรหรือความเสียหายได้เลย
📌 หุ้นสายปั่น
หุ้นสายปั่น หรือที่บางคนเรียกว่า หุ้นเก็งกำไร มันคือหุ้นที่ราคาไม่ได้เคลื่อนไหวเพราะตัวบริษัทมันดีหรือมีผลประกอบการปัง ๆ นะ แต่ราคามันพุ่งหรือร่วงเพราะ กระแส หรือ ข่าวลือ ล้วน ๆ บางทีก็มี รายใหญ่ หรือกลุ่มทุนที่จงใจ “ปั่น” ราคาให้ดูน่าสนใจ เพื่อล่อให้คนเข้ามาซื้อ แล้วสุดท้าย... เททิ้ง เรียกว่าหลอกนักลงทุนรายย่อยอย่างเรา ๆ นั่นเอง
สมมติมีหุ้นตัวนึง อยู่ดี ๆ ราคาพุ่งจาก 5 บาทไป 20 บาทใน 2-3 วัน เพราะมีข่าวลือว่า “บริษัทนี้จะได้สัญญายักษ์” หรือ “จะทำธุรกิจใหม่สุดล้ำ” แต่พอไปเช็กจริง ๆ บริษัทนี้ขาดทุนยับ หนี้ท่วม อันนี้แหละ หุ้นสายปั่นของแท้
☝ ลักษณะเด่นของหุ้นสายปั่น
หุ้นสายปั่นมี ลักษณะเด่น อะไรบ้าง เอาให้จำง่าย ๆ แบบที่เห็นแล้วรู้เลยว่า “อันนี้สายปั่นชัวร์”
👉 ราคาขึ้นลงรวดเร็วแบบผิดปกติ
หุ้นสายปั่นเนี่ย ราคาจะวิ่งเร็วมากกก แบบวันเดียวพุ่ง 20-30% หรือบางทีร่วงหนัก ๆ โดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ไม่เกี่ยวกับผลประกอบการเลย
ตัวอย่าง: หุ้นบริษัท XYZ วันจันทร์ราคา 10 บาท วันพุธพุ่งไป 25 บาท โดยไม่มีข่าวผลกำไรหรืออะไรใหม่ ๆ ออกมา นี่แหละ สัญญาณอันตราย
👉 มีข่าวลือหรือแรงปลุกกระแสในโซเชียลบ่อย ๆ
หุ้นสายปั่นมักจะมากับ ข่าวลือ หรือ กระแสในโซเชียล มีคนโพสต์ว่า “หุ้นตัวนี้จะไปดวงจันทร์” หรือ “ได้ดีลใหญ่” แต่พอไปหาข้อมูลจริง ๆ ไม่มีหลักฐานอะไรเลย
ตัวอย่าง: มีคนโพสต์ในโซเซียล ว่า “บริษัทนี้จะทำรถยนต์ไฟฟ้า” แต่พอไปดู บริษัทนี้ทำธุรกิจร้านอาหาร อันนี้ข่าวลือชัด ๆ
👉 ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ผันผวนสุด ๆ
ปกติหุ้นทั่วไป Volume การซื้อขายจะค่อนข้างนิ่ง แต่หุ้นสายปั่นเนี่ย Volume จะพุ่งกระฉูดในช่วงที่ราคาวิ่งแรง แบบวันนึงซื้อขายกันเป็นล้าน ๆ หุ้น แต่พอผ่านไป 2-3 วันเงียบกริบ
วิธีเช็ก: ดูกราฟในแอป Streaming หรือ eFinanceThai ถ้า Volume พุ่งแบบผิดปกติ ให้ระวังไว้เลย
👉 รายใหญ่บางกลุ่มอาจร่วมมือกัน “ปั่นราคา”
อันนี้คือเบื้องหลังที่เราอาจจะไม่เห็นชัด ๆ แต่บางครั้งมี รายใหญ่ หรือกลุ่มทุนที่จงใจซื้อหุ้นจำนวนมากเพื่อดันราคาขึ้น สร้างภาพว่าน่าสนใจ พอนักลงทุนรายย่อยแห่เข้ามา เขาก็เทขาย ราคาร่วงทันที
เหมือนรถไฟเหาะ ขึ้นไปสุดยอดแล้วร่วงลงเหว นักลงทุนรายย่อยที่เข้าไปตอนราคาสูง ๆ ก็เจ็บหนักเลย
☝ ตัวอย่างให้เห็นภาพ
สมมติมี หุ้นบริษัท ABC อยู่ดี ๆ ราคาพุ่งจาก 8 บาทไป 30 บาทใน 1 อาทิตย์ เพราะมีข่าวลือในโซเซียล ว่า “บริษัทนี้จะจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศ” แล้ว Volume การซื้อขายก็พุ่งจากปกติวันละ 100,000 หุ้น กลายเป็น 5 ล้านหุ้นต่อวัน แต่พอไปเช็กงบการเงิน บริษัทนี้ขาดทุนมา 3 ปีติด รายได้แทบไม่มี หนี้สินเยอะมาก อันนี้คือหุ้นสายปั่นแบบชัดเจน
เปรียบเทียบกับ หุ้นพื้นฐานดี เช่น หุ้นบริษัทใน SET50 อย่างหุ้นโรงพยาบาลหรือธนาคารใหญ่ ราคาจะค่อย ๆ เติบโตตามผลประกอบการ มีกำไรสม่ำเสมอ จ่ายปันผลทุกปี ไม่มีดราม่าข่าวลืออะไรให้วุ่นวาย
☝ วิธีป้องกันตัวเองจากหุ้นสายปั่น
เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของหุ้นสายปั่นได้ยังไง? มาดู เทคนิคเด็ด ๆ ที่จะช่วยให้คุณอยู่รอดในวงการหุ้น
👉 ศึกษางบการเงินให้ดี
ไปเช็กงบการเงินของบริษัทในเว็บ SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) หรือแหล่งที่น่าเชื่อถือ ดูว่ารายได้ กำไร หนี้สินเป็นยังไง ถ้าบริษัทขาดทุนหนัก หนี้ท่วม แต่ราคาหุ้นพุ่ง นั่นคือสัญญาณแดง
เคล็ดลับ: ถ้าอ่านงบไม่เป็น ลองใช้แอปอย่าง Money Buffalo หรือ SETSMART ที่สรุปข้อมูลให้เข้าใจง่าย
👉 ดู Volume และกราฟราคา
ใช้แอปซื้อขายหุ้น เช่น Streaming หรือ TradingView ดูว่า Volume ซื้อขายมันพุ่งผิดปกติหรือเปล่า ถ้าพุ่งตอนราคาขึ้นแรง ให้ระวังไว้เลย ดูกราฟราคาย้อนหลังด้วย ถ้าราคาขึ้นลงแบบรถไฟเหาะ ไม่มี pattern ชัดเจน น่าจะเป็นสายปั่น
👉 ระวังข่าวลือในโซเชียล
อย่าเพิ่งเชื่อข่าวในโซเซียล ที่ชวนให้ซื้อหุ้นตัวนี้ตัวนั้น ต้องไปเช็กข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น รายงานประจำปีของบริษัท หรือบทวิเคราะห์จากโบรกเกอร์
ตัวอย่าง: ถ้ามีคนโพสต์ว่า “หุ้นตัวนี้จะขึ้น 10 เท่า” ให้ไปหาเอกสารยืนยันก่อน อย่า Fear of Missing Out (FOMO)
👉 ดูอัตราส่วนทางการเงิน
- P/E Ratio (ราคาต่อกำไร): หุ้นสายปั่นมักมี P/E สูงลิบลิ่ว (เช่น 100 เท่า) เพราะราคาวิ่งแรงแต่กำไรน้อย ส่วนหุ้นพื้นฐานดีจะมี P/E สมเหตุสมผล (เช่น 10-20 เท่า)
- P/B Ratio (ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี): ถ้า P/B สูงเกินไป แปลว่าราคาหุ้นอาจแพงเกินมูลค่าจริง
วิธีเช็ก: ใช้แอปการเงินอย่าง Yahoo Finance หรือ Finansia HERO
👉 อย่า FOMO (Fear of Missing Out)
เห็นหุ้นขึ้นแรงแล้วอยากกระโดดเข้าไปทันที ใจเย็น ๆ ศึกษาก่อน อย่าปล่อยให้ความโลภครอบงำ จำไว้ว่า หุ้นสายปั่นมักจะขึ้นแรง แต่ร่วงแรงยิ่งกว่า
☝ ข้อควรระวังเพิ่มเติม
ระวังกลุ่มชวนลงทุน พวกกลุ่มในโซเซียล ที่บอกว่า “ซื้อหุ้นนี้ ด่วน” มักจะเป็นกับดักของรายใหญ่ที่อยากเทหุ้น อย่าทุ่มเงินทั้งหมดไปที่หุ้นตัวเดียว โดยเฉพาะหุ้นที่มีลักษณะสายปั่น ถ้าไม่แน่ใจ ลองปรึกษานักวิเคราะห์หรือโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือ
หุ้นสายปั่นคือหุ้นที่ราคาวิ่งเพราะ กระแส หรือ ข่าวลือ ไม่ได้มาจากพื้นฐานบริษัทที่ดี มีลักษณะเด่นคือ ราคาขึ้นลงเร็ว, มีข่าวลือเยอะ, Volume ผันผวน, และอาจมีรายใหญ่ปั่นราคา
ถ้าอยากไม่โดนหลอก ต้อง ศึกษางบการเงิน, ดู Volume, ระวังข่าวลือ, และเช็กอัตราส่วนทางการเงิน อย่าปล่อยให้ความโลภพาไปเจ็บตัวนะ
📌 หุ้นพื้นฐานดี
หุ้นพื้นฐานดีคือหุ้นของบริษัทที่ แข็งแกร่งจากภายใน จริง ๆ ไม่ใช่แค่ราคาวิ่งเพราะกระแสหรือข่าวลือ มันคือหุ้นที่ มูลค่าทางธุรกิจ ปังมาก อิงจากข้อมูลที่ชัดเจน เช่น งบการเงิน, ความสามารถในการแข่งขัน, และ การบริหารงาน ที่น่าเชื่อถือ
หุ้นพื้นฐานดีเหมือนบ้านที่สร้างบนรากฐานแข็งแรง ต่อให้พายุมา บ้านก็ไม่พัง ต่างจากหุ้นสายปั่นที่เหมือนบ้านที่สร้างบนทราย ดูสวยแว้บเดียว พายุมาก็พังยับ ดังนั้น ถ้าอยากลงทุนแบบชัวร์ ๆ หุ้นพื้นฐานดีคือคำตอบ
☝ ลักษณะเด่นของหุ้นพื้นฐานดี
หุ้นพื้นฐานดี มีลักษณะอะไรบ้าง จำง่าย ๆ แบบที่เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่า “ตัวนี้พื้นฐานดีแน่นอน
👉 รายได้และกำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอ
หุ้นพื้นฐานดีจะมี รายได้ และ กำไร ที่เติบโตต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยก็มั่นคง ไม่ใช่ขาดทุนบ้าง กำไรบ้างแบบเดาไม่ได้
ตัวอย่าง: บริษัทที่อยู่ใน SET50 หรือ SET100 มักจะมีกำไรเติบโตทุกปี เช่น หุ้นโรงพยาบาล, ธนาคาร หรือบริษัทเทคโนโลยีที่ผลงานดีต่อเนื่อง
วิธีเช็ก: ดูงบกำไรขาดทุนในเว็บ SET (ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย) หรือแอปอย่าง Money Buffalo จะเห็นเลยว่ากำไรโตกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี
👉 งบการเงินโปร่งใส ตรวจสอบได้
บริษัทที่มีหุ้นพื้นฐานดีจะมี งบการเงิน ที่ชัดเจน ไม่มั่ว ไม่มีอะไรแปลก ๆ เช่น หนี้สินเยอะเกินเหตุ หรือรายได้ที่มาจากแหล่งไม่ชัดเจน ลองดู อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ถ้าต่ำ ๆ (เช่น ต่ำกว่า 1) แปลว่าบริษัทไม่พึ่งพาหนี้เยอะ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง
วิธีเช็ก: ใช้แอป SETSMART หรือ Finansia HERO ที่สรุปงบการเงินให้เข้าใจง่าย
👉 ราคามีความเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับปัจจัยพื้นฐาน
หุ้นพื้นฐานดี ราคาจะไม่ขึ้นลงแบบรถไฟเหาะ มันจะเคลื่อนไหวตาม ผลประกอบการ หรือ ข่าวที่ชัดเจน เช่น ถ้าบริษัทรายงานกำไรโต 20% ราคาก็อาจจะขยับขึ้นตาม
ต่างจากหุ้นสายปั่นที่ราคาวิ่ง 50% ในวันเดียวโดยไม่มีเหตุผล
วิธีเช็ก: ดูกราฟราคาย้อนหลัง 1-3 ปีในแอป Streaming หรือ TradingView ถ้าราคาค่อย ๆ เติบโตหรือนิ่ง ๆ ไม่ผันผวนหนัก แปลว่าพื้นฐานดี
👉 มีโอกาสเติบโตระยะยาวและกระจายธุรกิจอย่างมั่นคง
หุ้นพื้นฐานดีมักเป็นบริษัทที่อยู่ใน อุตสาหกรรมที่เติบโต หรือมี โมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน เช่น บริษัทที่ทำเกี่ยวกับพลังงานสะอาด, เทคโนโลยี, หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่คนใช้ทุกวัน
นอกจากนี้ บริษัทเหล่านี้มัก กระจายความเสี่ยง ดี เช่น มีหลายผลิตภัณฑ์ หรือทำธุรกิจในหลายประเทศ ไม่พึ่งพารายได้จากแหล่งเดียว
ตัวอย่าง: หุ้นบริษัทที่ผลิตอาหารหรือเครื่องดื่มที่คนซื้อตลอด ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ ก็ยังขายดี
☝ ตัวอย่างให้เห็นภาพ
สมมติมี หุ้นบริษัท XYZ เป็นบริษัทใน SET50 ทำธุรกิจโรงพยาบาล มีลักษณะดังนี้
- รายได้โตเฉลี่ย 10% ต่อปี 5 ปีติดต่อกัน
- งบการเงินชัดเจน หนี้สินต่ำ มีเงินสดสำรองเยอะ
- ราคาหุ้นค่อย ๆ ขึ้นตามผลประกอบการ และจ่ายปันผลทุกปี
- อยู่ในอุตสาหกรรมที่คนต้องการตลอด (ใคร ๆ ก็ต้องไปโรงพยาบาลเนอะ)
นี่คือหุ้นพื้นฐานดีของแท้
เปรียบเทียบกับ หุ้นสายปั่น เช่น บริษัท ABC ที่ราคาพุ่งจาก 5 บาทไป 25 บาทใน 1 อาทิตย์ เพราะมีข่าวลือว่าจะทำธุรกิจ AI แต่พอเช็กงบ ขาดทุนมา 3 ปี หนี้ท่วม ไม่มีผลิตภัณฑ์ชัดเจน อันนี้คือหุ้นที่ต้องระวัง
☝ วิธีดูว่าหุ้นตัวไหนพื้นฐานดี
ถ้าอยากรู้ว่าหุ้นตัวนี้พื้นฐานดีจริงมั้ย ต้องทำยังไง? มาดู เทคนิคเด็ด ๆ กัน
👉 เช็กงบการเงิน
ไปที่เว็บ SET หรือใช้แอปอย่าง Money Buffalo, Finansia HERO ดูว่า
-รายได้และกำไรโตสม่ำเสมอมั้ย?
-อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำหรือสูง? (ต่ำกว่า 1 ดีมาก)
- ROE (ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) สูงมั้ย? (มากกว่า 10% ถือว่าดี)
ถ้างบดี บริษัทมั่นคง แปลว่าพื้นฐานดี
👉 ดูอัตราส่วนทางการเงิน
- P/E Ratio (ราคาต่อกำไร): หุ้นพื้นฐานดีมักมี P/E ที่สมเหตุสมผล (เช่น 10-20 เท่า ขึ้นกับอุตสาหกรรม) ไม่สูงเกินไปแบบหุ้นสายปั่น (เช่น 100 เท่า)
- P/B Ratio (ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี): ถ้า P/B ต่ำ (เช่น 1-2 เท่า) แปลว่าราคายังไม่แพงเกินมูลค่าจริง
วิธีเช็ก: ใช้แอป Yahoo Finance หรือ SETSMART
👉 ดูกราฟราคาและ Volume
- หุ้นพื้นฐานดี ราคาจะเคลื่อนไหวแบบมีเหตุผล ไม่ขึ้นลงรุนแรงเกินไป
- Volume การซื้อขายจะนิ่ง ๆ ไม่พุ่งกระฉูดแบบหุ้นสายปั่น
วิธีเช็ก: ดูในแอป Streaming หรือ TradingView
👉 ดูอุตสาหกรรมและโอกาสเติบโต
- บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังมาแรงมั้ย? เช่น เทคโนโลยี, พลังงานสะอาด, หรือสุขภาพ
- มีนวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มั้ย? เช่น บริษัทที่พัฒนา AI หรือรถยนต์ไฟฟ้า
ตัวอย่าง: หุ้นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ 5G หรือพลังงานหมุนเวียนมักมีอนาคตดี
👉 ดูทีมผู้บริหาร
ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ชัดเจนมั้ย? มีประวัติการบริหารที่ดีหรือเปล่า?
วิธีเช็ก: ค้นข้อมูลใน Google ดูว่าผู้บริหารเคยมีดราม่าหรือผลงานเด่นอะไรบ้าง
☝ ข้อดีของการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี
- มั่นคง ปลอดภัย เหมือนลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่ง โอกาสเจ๊งน้อย
- เติบโตระยะยาว ราคาอาจไม่พุ่งเร็ว แต่โตสม่ำเสมอ เหมาะกับคนที่อยากรวยช้า ๆ แต่ชัวร์
- ปันผลปัง ๆ หุ้นพื้นฐานดีมักจ่ายปันผลสม่ำเสมอ กลายเป็น passive income
- นอนหลับสบาย ไม่ต้องกังวลว่าราคาจะร่วงแบบหุ้นสายปั่น
☝ ข้อควรระวัง
อย่าคาดหวังรวยเร็ว หุ้นพื้นฐานดีมักโตช้า ๆ ไม่ใช่พุ่ง 100% ใน 1 เดือน
ถึงจะพื้นฐานดี แต่ก็อย่าทุ่มเงินทั้งหมดในหุ้นตัวเดียว เศรษฐกิจหรืออุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลง อาจกระทบหุ้นพื้นฐานดีได้ ต้องอัปเดตข้อมูลสม่ำเสมอ ถ้าไม่แน่ใจ ลองคุยกับโบรกเกอร์หรือนักวิเคราะห์
หุ้นพื้นฐานดีคือหุ้นของบริษัทที่ แข็งแกร่งจากภายใน มี รายได้กำไรโตสม่ำเสมอ งบการเงินโปร่งใส ราคาเคลื่อนไหวตามพื้นฐาน และ มีโอกาสเติบโตระยะยาว เหมาะกับคนที่อยากลงทุนแบบมั่นคง ไม่หวือหวา ถ้าอยากลงทุนให้รอด ต้องเช็กงบ, ดูอัตราส่วนทางการเงิน, และเลือกบริษัทในอุตสาหกรรมที่มีอนาคต
เป็นยังไงกันบ้าง หวังว่าทุกคนจะได้ความรู้ เกี่ยวกับ หุ้นสายปั่น และ หุ้นพื้นฐานดี กันไปเต็ม ๆ นะ จำไว้ว่าการลงทุนไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่ต้องศึกษาให้ดี ดูงบการเงิน เช็กข้อมูลให้ชัวร์ อย่าให้ความโลภมาทำให้เสียเงินฟรี
ถ้าชอบอย่าลืมกดไลก์ กดแชร์
หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดีและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุนน้า
อ้างอิง | แหล่งข้อมูล | แหล่งที่มา | ผู้เรียบเรียง:รักเรียน
ruk-learn.com
แนวคิด
หุ้น
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย