15 ก.ค. 2025 เวลา 06:55 • ประวัติศาสตร์

สงครามครั้งสุดท้าย ไทยVSพม่า 2544

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะไปอ่านบทความนี้ ผู้เขียนขอให้ทุกท่านโปรดช่วยกดไลก์ กดติดตาม และกดแชร์ เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนในการทำบทความต่อๆไป
สำหรับท่านใดที่มีเรื่องใดน่าสนใจ ท่านสามารถส่ง inbox ข้อความมาได้ที่ Facebook Supakrit Falcon หากเรื่องใดโดนใจผู้เขียนจะนำเรื่องราวไปศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเตรียมการเสนอครั้งต่อไป
"ในค่ำคืนที่ฟ้านั้นไม่มีดาวอยู่ตรงนี้
ฉันยังคงก้าวไป
ยังคงมีรักแท้เป็น
แสงนำไปในคืนที่หลงทาง
นาทีที่ความฝันนั้นพร้อมเป็นเพื่อนตาย
เส้นทางนี้ฉันยังมีจุดหมาย
ตราบใดที่ปลายท้องฟ้า
มีแสงรำไรจะไปจนถึงแสงสุดท้าย"
เนื้อเพลงแสงสุดท้าย BODYSLAM
เนื้อเพลงข้างต้นสื่อถึงทหารไทยที่ยังคงปกป้องอธิปไตยในทุกดินแดนตารางนิ้วที่พวกเขาไป พวกเขามีอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่จะปกป้องประเทศไทยไปจนวินาทีสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นทหารบก ทหารเรือ หรือทหารอากาศ เมื่อมีคำว่าทหารพวกเขาจะไม่ยอมถอยพวกเขาจะทำมันต่อไปจนกว่าชีวิตนี้จะต้องสูญสิ้น
เคยมีนายทหารไทยท่านหนึ่งกล่าวว่า "เกิดมาใช่อื่นเพื่อผืนดินไทย" คำๆนี้มาจากพลเอก อิสระพงศ์ หนุนภักดี ผู้ล่วงลับ มันเป็นวลีที่ทำให้ทหารเน้นการปกป้องแผ่นดินเกิดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ได้สุขสบายเหมือนอยู่บ้านแต่มันคือหน้าที่ที่เขาต้องทำเพื่อคนทั้งชาติและเพื่อปกป้องสันติสุขของประเทศเราโดยไม่คำนึงถึงความสุขหรือผลตอบแทนใดๆทั้งสิ้น
ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังไม่ลงรอย อีกฟากหนึ่งก็น่าจับตามองไม่แพ้กัน คือชายแดนไทย-พม่า แม้จะมีการปะทะระหว่างกองกำลังชนกลุ่มน้อยกับทหารพม่าที่มีพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ให้การสนับสนุน หากสถานการณ์
ถึงขั้นกองทัพพม่าล้ำเขตแดนเข้ามาโจมตีฐานทัพทหารชนกลุ่มน้อยแล้วทหารไทยตอบโต้กลับจนบานปลายเป็นสงครามใหญ่ โอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะใช้กำลังทหารเข้าปะทะกันมีสูงมาก และอาจต่างจากสงครามที่จะพูดถึงต่อไปนี้
▶️เริ่มแล้ว! สงครามไทย-พม่าปีพ.ศ. 2544
ในปี พ.ศ. 2544 ชายแดนไทย-พม่าเป็นจุดที่ เกิดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่องและมี เหตุการณ์ปะทะสำคัญหลายครั้ง ซึ่งสะท้อน ถึงความซับซ้อนทางภูมิศาสตร์ ความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ และความขัดแย้งภายในของพม่าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออธิปไตยของไทย
จุดแรกเริ่มของสงครามเกิดขึ่นที่ฐานปฏิบัติการปางหนุน-กู่เต็งนาโย่งในเดือนกุมภาพันธ์ เหตุการณ์นี้เป็นการพิสูจน์ถึงความเด็ดขาดของกองทัพไทยในการปกป้องผืนแผ่นดินและอธิปไตยของชาติจากทหารพม่า ทำให้ฐานแห่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม 4 เดือนในภูมิภาคนี้
สำหรับภูมิประเทศพื้นที่เขาแดนลาวในจังหวัดเชียงราย มีอาณาเขตติดต่อระหว่างอำเภอแม่ฟ้าหลวงและอำเภอแม่สาย ที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของไทยและพม่ามายาวนาน ความซับซ้อนของเส้นเขตแดนที่ไม่ชัดเจน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีแผนที่คนละฉบับ จึงได้นำไปสู่ความขัดแย้งหลายต่อหลายครั้ง
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 กองทัพพม่าได้รุกล้ำเข้าสู่เขตแดนไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธการใหญ่ในการกวาดล้างกองกำลังไทยใหญ่ (Shan State Army : SSA) ซึ่งเป็นก ลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในรัฐฉาน การรุกล้ำนี้เป็นเพราะภูมิประเทศที่รัฐฉานเป็นภูเขาสูงชัน ทำให้กองทัพพม่าไม่สามารถโจมตี SSA ได้สะดวกจากฝั่งตนเองได้
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน เวลา 17:00 น. กองทัพพม่าประมาณ 200 นาย จากกองพันทหารราบเบาที่ 331 ได้รุกล้ำและเข้ายึดฐานปฏิบัติการปางหนุน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของไทยในจังหวัดเชียงราย ทหารพม่าได้จับตัวทหารพรานไทย 19 นายที่ประจำการอยู่ในฐานเป็นตัวประกัน เหตุการณ์นี้ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยอย่างชัดเจน ทางกองทัพไทยไม่รีรอจึงเปิดปฏิบัติการ
โดยมีแม่ทัพภาคที่ 3 ในขณะนั้นคือพลโท วัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ (ต่อมาเป็นพลเอก/เกษียณแล้ว) ได้สั่งการให้ทหารไทยดำเนินการยึดคืนฐานปางหนุน ทันทีเพื่อช่วยเหลือทหารไทยและฟื้นฟูอธิปไตยของชาติกลับมาอีกครั้ง
"ผมขอให้พวกคุณเตรียมกำลังให้พร้อม" ท่านแม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวต่อว่า "ไม่ว่าพวกคุณจะเป็นตายร้ายดียังไง พวกคุณทำดีที่สุดแล้วในการรักษาอธิปไตย" "ที่ผมสั่งการพวกคุณไม่ใช่ผมจะไม่ทำอะไรเลยกับเรื่องนี้ ผมไม่ได้มีหน้าที่แค่สั่งการ แต่ผมจะลงพื้นที่ไปหาพวกคุณในยามวิกฤต เพื่อให้ทหารหาญทุกนายมีกำลังใจ"
จากนั้นท่านกล่าวเสริมด้วยสีหน้าขึงขัง "ผมขอให้ทหารทุกนายไม่ประมาท เราจะปกป้องแผ่นดิน ถึงเราจะรับผิดชอบแค่ภาคเหนือ แต่เราก็ทำหน้าที่ตรงนี้จนถึงวินาทีสุดท้าย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นขอให้พวกเราโชคดี" ท่านกล่าวกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่หน้าอาคารกองบัญชาการจะทหารจะวิ่งไปขึ้นรถบรรทุกสำหรับส่งกำลังพลไปแนวหน้า
▶️ปืนใหญ่นัดแรก
คืนวันที่ 10 กุมภาพันธ์ เวลา 03:40 น. กองร้อยจู่โจมจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ซึ่งนำโดย พันเอกศุภฤกษ์ สถาพรผล (เสนาธิการกองกำลังผาเมืองในขณะนั้น) ได้เคลื่อนที่เข้าสู่ฐานปางหนุน ในการโจมตีครั้งแรกของสงครามนี้ กองทัพไทยได้รับการสนับสนุนด้วยยุทโธปกรณ์ระดับสูง เช่น ปืนใหญ่ขนาด 105 มม. ที่ตั้งอยู่บนดอยเวา , เครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 120 มม., และรถถังเบา FV101 สกอร์เปี้ยน
ต่อมาเวลา 05:45 น. แม่ทัพภาคที่ 3 ได้สั่งระดมยิงถล่มฐานปางหนุน "วี๊ดดดดดดด บึ้มมมมมมม!" เสียงปืนใหญ่กระจายไปทั่วพื้นที่ป่าดอยทำให้ชาวบ้านแตกตื่น ขณะนี้กองทัพบกไทยเป็นฝ่ายตอบโต้แล้ว ด้วยอำนาจการโจมตีจากปืนใหญ่สร้างความสูญเสียอย่างหนักให้แก่กองทัพพม่า เป็นผลให้ผู้บัญชาการยศพันโทของพม่าพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาประมาณ 10 นายถูกสังหารในหน้าที่
ทางทหารพม่าพยายามส่งกำลังเสริมจากเมืองเชียงตุง รวมถึงรถถัง T-52 จำนวนหลายคัน ด้านฝ่ายไทยซึ่งมีระบบข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพก็ส่งกำลังเสริมเข้าสนับสนุนเช่นกัน การปะทะขยายตัวออกไปตลอดแนว ชายแดนกว่า 30 กม. ซึ่งรวมถึงพื้นที่ฐาน ปฏิบัติการกู่เต็งนาโย่ง ชัยชนะของทหารไทยมาถึงเมื่อเราใช้ยุทธวิธีจัดการพวกเขาด้วยอาวุธหนัก
เรากดดันคู่ต่อสู้จนประสบความสำเร็จ เป็นผลให้ฐานบัญชาการทางยุทธวิธีของพม่าถูกลบหายไปจากบนดอย หลังจากนั้นกองทัพไทยสามารถยึดฐานปางหนุนคืนได้อย่างสมบูรณ์และเวลา 19:00 น. กองทัพพม่าได้ตัดสินใจขอเจรจาหยุดยิง เนื่องจากสูญเสียกำลังพลไปกว่า 20 นาย
การยึดคืนฐานปางหนุนแสดงให้เห็นถึงความ สามารถของกองทัพบกไทยในการปกป้อง อธิปไตย โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยรบพิเศษ ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย และข่าวกรองที่แม่นยำ แต่ทว่านี่ไม่ใช่การยุติสงคราม สงครามมันยังดำเนินต่อไป จนทำให้กองกำลังทหารไทยจำนวนมาไม่น้อยเคลื่อนพลเข้าสู่ภาคเหนือ
▶️ไทยVSพม่า ว้าแดงขอรบด้วยคน
ในเดือนพฤษภาคมปีพ.ศ. 2544 สงครามไทย-พม่ายังคงเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคมของปีเดียวกัน กองกำลังทหารพม่าเชื้อสายว้า หรือว้าแดง (UWSA) ประมาณ 40 นายพร้อมอาวุธครบมือได้บุกเข้ายึดเขาหัว โล้น ซึ่งลึกเข้ามาในเขตแดนไทยประมาณ 300 เมตรบริเวณบ้านมอแลบ่น ม่อนปิ่น อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
การตอบโต้ของกองทัพไทยทางกองกำลังผาเมือง กรมทหารม้าที่ 2 ได้ยิงกระสุนควันเตือนและประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ทหารว้าแดงยังคงดื้อดึง ไม่ฟังคำเตือนทหารไทยจึงขุดหลุมสนามเตรียมรับมือ
กองกำลังผาเมืองได้ตรึงกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากทั้งเครื่องยิงลูกระเบิดปืนใหญ่หลายขนาด รถหุ้มเกราะ V150 และยุทธยานยนต์แบบอื่น ๆ โดยตั้งศูนย์บัญชาการ ส่วนหน้าห่างจากเขาหัวโล้นประมาณ 2 กิโลเมตร ขณะนี้ทหารว้าแดงเองก็ได้ขนย้ายเครื่องยิงลูกระเบิดหลายขนาดเข้ามาประจำการ และ ขอรับกำลังเสริมจากเมืองยอนอีก 600 นาย
ในยามสงครามทางการไทยได้อพยพราษฎรชาวปะหล่องกว่า 642 คนไปพักที่สถานีเกษตรหลวงดอยอ่างขางเป็นการชั่วคราว
▶️การโจมตีทางอากาศครั้งแรกของเอฟ-16
เช้าตรู่วันที่ 8 พฤษภาคม (06:25 น.)
แม่ทัพภาคที่ 3 พลโท วัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ได้สั่งการให้พันเอกเชาวลิต สิริกิติ์ ผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารม้าที่ 2 กองกำลังผาเมือง เปิดฉากยิงถล่มฐานที่มั่นว้าแดงบนเขาหัวโล้น หลังจากการยิงปืนใหญ่กว่า 50 นัด เสียงปืนจากฝ่ายตรงข้ามก็เงียบสนิทลง
ทางกองทัพอากาศไทยท่านผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้นได้สั่งเตรียมพร้อมเครื่องบินขับไล่เช่น F-16 และ F-5E ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเตรียมปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ
ในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2544 กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 เครื่องขึ้นบินกดดันทางอากาศด้วยการทำ Sonic Boom เป็นคลื่นเสียงความถี่สูงที่เกิดจากการบินเหนือความเร็วเสียงเพื่อเขย่าขวัญทหารว้าแดง เครื่องบินขับไล่ F-16 ทั้ง 2 เครื่องยกตัวอย่างรวดเร็วพ้นรันเวย์ บินตัดหน้าดอยสุเทพอันเป็นสัญลักษณ์ของเมืองเชียงใหม่ บัดนี้พวกเขากำลังมุ่งหน้าจากกองบิน 41 จ.เชียงใหม่ไปหาข้าศึก นี่ไม่ใช่การฝึกซ้อมนี่คือสงครามจริงที่พวกเขากำลังเผชิญ
"ผมว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราจะแสดงฝีมือให้พวกมันเห็น" นักบิน F-16 อีกนายพูด "ใช่แล้ว ที่นี่มันแผ่นดินเรา ถ้าเป็นผม ผมคงจะยอมให้มันยึดไม่ได้เด็ดขาด คุณคิดว่าไง" เพื่อนนักบิน F-16 ถาม "ผมเห็นด้วย ที่นี่มันแผ่นดินไทย อธิปไตยที่นี่เป็นของเรา เราจะยอมไม่ได้"
เขากล่าวต่อ "คุณก็คงจะรักชาติไม่ต่างจากผม ใช่ไหมเพื่อนนักบิน" เขาตอบเพื่อน "ใช่ ผมรู้ว่าพวกเรารักชาติไม่ต่างทหารเหล่าอื่น ถึงผมจะมีภรรยาและลูกๆแต่ผมก็ยอมเสี่ยงปกป้องน่านฟ้า ผมจะรอภารกิจนี้เสร็จ ผมจึงจะกลับไปหาพวกเขาได้" เขาตอบผ่านวิทยุในห้องนักบิน
ในขณะเดียวกันนายทหารยศนาวาอากาศเอกสั่งการ "โอเค พวกคุณปิดวิทยุได้แล้ว เดี๋ยวพวกเขาจะสอยคุณร่วงเพราะพวกเขาดักฟังคุณ และรู้ว่าคุณทำอะไรอยู่" จากนั้นท่านก็หันไปจิบกาแฟแล้วพูดกับลูกน้องว่า "ผมหวังว่านักบินของเราจะต้องไม่เป็นอะไรนะ" เขาตอบ "ท่านครับ นักบินหนุ่มแบบนี้ ถ้ารอดมาได้ ก็มีโอกาสจะได้เป็นนายพลในอนาคต" ท่านตบไหล่ลูกน้องเบาๆ
นาวาอากาศเอกท่านนี้สั่งพวกเขาจึงปิดการสื่อสารแล้วบินมุ่งหน้าไปด้วยความเร็วสูง จากที่บินแหวกก้อนเมฆในที่สุดก็นักบิน F-16 ทั้ง 2 นายก็ขับเครื่องบินคู่ใจมาพบท้องฟ้าที่กว้างใหญ่
มองลงไปก็จะเห็นป่าไม้สีเขียวขจีที่อยู่ข้างล่างสลับกับภูเขาน้อยใหญ่หลายลูก บนท้องฟ้าสีครามไร้เมฆหมอกขณะนี้เครื่องบินขับไล่ F-16 กำลังลดระดับ พวกเขาพร้อมแล้วที่จะขับไล่ข้าศึกออกไปเพื่อรักษาอธิปไตยไทยให้คงอยู่
ทันใดนั้นเองเมื่อเหยี่ยวเหล็ก 2 ตัวมาถึง เสียงดังสนั่นก็เกิดขึ้นเหนือพื้นที่ป่าอันงดงาม "ฟ้าวๆๆๆๆๆๆๆๆ! บู้มๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!" เสียงคำรามอย่างรุนแรงของ F-16 ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่รวมถึงทหารข้าศึกตกใจ "เห้ย อะไรวะ" "ทำไมเราสู้มันไม่ได้" "ตั้งแต่เกิดมาข้าพึ่งจะเคยเห็น" ทหารว้าแดงพูดคุยด้วยท่าทีตกใจ
เสียงดังก้องกังวาลทำให้ทหารว้าแดงวิ่งหนีกระเจิงและถอยกลับข้ามฝั่งพม่าไป รวมถึงกำลังพลทั้งหมดที่อยู่บนเขาหัวโล้นต้องหนีตาย เพราะกลัว F-16 จะทิ้งระเบิดใส่แต่จริงๆไม่ได้หย่อนระเบิดเพราะนี่ก็เป็นการรบแบบจิตวิทยาที่ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าต่อสู้กับเครื่องบินรบไทยและนี่คือวีรกรรมของ F-16 ที่เล่าขานกันมาถึงทุกวันนี้
วันที่ 11 พฤษภาคม กองกำลังทหารไทยได้
เข้าเคลียร์พื้นที่บนเขาหัวโล้น พบทุ่นระเบิดสังหารแบบ M14 จำนวนมากถึง 19 ทุ่น และกระสุนปืนหลากหลายชนิด พวกเขายังพบหลุมฝังศพทหารว้าแดงจำนวนมาก
"พวกมันมีการรีบฝังศพก่อนหลบหนี" ทหารไทยคุยกัน "เอ่อว่ะ ผมเห็นแล้วดูหดหู่ยังไงนะพี่" จ่าสิบเอกคนหนึ่งพูดปลอบใจทหารรุ่นน้องว่า "สงครามเป็นแบบนี้แหละ ใครๆก็ไม่อยากให้เกิด เรามีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ไม่ได้มีหน้าที่ต้องเศร้าโศกนะไอ้น้อง" จากนั้นธงไตรรงค์ถูกนำขึ้นไปปักเหนือฐานที่มั่นบนเขาหัวโล้นเพื่อแสดงความเป็นอธิปไตยของแผ่นดินเรา
ในวันที่ 12 พฤษภาคม พลทหารณรงค์ สุขเจริญนาวิน เหยียบกับระเบิดที่วางดักไว้จนข้อเท้าขวาขาด การเก็บกู้ทุ่นระเบิดทำได้ยากเนื่องจากฝนตกหนักและมีการวางที่ไม่เป็นระบบระเบียบ
ต่อมารัฐบาลทหารพม่าได้ออกแถลงการณ์กล่าวหาว่าเครื่องบินขับไล่ F-16 ของไทยโจมตีพื้นที่ใกล้เมืองยอนในรัฐฉานทำให้ชาวบ้านบาดเจ็บ แต่นายทหารระดับสูงกองทัพไทยท่านหนึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยสิ้นเชิงโดยยืนยันกับนักข่าวว่า "เครื่องบิน F-16 เพียงซ้อมบินตามปกติในเขตแดนไทย และเสียงที่ ได้ยินเป็นเพียงคลื่นเสียง Sonic Boom เท่านั้น ไม่ได้ไปทิ้งระเบิดแบบที่คุณเสนอข่าว"
ทางผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอกสำเภา ชูศรี กล่าวว่า "ทางการพม่ายอมรับว่าไม่สามารถควบคุมกองกำลังว้าแดงได้ และอนุญาตให้ไทยดำเนินการผลักดันเต็มที่" ท่านกล่าวต่อไปต่อหน้าสื่อมวลชน "หากมีการรุกล้ำเข้ามาครั้งหน้า ขอเพียงอย่าให้มีกระสุนตกในพื้นที่เรา''
แม้เขาหัวโล้นจะถูกยึดคืนได้สำเร็จแล้ว แต่ความขัดแย้งยังคงปะทุในพื้นที่ใกล้เคียง โดยกองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่ (SSA) ได้เข้าโจมตีฐานที่มั่นว้าแดงที่ติดกับดอยสันจุ๊ นอกจากนี้พม่ายังได้สั่งห้ามนำเข้าสินค้าไทย 13 รายการที่จุดผ่อนปรนชายแดน และอ้างว่าฐานทหารไทย 26 แห่งรุกล้ำเขตแดนพม่า ซึ่งไทยยืนยันว่าเป็นพื้นที่ของไทย
เหตุการณ์สงครามไทย-พม่าในปีพ.ศ. 2544 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความซับซ้อนในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า ความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดนยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่นำไปสู่ข้อพิพาทอย่างต่อเนื่อง แม้เสียงปืนจะเงียบลงแต่ร่องรอยของความขัดแย้งยังคงอยู่ โดยเฉพาะ ปัญหาเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธปัญหา เหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศและการเจรจาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างกลไกการปักปันเขตแดนที่ชัดเจนและพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
การปฏิบัติการเหล่านี้ไม่เพียงเป็นหน้า ประวัติศาสตร์การทหารของไทย แต่ยังเป็น บทพิสูจน์ถึงความกล้าหาญ ความเสียสละ ความร่วมมือ การวางแผนอย่างรอบคอบ และ การใช้ข่าวกรองที่แม่นยำของกองทัพไทย ในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ นี่เป็นมรดกที่ย้ำเตือนถึงความมุ่งมั่นของทหารไทยในการรักษาผืนแผ่นดิน และเป็นบท เรียนสำคัญสำหรับอนาคต เพื่อให้ชายแดน ไทย-พม่ากลายเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพและ เกิดความร่วมมือที่ดีต่อกัน
สำหรับเรื่องราวที่กล่าวมานี้บทพูดใดที่ผู้เขียนเสริมหรือตัวละครใดที่เพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะมีจริงหรือไม่สุดท้ายก็เป็นประวัติศาสตร์นอกตำราที่เราควรศึกษาค้นคว้า แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านไปกี่สิบปี สุดท้ายก็ไม่มีทางลืมได้จริงไหมครับ วันนี้ผู้เขียนขอปิดท้ายด้วยเพลงคนดีไม่มีวันตาย เพื่อเชิดชูเกียรติทหารกล้าในสงครามนี้ทุกท่าน สำหรับวันนี้ผู้เขียนขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
แม้ไม่มีใครรู้ แต่เรารู้ รู้ว่าเรานั้นทำเพื่อใคร
ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ มันจะเป็นเช่นไร ก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เราได้ทำ
ฟ้าและดินไม่เห็นไม่เป็นไร ไม่ได้หวังให้ใครจดจำ
แม้ยากเย็นแค่ไหน ไม่เคยบ่นสักคำ ไม่มีใครจดจำ แต่เราก็ยังภูมิใจ
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย
ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี
ขอเทิดทูลศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใด แม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี
โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี
ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี คนดีไม่มีวันตาย
จะปิดทองหลังองค์พระปฏิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย
ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี
ขอเทิดทูลศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใด แม้แต่ลมหายใจก็ยอมพลี
โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี
ศรัทธาไม่เคยหน่ายหนี คนดีไม่มีวันตาย
คนดีไม่มีวันตาย
คนดีไม่มีวันตาย-ธีร์ ไชยเดช
Credit บทความและภาพประกอบ
yoshi_eddh
TNI-AU
USAF
Liyu Wu
Shynoi Kanchawich
Legendary Channel
ไทยมิธ
เรียบเรียงบทความ : นักรบชายแดน
โฆษณา