18 ก.ค. 2025 เวลา 12:36 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Genius Act ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่นี่คือ 'อาวุธ' ชิ้นใหม่ สหรัฐฯ พลิกเกมคริปโต ตอกฝาโลง De-Dollarization

Stablecoin กับกฎหมายใหม่แกะกล่องของอเมริกาที่ชื่อว่า GENIUS Act หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Stablecoin กันมาบ้าง แต่รู้ไหมคะว่ามันกำลังจะเปลี่ยนโฉมหน้าการเงินโลก และที่สำคัญคือ มันกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้อิทธิพลของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) แข็งแกร่งขึ้นไปอีก! เรื่องยากๆ แบบนี้ เดี๋ยวจะย่อยให้ฟังง่ายๆ เองค่ะ
🪙 รู้จัก Stablecoin กันก่อน: ดิจิทัลดอลลาร์ในโลกคริปโต
ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก Stablecoin กันแบบง่ายๆ ก่อนนะคะ Stablecoin คือ สกุลเงินดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ถูกออกแบบมาให้มี มูลค่าคงที่ ค่ะ โดยส่วนใหญ่มักจะผูกมูลค่าไว้กับสกุลเงินจริงในอัตรา 1:1 ซึ่งที่นิยมที่สุดก็คือดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มันกลายเป็นเหมือนหลุมหลบภัย ของนักลงทุนในตลาดคริปโตฯ ที่มีความผันผวนสูง เวลาที่อยากจะพักเงินจาก Bitcoin หรือคริปโตตัวอื่นๆ ก็สามารถแลกมาเก็บในรูป Stablecoin ได้ โดยไม่ต้องแลกกลับเป็นเงินสดในระบบธนาคารจริงๆ
แล้วมันรักษามูลค่าให้คงที่ได้อย่างไร? คำตอบคือผู้ออกเหรียญ (Issuer) รายใหญ่ๆ อย่าง Tether (USDT) หรือ Circle (USDC) ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบ 90% จะต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Reserves) เก็บไว้ในมูลค่าที่เท่ากันกับจำนวนเหรียญที่หมุนเวียนในระบบค่ะ
สินทรัพย์เหล่านี้มักจะเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำและสภาพคล่องสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ถือเหรียญสามารถนำมาแลกคืนเป็นเงินดอลลาร์ได้เสมอ
แต่ Stablecoin ก็มีหลายประเภทค่ะ และในอดีตที่ผ่านมาเราได้เห็นบทเรียนราคาแพงจาก Stablecoin บางประเภทที่ใช้แค่อัลกอริทึมในการค้ำประกันมูลค่า อย่างกรณีของ TerraUSD ที่ล่มสลายและสร้างความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022 เหตุการณ์นั้นทำให้หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกตระหนักว่าโมเดลที่ปลอดภัยที่สุดคือ Stablecoin ที่มีสินทรัพย์จริงๆ ค้ำประกันอยู่เบื้องหลัง ซึ่งนี่คือเหตุผลที่กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ เน้นย้ำไปที่โมเดลนี้โดยเฉพาะค่ะ
ความนิยมของ Stablecoin ได้ระเบิดไปทั่วโลกแล้ว โดยมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงขึ้นถึง 45 เท่า จากปลายปี 2019 มาอยู่ที่ประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมิถุนายน 2025 โดยมีสองยักษ์ใหญ่อย่าง Tether (USDT) และ Circle (USDC) ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันเกือบ 90%
📜 GENIUS Act: กฎหมายที่ไม่ได้มาเล่นๆ
เมื่อเห็นการเติบโตมหาศาลขนาดนี้ สหรัฐฯ จึงไม่รอช้าและได้เปิดตัวกฎหมาย GENIUS Act ซึ่งเป็นกรอบการกำกับดูแล Stablecoin ระดับประเทศฉบับแรก แต่ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่การเป็น "ฉบับแรก" แต่อยู่ที่ "ความเข้มข้น" ของกฎหมาย ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีเป้าประสงค์ชัดเจนค่ะ
สิ่งที่ทำให้กฎหมายของสหรัฐฯ แตกต่างและเหนือกว่ากฎระเบียบของที่อื่น เช่น MiCA ของสหภาพยุโรป หรือกฎของฮ่องกงและสิงคโปร์ คือการกำหนดประเภทของสินทรัพย์ค้ำประกันที่ "จำกัดและเฉพาะเจาะจง" มาก
ในขณะที่ประเทศอื่นอาจอนุญาตให้ใช้สินทรัพย์คุณภาพสูงได้หลากหลายประเภท แต่ GENIUS Act บังคับว่าสินทรัพย์ค้ำประกันแทบทั้งหมดจะต้องอยู่ในรูปของ เงินดอลลาร์สหรัฐ, เงินฝากในธนาคาร, และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น (อายุไม่เกิน 93 วัน) เท่านั้น
⚠️ นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นกลยุทธ์ที่จงใจ "ชี้นำ" ให้เงินทุนจากทั่วโลกที่ไหลเข้าสู่ตลาด Stablecoin ต้องวิ่งตรงเข้ามาที่สินทรัพย์ของสหรัฐฯ เท่านั้น
นอกจากนี้กฎหมายยังสร้างความเชื่อมั่นด้วยมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง เช่น การห้ามไม่ให้ผู้ออกเหรียญนำสินทรัพย์ค้ำประกันไปหาประโยชน์ต่อ และการให้สิทธิ์ผู้ถือเหรียญเป็นเจ้าหนี้ลำดับแรกในกรณีที่บริษัทล้มละลาย ซึ่งช่วยคลายความกังวลจากเหตุการณ์ในอดีตอย่างการล่มสลายของธนาคาร Silicon Valley ได้เป็นอย่างดี
💵 หัวใจของเกม: “การแปรสภาพ” Stablecoin เป็นอาวุธเสริมแกร่งดอลลาร์
มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดและเป็นยุทธศาสตร์ที่ล้ำลึกที่สุดของสหรัฐฯ ค่ะ นี่คือการมองการณ์ไกลที่เปลี่ยนนวัตกรรมที่อาจเป็นภัยคุกคาม ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการตอกย้ำสถานะความเป็นเจ้าโลกทางการเงินของเงินดอลลาร์ (Dollar Hegemony)
มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากนะคะที่เทคโนโลยีอย่างคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการเป็นอิสระจากรัฐและการควบคุมของธนาคารกลาง กลับกำลังถูกนำมาใช้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับสกุลเงินของรัฐที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก นี่คือกลยุทธ์สองด้านที่สหรัฐฯ กำลังเดินเกมอยู่ค่ะ
1
1️⃣ ด้านที่หนึ่ง: กลยุทธ์ระดับบน - สร้าง "ผู้ซื้อเงา" รายใหญ่มหึมาให้หนี้ของสหรัฐฯ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้ยินกระแสเรื่อง "De-Dollarization" หรือความพยายามลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์จากกลุ่มประเทศคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ GENIUS Act คือ การเดินเกมสวนกลับที่ชาญฉลาดที่สุด
สหรัฐฯ ไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่เลือกที่จะโอบรับและวางกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมทิศทางของมันแทน โดยกลไกสำคัญคือการบังคับให้สินทรัพย์ค้ำประกันของ Stablecoin ต้องเป็นสินทรัพย์สกุลดอลลาร์คุณภาพสูง ซึ่งสิ่งนี้ได้เปลี่ยน Stablecoin ให้กลายเป็น "เครื่องจักรที่แปลงเงินสกุลอื่นให้เป็นอุปสงค์ต่อเงินดอลลาร์โดยอัตโนมัติ"
📊 ลองดูตัวเลขที่น่าทึ่งนี้นะคะ
👉🏻 ผลกระทบระดับล้านล้านดอลลาร์: คณะกรรมการที่ปรึกษาของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คาดการณ์ว่าตลาด Stablecoin มีศักยภาพที่จะเติบโตจาก 2.5 แสนล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน ไปสู่ระดับ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2028
👉🏻 สร้างอุปสงค์มหาศาล: การเติบโตนี้จะสร้างอุปสงค์ใหม่ต่อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้นเป็นมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นจำนวนที่เทียบเท่ากับที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศถือครองอยู่ในปัจจุบัน และจะทำให้กลุ่มผู้ออก Stablecoin กลายเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรายใหญ่ของโลก เทียบชั้นกับประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษหรือจีนเลยทีเดียว
👉🏻 เปลี่ยนสมการตลาด: อุปสงค์ใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ คิดเป็นสัดส่วนถึง 15% ของปริมาณพันธบัตรระยะสั้นที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกจำหน่ายในปัจจุบัน สิ่งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีต้นทุนการกู้ยืมที่ต่ำลง แต่ยังอาจช่วยกดดันให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวลดลงได้อีกด้วย ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยบ้านไปจนถึงต้นทุนของภาคธุรกิจ
2️⃣ ด้านที่สอง: กลยุทธ์ระดับล่าง - การรุกคืบเข้าไปในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก
ในขณะที่กลยุทธ์ระดับบนกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดการเงินโลก กลยุทธ์ระดับล่างก็กำลังฝังรากเงินดอลลาร์ให้ลึกลงไปในชีวิตประจำวันของผู้คนนับล้าน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ค่ะ
👉🏻 ทางรอดจากวิกฤตค่าเงิน: สำหรับผู้คนในประเทศที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อรุนแรง Stablecoin ไม่ใช่นวัตกรรม แต่คือ "เส้นเลือดใหญ่" ที่ช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากการที่มูลค่าเงินออมที่หามาทั้งชีวิตต้องมลายหายไป ลองนึกถึงค่าเงินของอาร์เจนตินา (ARS) ที่อ่อนค่าลงถึง 94% หรือของตุรกี (TRY) ที่อ่อนค่าลง 82.8% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในรอบ 5 ปี Stablecoin ที่ผูกกับเงินดอลลาร์จึงกลายเป็นทางเลือกเดียวในการรักษาความมั่งคั่ง
👉🏻 การยอมรับในระดับประเทศ: ความต้องการนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยค่ะ ข้อมูลจากผลสำรวจของ Visa ชี้ว่าเกือบครึ่งหนึ่ง (47%) ของผู้ใช้คริปโตในตลาดเกิดใหม่ มีเหตุผลหลักคือเพื่อ "ออมเงินในสกุลดอลลาร์" หรือ "แลกเงินสกุลท้องถิ่นเป็นดอลลาร์" โดยในปี 2024 เพียงปีเดียว มีการซื้อ Stablecoin ในตุรกีเป็นมูลค่าสูงถึง 63,100 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3.7% ของ GDP ทั้งประเทศ
👉🏻 ปฏิวัติการโอนเงิน: เหตุผลสำคัญที่ทำให้คนหันมาใช้คือประสิทธิภาพที่เหนือกว่าระบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง การโอนเงินมูลค่า 200 ดอลลาร์ข้ามประเทศผ่าน Stablecoin มีค่าใช้จ่ายแค่ 1-2 ดอลลาร์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 9.61 ดอลลาร์ ของระบบเดิม และยังใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที แทนที่จะเป็นหลายๆ วัน
กลยุทธ์สองด้านที่ดำเนินไปพร้อมกันนี้ ทั้งการสร้างอุปสงค์ระดับมหภาคในตลาดการเงิน และการตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันระดับจุลภาค ทำให้ยุทธศาสตร์การเสริมความแข็งแกร่งให้เงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ ครั้งนี้แข็งแกร่งและยากที่จะต่อกรอย่างยิ่งค่ะ
📈 การยอมรับในกระแสหลักและก้าวต่อไป
ภาพของ Stablecoin ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงคริปโตอีกต่อไปแล้ว ปริมาณธุรกรรมรายเดือนที่สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งแซงหน้าเครือข่ายของ Visa ไปแล้ว เป็นเครื่องยืนยันว่ามันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินไปแล้ว
บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างก็หันมา "ผนวกรวม" แทนที่จะ "แข่งขัน" ไม่ว่าจะเป็น Visa, Mastercard หรือแม้แต่ธนาคารอย่าง JPMorgan และ Citigroup ต่างก็กำลังพัฒนาระบบที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin ความสนใจนี้สะท้อนผ่านการที่คำว่า "Stablecoin" ถูกกล่าวถึงในรายงานผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 บ่อยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และความสำเร็จของ Stablecoin ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น มันได้ปูทางไปสู่นวัตกรรมขั้นต่อไปคือ การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงให้เป็นโทเคน (RWA) เราได้เห็นการเติบโตของตลาดพันธบัตรรัฐบาลในรูปแบบโทเคน ซึ่งมอบข้อดีทั้งในเรื่องการซื้อขายได้ 24/7 และการชำระราคาที่รวดเร็วทันใจ
🎯 บทสรุป: ชัยชนะของดอลลาร์ในยุคดิจิทัล
ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมาย GENIUS Act เป็นมากกว่าแค่กฎระเบียบ มันคือ "การแปรสภาพนวัตกรรมให้เป็นอาวุธ" ทางการเงินอย่างชาญฉลาด สหรัฐฯ ได้มองเห็นภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากคริปโตฯ และได้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ด้วยการสร้างกรอบกติกาที่ทำให้ Stablecoin ซึ่งผูกกับเงินดอลลาร์ กลายเป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือและถูกกฎหมายที่สุด
นี่คือกลยุทธ์ที่ทำให้มั่นใจได้ว่า คลื่นลูกต่อไปของนวัตกรรมการเงินโลก จะยังคงถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นการตอกย้ำสถานะความเป็นเจ้าแห่งโลกการเงินของอเมริกาให้คงอยู่ต่อไปอีกนานแสนนานในยุคดิจิทัล นี่เป็นเกมการเงินที่น่าจับตามองจริงๆ ค่ะ
โฆษณา