18 ก.ค. 2025 เวลา 13:30 • ไลฟ์สไตล์

Q&A: ผ่อน Paylater อยู่ ทำให้เครดิตเสียกู้อะไรไม่ได้เลย จริงไหม?

อย่างที่หลายคนทราบกันดี ปัจจุบันแพลตฟอร์มหลายเจ้าเริ่มรายงานข้อมูลไปยังระบบเครดิตบูโรแล้ว เช่น บริการ SPayLater ของ Shopee ก็เริ่มส่งข้อมูลเข้าระบบเครดิตบูโรตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2568
การที่บริการ PayLater ของแพลตฟอร์มเหล่านี้รายงานข้อมูลไปยังเครดิตบูโร หมายความว่า พฤติกรรมการชำระหนี้ของคุณจะถูกบันทึกไว้เหมือนสินเชื่ออื่นๆ ทั้งหมด หากค้างชำระจะส่งผลต่อประวัติเครดิตทันที
✅ ถ้าชำระตรงเวลา: คุณจะได้ “เครดิตบูโรดี” ซึ่งเป็นแต้มบวกในการขอสินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต
❌ ถ้าผิดนัดชำระ: ประวัติจะถูกบันทึกว่า “ค้างชำระ” ซึ่งเป็นจุดลบ อาจทำให้ธนาคาร “ไม่อนุมัติ” สินเชื่อได้
ถ้าติดเครดิตบูโรไปแล้วโอกาสกู้สินเชื่อต่างๆ ก็จะมีโอกาสน้อยลงมากๆ วิธีแก้ก็คือ ต้องชำระหนี้ทั้งหมดและรอเคลียร์ประวัติ 3 ปี หรือ 36 เดือน นับหลังจากวันที่ได้ทำการปิดยอดชำระเรียบร้อย และบัญชีเครดิตดังกล่าวที่ถูกจัดเก็บไว้ในเครดิตบูโรก็จะถูกลบออกจากฐานข้อมูลไปโดยอัตโนมัติ
[ 🏦 การจะขึ้นประวัติว่าติดเครดิตบูโรต้องทำแบบไหนถึงติด? ]
สถานะเครดิตบูโร ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณเคยขอสินเชื่อ หรือผ่อนของ สถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อคุณมีหน้าที่ต้องทำรายงานข้อมูลทางการเงินไปยังเครดิตบูโร ซึ่งจะแสดงทั้ง ข้อมูลส่วนตัว ของเรา และ สถานะบัญชีสินเชื่อแต่ละบัญชี ว่าเป็นอย่างไร
โดยสถานะในระบบบูโรจะระบุด้วย รหัสตัวเลขต่างๆ
ถ้าสถานะเป็น 01/011/012 ถือว่ายังดีอยู่ แต่ถ้าเป็น 20 ขึ้นไป ควรรีบจัดการ เพราะมีผลต่อการกู้ครั้งต่อไป
- 01 หรือ 010 = ✅ ปกติ ผ่อนดี ไม่มีค้างเกิน 90 วัน
- 11 หรือ 011 = 📁 ปิดบัญชีแล้ว ชำระครบหมดแล้ว
- 12 หรือ 012 = ⏳ พักชำระหนี้ตามนโยบายเจ้าหนี้
- 20 หรือ 020 = ⚠️ ค้างเกิน 90 วัน เริ่มเป็นปัญหาแล้ว
- 21 หรือ 021 = 😷 ค้างเกิน 90 วัน เพราะเหตุสุดวิสัย เช่น โควิด ภัยพิบัติ
- 30 หรือ 030 = ⚖️ อยู่ระหว่างฟ้องร้อง
- 31 หรือ 031 = 📝 ชำระตามคำพิพากษา
- 32 หรือ 032 = ❌ ศาลยกฟ้อง
- 33 หรือ 033 = 🗑️ ตัดหนี้สูญ
- 40 หรือ 040 = 🔒 ปิดบัญชีชั่วคราว
รอชำระให้เสร็จเพื่อกลับเป็นปกติ
- 41 หรือ 041 = 🔍 กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริง
- 42 หรือ 042 = 🔄 โอนหนี้ค้าง >90 วันให้บริษัทอื่น
- 43 หรือ 043 = 🤝 โอนหนี้และชำระเรียบร้อย
- 44 หรือ 044 = 🔄 โอนหนี้ปกติ (ยังไม่ค้าง)
ถ้าติดเครดิตบูโรมีโอกาสกู้ได้ไหม
คำตอบคือกู้ได้ถ้ามีหลักประกัน หรือ คนค้ำประกัน 📍
[ 🤝ถ้าจ่ายตรงตลอดไม่ต้องกังวลจริงไหม? ]
สำหรับใครที่จ่ายตรงก็ไม่ต้องเป็นกังวลไป การชำระคืนตรงเวลาเป็นเรื่องที่ดีและสำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยรักษาประวัติทางการเงินแล้ว ยังเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มวงเงินในอนาคต แต่ก็อย่าลืมดูการใช้จ่ายของตัวเองใช้เท่าที่เราจ่ายไหว
ส่วนเรื่องขอกู้เพิ่ม แม้จะจ่ายตรงมาตลอด แต่หากรายได้ไม่เข้าเกณฑ์ที่สถาบันการเงินกำหนด หรือมีภาระหนี้เกิน 40–70% ของรายได้ โอกาสกู้ไม่ผ่านก็ยังมีอยู่ เพราะธนาคารจะพิจารณาความสามารถชำระหนี้ (Capacity) เป็นหลัก
โดยทั่วไป อัตราส่วนหนี้ต่อรายได้ (Debt Service Ratio: DSR) ที่ธนาคารมักยอมรับได้ จะไม่เกิน 30–40% ของรายได้ต่อเดือน ถ้าเกินจากนี้มาก อาจถูกปฏิเสธสินเชื่อได้
[ 🔍 ทำยังไงให้ปิดบัญชีได้ไวขึ้น ]
👉1. เช็กเครดิตบูโร
2
เริ่มจากการดูว่าตอนนี้เรายังมีหนี้ค้างอยู่กี่เจ้า เคยจ่ายช้าหรือผิดนัดตรงไหนบ้าง ข้อมูลพวกนี้จะช่วยให้เรารู้ภาพรวมทั้งหมด เพื่อจะได้วางแผนจัดการต่อ
👉2. วางแผนให้เป็นระบบ
พอรู้แล้วว่ามีหนี้อะไรบ้าง ก็ต้องมาดูว่าแต่ละก้อนต้องจ่ายเท่าไหร่ มีดอกเบี้ยเท่าไหร่
แล้วจัดลำดับว่าจะปิดหนี้ไหนก่อน โดยควรปิดหนี้ที่มีดอกเบี้ยที่สูงที่สุดก่อน จะได้ลดภาระดอกเบี้ย
👉3. รวมหนี้เป็นก้อนเดียว
ถ้าผ่อนหลายเจ้าหลายรายการไม่ไหว การค้างหนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดี วิธีที่ช่วยให้หายใจโล่งขึ้นคือ “การรวมหนี้” โดยรวมเอาหนี้หลายๆ ที่ ที่มีอยู่ไปรวมให้เหลือผ่อนเป็นที่เดียว ที่จะช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยถูกลง ช่วยให้เราพอจะมีสภาพคล่อง ที่ดีขึ้น และต้องไม่สร้างหนี้เพิ่มจะได้รีบจ่ายหนี้ส่วนที่เหลือนี้ให้หมดโดยเร็วที่สุด
[ 🕰️ ใช้เวลานานแค่ไหนในการล้างประวัติ? ]
ถึงจะสามารถปิดบัญชีได้แล้ว แต่ข้อมูลการชำระหนี้ของคนที่เคยขอสินเชื่อจะยังอยู่ในระบบเครดิตบูโรอีก 3 ปีเต็ม นับจากวันที่มีการรายงานปิดบัญชี ระบบจะค่อย ๆ ทยอยลบข้อมูลออกทีละเดือนจนครบกำหนด หลังจากนั้นข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบออกจากฐานข้อมูลเอง
📍 แต่ถ้าเคยค้างชำระเกิน 90 วันข้อมูลตรงนี้จะถูกเก็บไว้นานกว่าเคสปกติ คือ 5 ปีเต็ม โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่เริ่มค้าง ซึ่งช่วงเวลานั้น สถาบันการเงินจะส่งข้อมูลให้เครดิตบูโรทุกเดือน ว่าเรายังมีประวัติค้างอยู่ แปลว่าในกรณีนี้ แม้จะเคลียร์หนี้หมดแล้ว ข้อมูลก็ยังจะอยู่ในระบบจนครบ 5 ปีถึงจะหาย
แต่ต่อให้เคยมีประวัติไปแล้ว เราก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และรักษาวินัยทางการเงินใหม่ โดยการใช้สินเชื่ออย่างมีวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างประวัติเครดิตใหม่ให้มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน
[ 📃 วิธีเช็กเครดิตบูโรด้วยตัวเอง ]
📍 วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเข้าเช็กผ่านแอปทางรัฐ แต่ว่านี่เป็นข้อมูลคร่าวๆ ไม่ได้ละเอียด
1. เข้าแอปทางรัฐ
2. กด “บริการ”
3. เลือก “การเงิน/ประกัน”
4. เลือก “เครดิตบูโร”
📍ถ้าอยากเช็กอย่างละเอียด เราสามารถตรวจสอบเครดิตบูโรได้ 2 รูปแบบ
- แบบรู้ผลในทันที มีค่าธรรมเนียม 100 บาท มีให้บริการเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ไปที่ศูนย์ตรวจตรวจเครดิตบูโร อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส พระราม 9, อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก, สถานี BTS ศาลาแดง, ท่าเรือวังหลัง และสถานี BTS หมอชิต, ห้างเจ-เวนิว นวนคร
- แบบส่งรายงานทางไปรษณีย์ มีค่าธรรมเนียม 150 บาท
ติดต่อขอเช็กได้ที่ เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย กรุงศรี ธอส. แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และ ธ.ก.ส. ทุกสาขา, ตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย และธนาคารไทยพาณิชย์, แอปพลิเคชันธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารทีทีบี และ ที่ทำการไปรษณีย์ และเคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์ทั่วประเทศ
👉 สำหรับคนที่จะขอยื่นกู้ธนาคารจะทำการตรวจเช็กอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปขอเช็กก่อน
อ้างอิง:
เครดิตบูโรคืออะไร มีตัวเลขสถานะกี่แบบ พร้อมขั้นตอน แก้เครดิตบูโร ก่อนกู้สินเชื่อ
ล้างประวัติเครดิตบูโร ก่อนขอยื่นกู้อีกครั้งทำอย่างไร เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติ
รู้ได้อย่างไรว่าแบกหนี้เยอะแล้ว
#aomMONEY #ถามตอบ #Paylater #เช็กเครดิต
โฆษณา