-ในตอนที่ Malice หายไป Pusha T ได้เป็นศิลปินค่าย G.O.O.D Music ของ Kanye West ในช่วงเวลานั้นเองก็เป็นช่วงรุ่งเรืองขีดสุดของค่ายฮิปฮอปนี้ อยู่ค่ายนี้จนได้แต่งตั้งเป็นซีอีโอประจำค่ายเมื่อปี 2015 แล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า การมีเรื่องกับ Drake ดิสด้วยประเด็นลูกเก็บนั้นจะทำให้แกโด่งดังเกินหน้าเกินตาผลงานโซโล่เดี่ยวและ Clipse เสียอีก
-หารู้ไม่ว่า Clipse นั้นได้รับการขนานนามเป็นตำนานแห่ง Virginia Beach เลยนะครับ ถึงแม้ยอดขายจะไม่เปรี้ยงปร้างเท่า Outkast แต่สองอัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาทั้ง Lord Willin’ (2022) และ Hell Hath No Fury (2006) ติดลิสท์อัลบั้มฮิปฮอปยอดเยี่ยมตลอดกาลจากหลายสื่อพอสมควร
-พวกเขาจัดว่าเป็นดูโอ้โคตรอันตรายคู่นึงที่นิยามสไตล์ Coke Rap ได้ด้วยตัวเอง สาธยายถึงวีรกรรมค้าโคเคน การเปรียบเปรยใช้ศัพท์แสงที่โยงถึงวงการค้าผงขาวอย่างอดคิดไม่ได้ และอาวุธลับที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ The Neptunes คู่หู Duo-Producer คนบ้านเดียวกันอย่าง Pharrell Williams และ Chad Hugo ที่ค้นพบพวกเขาตั้งแต่ Day 1 โปรดิวซ์ให้ทุกอัลบั้ม Pharrell ช่วยร้องท่อนฮุกแทบทุกเพลง อีกทั้งยังได้เป็นส่วนหนึ่งของการบุกเบิก Star Trak Entertainment อีกด้วย We’re Virginia family ที่แท้ทรูเลยครับ
-สำหรับ Let God Sort Em Out การรียูเนียนในรอบ 16 ปีของสามสหายคนเวอร์จิเนีย (Clipse + Pharrell) มู้ดแอนด์โทนของงานชุดนี้อิงความ current Pusha T ที่มีความดำๆทมิฬมากกว่าสมัย Clipse ดั้งเดิม ถึงแม้ว่าสไตล์เพลงไม่กดสูตร nostalgia ไม่กลับไปฟังก์โจ๊ะแล้ว แทบใกล้เคียง Kanye เลยด้วยซ้ำ อัลบั้มนี้แทบจะฟังต่อจาก It’s Almost Dry เพื่อความต่อเนื่องทางมู้ดได้เลย
-โดยเฉพาะ section เพลงชื่อย่อทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น M.T.B.T.T.F. ย่อมาจาก Mike Tyson Blow To The Face กระทุ้งหมัดทั้งท่วงท่าบีทและแร็ปอย่างหนำใจ ตัวละครในเพลงคงเป็นลูกค้าสาวรายนึงที่อยากจัดหนักโคเคนแบบ Mike Tyson ซึ่งก็ประวัติฉาวติดผงขาวงอมแงม ถึงขั้นมีหลักฐานภาพหลุดที่แกยิ้มแบบมีเลศนัยโดยมีคราบผงขาวติดจมูกอยู่ด้วย
-Ace Trumpets ซิงเกิ้ลเปิดตัวที่บ่งบอกถึงความ current Pusha T ตั้งแต่เนิ่นๆ บีทสุด aggressive การติดแพงด้วยศัพท์แสงแฟชั่นที่ยกมาเปรียบเปรยได้สุดลิ่มทิ่มประตู ที่มาของชื่อเพลงมาจากขวดแชมเปญทองคำยี่ห้อ Armand de Brignac คล้ายๆทรัมเป็ด เหน็บแนมนายเก่า Kanye ที่ตอนนี้กลายเป็นคนละคน คนที่รอ The old Kanye คงจะนานพอๆกับรอคอลเลคชั่น Yeezy ที่เลื่อนส่งเป็นประจำ
อีกทั้ง Malice ยังเล่นคำระหว่าง Lady Gaga กับ House of Gucci หนังที่เธอเล่น โดยเรียกผงขาวที่เขาขายว่า Lady Gaga ได้เงินเยอะเสียจนซื้อ Gucci ได้ประมาณนั้น
-So Be It อีกหนึ่ง lead single ที่ฮือฮาอย่างต่อเนื่องด้วยการประกาศกร้าวอย่าได้มี beef กับพวกเขา ไม่งั้นบานปลายแน่ๆ ซึ่งไม่ใช่แค่สองพี่น้อง Thornton แต่ยังรวมถึง Pharrell อีกด้วย นี่คงเป็นเหตุผลที่ Terrence หมั่นไส้ Travis Scott อยู่ไม่น้อย จากการมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยภักดีต่อโปรดิวซ์เซอร์นายใหญ่และเพื่อนร่วมงานเท่าไหร่นัก
ความหมั่นไส้นี้สะสมมาตั้งแต่ Travis บุกออฟฟิศ LV ที่พวกเขากำลังอัดเพลงอยู่ โดยเปิดเพลง MELTDOWN ในเวอร์ชั่นไม่มีท่อนของ Drake ให้ Terrence และ Pharrell ฟัง แต่ต่อมาใน official version ก็มี Verse ของ Drake ที่มีการจิกกัดทั้ง Terrence และ Pharrell อย่างที่ทุกคนได้ฟัง ประหนึ่งแอบแทงข้างหลัง อีกทั้งมีการยุให้ Future เล่นเพลง Like That ที่มีท่อน Diss Drake โต้งๆ ทั้งสองเคสนี้ก็ไม่ต่างจากการเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกและเป็นกะหรี่เกาะคนดังในสายตาของ Terrence นั่นเอง
นอกจาก So Be It จะเดือดดาลด้วยการบวกกับแร็ปเปอร์รุ่นน้องแล้ว sample เพลงอาหรับของศิลปินชาวซาอุดิอาราเบีย Talal Madah กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เพลงนี้ exotic ขึ้นมาทันที ซึ่ง Pharrell ดันไปค้นพบจากคลิปในไอจีของ Swizz Beatz เลยเอามาผสม แต่การติดขัดเรื่องลิขสิทธิ์ sample เพลงอาหรับเกือบทำให้เราไม่ได้ฟังเพลงนี้ใน streaming เสียแล้ว
ด้วยความที่กลัวเคลียร์ปัญหาไม่ทันกำหนดการ Pharrell เลยทำ Pt.2 สำรองไว้ด้วยบีทที่ไม่ sample เพลงอาหรับ คนที่มาแก้ปัญหานี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ Swizz Beatz ผู้เป็นต้นทางไอเดียในวันนั้น ในช่วงก่อนปล่อยอัลบั้มแกดันมีตารางบินไปที่ซาอุดิอาราเบียพอดี แกเลยแวะไปดีลคนที่เกี่ยวข้องกับเพลงนั้นเพื่อเคลียร์เรื่องลิขสทธิ์ จนในที่สุด So Be It เวอร์ชั่นออริจินอลได้รับการเคลียร์ปัญหาลิขสิทธิ์สามารถฟังในสตรีมมิ่งทันวันปล่อยอัลบั้ม
-ประเด็น Family First ได้กลายมาเป็นตัวเสริมความมีหัวจิตหัวใจของสองพี่น้อง Thornton โดยที่ไม่ยัดความสนุกแห่งการโม้ถึงวีรกรรมค้าผงขาวรัวๆมากจนเกินไป แตกแขนงทั้งครอบครัวสายเลือดเดียวกัน และเหล่ามิตรสหายตั้งแต่ Day 1
-การรำลึกถึงการสูญเสียพ่อแม่ในช่วงระหว่างทางที่ทั้งคู่แยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเองในแทร็คแรก The Birds Don’t Sing การที่ Pharrell คะยั้นคะยอให้เริ่มอัลบั้มด้วยเพลงนี้จึงเป็นการตัดสินใจที่เหมาะเหม็งที่สุด เป็นการบอกคนฟังเลยว่า อัลบั้มนี้จะต้องแตกต่างและ soulful อย่างมีหัวจิตหัวใจกว่าอัลบั้มที่แล้วมา ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆครับ
The Birds Don’t Sing เป็นเพลงงานศพรำลึกถึงพ่อแม่ที่ล่วงลับในแบบที่ยอมรับความเจ็บปวด โดยที่ไม่พยายามเข้มแข็งเพื่อด้านชา นั่นจึงทำให้คอนเทนท์ชีวิตหลังการสูญเสียทำให้คนฟังเสียน้ำตาโดยไม่รู้ตัว
Terrence ถ่ายทอดเรื่องราวฝั่งแม่ที่รู้สึกผิดอย่างมากที่ครั้งนึงดันตัดสินใจไปอัดเพลงร่วมกับ Ye ที่ออฟฟิศของ Elon Musk แทนที่เขาควรใช้เวลา Thanksgiving กับแม่ และไม่คิดว่านั่นจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่ได้มีเวลาร่วมกันจริงๆ
ทุกคนที่มาร่วมรำลึกในเพลงไม่ว่าจะเป็น John Legend, Pharrell, ชาวคณะประสานเสียง Voices of Fire สามารถแรงร่วมใจส่งเพลงงานศพให้กึกก้องถึงคนบนฟ้าอย่างสุดหัวใจ รวมไปถึง Stevie Wonder มาทำหน้าที่นักบวชจำเป็นกล่าวโอวาทให้พึงระลึกถึงทุกโอกาสที่ได้ใกล้ชิดพ่อแม่คือโอกาสที่มีค่าในการมอบความรัก
"I love my two sons" was the code to your phone, now you're gone
The Birds Don’t Sing (Malice Verse)
-All Things Considered ภายใต้บีทล้ำๆก็แอบซ่อนความจริงอันเจ็บปวดเกี่ยวกับครอบครัว Terrence ที่จำต้องอุบเรื่องที่ภรรยาของเขาไม่สามารถมีลูกเพิ่มอีกได้ ทั้งๆที่ลูกชายของเขาอยากจะมีน้องเพิ่ม Inglorious Bastards เป็นการแท็กทีมกับ Ab-Liva เพื่อนตลอดกาลจาก Re-Up Gang ที่ไปร่วมฟีทผลงานของ Clipse และ Pusha T เกือบทุกอัลบั้ม ชื่อเพลงมาจากหนังของ Quentin Tarantino แต่คอนเทนท์เพลงไม่ได้ Anti-Nazi แต่อย่างใด ปลุกความฮึกเหิมชาวแก๊งค์ด้วยพลังดุริยางค์สุด cinematic ชวนกระทืบเท้าตาม
ความสัมพันธ์กับ Pharrell ก็มีอยู่สองเพลงที่เน้นนัยยะของความแข็งแกร่งในแบบที่พวกเขายังอยู่ได้ในทุกยุค ไม่ว่าจะเป็น So Far Ahead ที่เคลมการมาก่อนกาลในวงการเพลงและแฟชั่น Pharrell โชว์เสียงสูง falsetto ด้วยความรู้สึก “หัวเราะทีหลังดังกว่า” ที่ยังคงอยู่ในเกมโดยแรงศรัทธาในตัวเองและสองพี่น้อง Thornton ที่ทำให้รู้ว่า พวกเขาก็มาได้ไกลในเส้นทางฮิปฮอปเหมือนกัน
-เพลงปิดท้าย By the Grace of God ที่จัดเต็มกอสเปลสุด epic สรุปใจความสำคัญของชื่ออัลบั้ม Let God Sort Em Out ด้วยความรู้สึกสะใจไปตามพวกเขาที่คอยเฝ้าดูวงการฮิปฮอปที่ต่างคนต่างรุ่งโรจน์และร่วงหล่นไปมากราย แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ เมื่อฟังอัลบั้มนี้จบ ผมรู้สึกคอมพลีทและมั่นใจแบบนั้นเช่นกัน
-คัมแบ็คในรอบ 16 ปีถือว่าสมเกียรติสมศักดิ์ศรีในแบบที่ศิลปินเจ้าของผลงานและโปรดิวซ์เซอร์ก็ต่างอยู่ในร่างทอง ต่อให้ห่างหายการรวมตัวมากถึง 16 ปี และอายุก็ Gen X แต่เคมีดูโอ้ไม่เคยจางและยังคงเฟรชอยู่ด้วย นั่นก็ทำให้ซีนของคู่หูอันตรายไม่สามารถถูกกลบรัศมีโดยฟีทเจอร์แขกรับเชิญเลยครับ ต่อให้ไม่มี Kendrick และ Tyler The Creator แทบไม่ต้องห่วงว่าจะกร่อยเลย พวกแกและ Pharrell ยังคงไหลลื่น head to toe ได้สบายมาก
-การหาลู่ทางแห่งความวาไรตี้ก็ทำให้เห็นถึงความโคตรฉลาดของ Pharrell ในการสรรหาที่จะ blend และคอลลาจเข้ากับมันได้ อย่างที่ผมได้กล่าวไว้อย่างละเอียดเลยในเพลง So Be It พี่ก็ยังสรรหาเพลงอาหรับมาให้อัศเจรีย์เล่นๆ
-ถ้าเป็นเพลง Let God Sort Em Out/Chandeliers ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างข้อยกเว้นให้ Nas ได้เลย การ split part ให้น้าแกมีพาร์ทเป็นของตัวเองไปเลย ถือเป็นไอเดียที่เข้าท่า และการให้รุ่นใหญ่มาเป็นแขกลำดับสุดท้ายก็สามารถลับคมให้สาสน์แห่งการเคลมความสำเร็จให้เฉียบยิ่งขึ้น Nas เกือบจะได้แจมเพลง Hear Me Clearly ของ Pusha T แล้ว แต่การได้มาร่วมแจมในนามของ Clipse ย่อมเป็นไปตามแผนของพระเจ้าที่อยากให้ special อย่างสมเหตุสมผล
-จะว่าไป เมื่อดูชื่ออัลบั้มที่ผ่านมา Lord Willin’ (หากพระเจ้าประสงค์) Hell Hath No Fury (นรกพิโรธ) Till The Casket Drop (จนกว่าชีวิตจะหาไม่) มาจนถึง Let God Sort Em Out (ปล่อยให้พระเจ้าเป็นคนตัดสิน) ล้วนแล้วแต่หยอกเย้าเรื่อง spiritual ทางศาสนาอย่างแสบสันต์ ประโยค This is culturally inappropriate. (ความไม่เหมาะสมทางวัฒนธรรม) อันเป็น motif หลักในอัลบั้มตอกย้ำถึงแหก norm ที่ท้าทายทั้งกรอบศีลธรรมของการเป็นแร็ปเพื่อชีวิต(คนค้ายา) และวิพากษ์วิจารณ์ hip hop culture ด้วยอุดมการณ์สุดแสนทะนง
Top Tracks : The Birds Don't Sing, Chains & Whips, So Be It, All Things Considered, Ace Trumpets, M.T.B.T.T.F., E.B.I.T.D.A., F.I.C.O., Inglorious Bastards, So Far Ahead, Let God Sort Em Out/Chandeliers, By the Grace of God