1 ส.ค. เวลา 07:29 • ข่าวรอบโลก

หลักสากล : กรณีการปะทะระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา

ในกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตีก่อน และจะสามารถโจมตีตอบโต้กลับได้ โดยเป็นที่ยอมรับของสากลนานาประเทศนั้น จะต้องปฏิบัติตามหลักการดังต่อไปนี้
1) เกิดมีการโจมตีด้วยอาวุธจริง ( Actual Armed Attack) ก่อให้เกิดความเสียหายจริง เช่น ยิงปืนใหญ่ ยิงขีปนาวุธ ใช้โดรนสงครามโจมตี หรือส่งทหารข้ามแดนมา
ในกรณีมีการขู่ว่าจะโจมตี จะเคลื่อนกำลังทหารมาประชิดพรมแดน แต่ยังไม่ได้โจมตีจริง ถือว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ข้อนี้
2) หลักความจำเป็น (Necessity) การตอบโต้ด้วยกำลัง ต้องเป็นทางเลือกสุดท้าย หลังจากทำทางอื่นไม่ได้ผล เช่น ทางการทูต หรือในกรณีเร่งด่วนไม่สามารถรอได้ เพราะจะเกิดผลเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประเทศตนเอง
3) หลักการได้สัดส่วน (Proportionality) การใช้กำลังตอบโต้จะต้องได้สัดส่วน สมเหตุสมผล มีความสอดคล้องกับระดับของภัยคุกคามที่ถูกประเทศศัตรูกระทำ
การตอบโต้นั้น ห้ามกระทำเกินกว่าเหตุที่ไม่ได้สัดส่วน เช่น ถูกยิงจรวดมาหนึ่งลูกคนเสียชีวิต 5 คน แต่มีการตอบโต้นำฝูงบินขนาดใหญ่หรือยิงขีปนาวุธขนาดใหญ่จำนวนมากไปถล่มเมืองหลวง มีคนเสียชีวิตนับพันนับหมื่นคน อย่างนี้ถือว่าไม่ได้สัดส่วน
4) ต้องรีบแจ้งคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติในทันที หากจะใช้สิทธิ์ในการตอบโต้ป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51
เมื่อเราเข้าใจหลักทั้ง 4 ข้อดังกล่าวแล้ว ลองมาดูเหตุการณ์จริงของกรณีปะทะชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามหลักสากลถูกต้องหรือไม่อย่างไร
1) มีการโจมตีของกัมพูชาด้วยอาวุธจริง มีการเคลื่อนกองกำลังทหารลาดตระเวนข้ามเขตแดนมาจริง ฝ่ายประเทศไทยได้มีการส่งสัญญาณเตือนโดยยังไม่ตอบโต้ด้วยอาวุธ แต่สุดท้ายแล้วกัมพูชาไม่ได้ถอยกลับไป จึงเกิดการยิงต่อสู้กันจนมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต
กัมพูชาได้โจมตีด้วยอาวุธจริง โดยการส่งทหารข้ามแดนมา หลังจากนั้นก็มีการโจมตีโดยการยิงปืนและขีปนาวุธที่เรียกว่า BM 21 ครั้งละ 40 ลูกพร้อมกัน และตกลงในเขตพลเรือน ซึ่งถือว่าผิดหลักสากล ไม่ว่าจะเป็นหลักมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน หรือหลักของสหประชาชาติก็ตาม
ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า อาวุธของทางฝ่ายกัมพูชา ได้ทำลายทั้งชีวิต อาคารและทรัพย์สินของพลเรือน เช่น มีจรวดตกลงมาที่ปั๊มน้ำมันปตท ร้านสะดวกซื้อ ทำให้พลเรือนเสียชีวิตทั้งผู้หญิงและเด็ก
ร้านสะดวกซื้อที่ถูกทำลายโดยอาวุธจากกัมพูชา
จรวดตกลงมาที่บริเวณโรงพยาบาลพนมดงรัก และโรงพยาบาลอื่นบริเวณใกล้ชายแดน ทำให้การดูแลรักษาพยาบาลไม่สามารถกระทำต่อไปได้
มีการยิงขีปนาวุธระยะทำการ 20 กิโลเมตรเข้ามา ทำให้ประเทศไทยต้องเคลื่อนย้ายพลเรือนที่อยู่ในรัศมีของการยิงนับ 100,000 คน
อันนี้ถือว่าเข้าเกณฑ์ข้อที่หนึ่ง มีการโจมตีด้วยอาวุธจริง เกิดผลเสียหายจริง
2) การตอบโต้ของไทยถือว่ามีความจำเป็นหรือไม่ จากข้อมูลที่ได้รับทราบจากทั้งสองฝ่ายพบว่า การตอบโต้ด้วยกำลังของไทยนั้นถือว่ามีความจำเป็น เนื่องจากอาคารสถานที่ของพลเรือนดังกล่าว ตลอดจนชีวิตของพลเรือนทั้งเด็ก สตรี คนชราได้สูญเสียไปจริง จึงจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตทรัพย์สินของทั้งพลเรือนและของทหาร ตลอดจนอธิปไตยในเขตแดนของประเทศตนเอง
3) หลักการได้สัดส่วน ถือว่าไทยได้กระทำการได้สัดส่วนตามหลักสากล เพราะไทยใช้กำลังและอาวุธในการตอบโต้เท่าที่จำเป็นเท่านั้นคือ การเข้าสกัดยับยั้ง มิให้อาวุธหรือกำลังทหารของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาโจมตีพลเรือนของไทยเราได้
การใช้เครื่องบินเอฟ 16 หรือกริพเพนซึ่งมีความทันสมัยและสามารถบินไปทำการได้ไกลถึงเมืองต่างๆของกัมพูชา แต่ทางไทยก็ไม่ได้ดำเนินการเกินเลยไปถึงเมืองใหญ่และเมืองหลวงของกัมพูชาแต่อย่างใด
หากแต่ไทยมุ่งเฉพาะเจาะจง ทิ้งระเบิดเพื่อทำลายฐานที่ตั้งทางทหารเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวฐานที่สามารถยิงขีปนาวุธ BM 21 เข้ามาทำลายชีวิตและทรัพย์สินพลเรือนของไทยได้เท่านั้น
การใช้เครื่องบินเอฟ 16 และกริพเพนจำนวนน้อย จำกัดระยะทางบินเท่าที่จำเป็น และมุ่งทำลายเฉพาะจุดทางทหาร โดยไม่เกี่ยวข้องกับพลเรือน มุ่งทำลายเฉพาะจุดที่กัมพูชายิงเข้ามาในประเทศไทยเท่านั้น จึงถือว่าเป็นหลักของการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนแล้ว
4) ทางไทยได้รีบแจ้งต่อคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติทันที ในเรื่องสิทธิที่ใช้ในการป้องกันตอบโต้เพื่อป้องกันตัวเองตามมาตรา 51
ทูต ผู้ช่วยทูตทหาร และสื่อมวลชนจากนานาประเทศลงพื้นที่
ดังนั้นจึงพอจะสรุปได้ว่า
การดำเนินการของทางไทย ในตลอดระยะเวลาสงคราม 5 วันนั้น เข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อแล้ว
ที่เหลือจึงเป็นบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาล ที่จะต้องทำความจริงต่างๆให้ปรากฏว่า
ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้รุกรานโจมตีก่อน และการรุกรานโจมตีนั้น ได้ผิดหลักการสากลอย่างรุนแรง ในเรื่องการโจมตีพลเรือน
ตลอดจนต้องทำความจริงให้ปรากฏว่าฝ่ายประเทศไทยเรา ป้องกันตนเองโดยมีหลักความจำเป็น หลักการได้สัดส่วนที่เป็นไปตามหลักสากลทุกประการต่อไป
นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
โฆษณา