Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Right Style by Bom+
•
ติดตาม
13 ส.ค. เวลา 10:10 • การเมือง
ปูติน ทรัมป์ อนาคตของยูเครน กับความเป็นไปได้หรือไม่ของ “ฟินแลนด์โมเดล”
4 ฉากทัศน์ ก่อนการนัดเจอกันของ “ทรัมป์-ปูติน”
ช่วงวันสองวันที่ผ่านมาสื่ออังกฤษได้เผยแพร่เกี่ยวกับแผนการเจรจาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่าง ทรัมป์-ปูติน ที่อลาสกา วันศุกร์นี้ โดยสื่อแรกอย่าง Mirror [1] ได้นำเสนอ 4 ฉากทัศน์ของการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนยูเครน-รัสเซีย พร้อมแผนที่ซึ่งทำให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังต่อไปนี้
■
ฉากทัศน์ 1: แผนผลักดันสันติภาพของยุโรป
เครดิตภาพ: The Times
ตามรูปด้านบนคือ ให้หยุดยิงและยึดเส้นเขตแดนตามแนวรบหน้าที่เป็นปัจจุบัน
■
ฉากทัศน์ 2: ระดับกลาง
เครดิตภาพ: The Times
ตามรูปด้านบนคือ ยอมให้รัสเซียได้ดินแดนทั้งหมด 100% ของแคว้นโดเนตสก์ และ ลูฮันสก์ (ดอนบาส) บวกที่เพิ่มเติมจากที่บุกยึดได้เพิ่มเติมตามแนวเส้นเขตแดนของแคว้นลูฮันสก์ตอนเหนือ ส่วนแคว้นซาปอริซเซีย และ เคอร์ซอน ให้ยึดตามแนวเส้นปะทะปัจจุบัน (ไม่ได้ทั้ง 100%)
■
ฉากทัศน์ 3: สิ่งที่ปูตินคาดหวัง และ ตรงตามรัฐธรรมนูญรัสเซีย
เครดิตภาพ: The Times
ตามรูปด้านบนคือ รัสเซียได้ทั้งหมด 4 แคว้น แบบ 100% และยอมคืนส่วนที่ตีเพิ่มมาได้เล็กน้อยซึ่งเลยแนวเขตแดนของแคว้นลูฮันสก์ออกไปให้ยูเครน
■
ฉากทัศน์ 4: แลกเปลี่ยนดินแดน
เครดิตภาพ: The Times
ตามรายงานคือ นี่อาจเป็นแผนการเจรจาของทรัมป์ที่มีเปรยออกมาก่อนหน้านี้ ตามรูปด้านบนสรุปก็คือ ยอมให้รัสเซียได้ทั้งหมด 3 แคว้นแบบ 100% คือ โดเนตสก์ ลูฮันสก์ และ ซาปอริซเซีย โดยยอมแลกกับดินแดนแคว้นเคอร์ซอนทั้งแคว้นคืนให้กับยูเครน
★
สรุปวิเคราะห์ความเป็นไปได้
ขอมุ่งประเด็นไปเฉพาะที่ฉากทัศน์ที่ 4 ซึ่งเป็นประเด็นกันอยู่ สื่อ Mirror เริ่มต้นจากถ้อยแถลงของทรัมป์ดังต่อไปนี้ ทรัมป์ก่อนหน้านี้เคยกล่าวว่า รัสเซียยึดครอง “พื้นที่ติดทะเลดำ” ส่วนสำคัญ และเขาตั้งใจที่จะขอแลกคืนกลับมาให้ยูเครน
หลังจากนั้นสื่อดังกล่าวซึ่งสับสนกับเรื่องภูมิศาสตร์ ได้รายงานด้วยประโยคของตัวเองว่า “ภายใต้ข้อตกลงกับทรัมป์ ปูตินอาจยังคงควบคุมดอนบาสได้ ขณะเดียวกันก็แลกเปลี่ยนกับ ‘พื้นที่บางส่วน’ ของแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งจะทำให้รัสเซียสูญเสียพรมแดนทางบกซึ่งเชื่อมต่อกับไครเมีย” เป็นไปได้เหรอ? ปูตินจะยอมเหรอ?
ดูเหมือนจะเป็นการแย่งชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมทะเลดำในแคว้นเคอร์ซอน ซึ่งยังเป็นจุดสำคัญของเส้นทางเชื่อมต่อทางบกกับไครเมียของรัสเซียอีกด้วย ขอบอกเลยว่าตัวเลือกนี้น่าจะตัดทิ้งได้เลย “ปูตินไม่ยอมแน่” เพราะเมื่อปี 2023 กองทัพยูเครนก็มีความพยายามมาแล้วที่จะตัดเส้นทางส่งเสบียงของรัสเซียตรงแคว้นเคอร์ซอน (แต่ก็ล้มเหลว) เพื่อพยายามทำให้ไครเมียโดดเดี่ยว หรือรัสเซียจะต้องอ้อมไปส่งอีกทางซึ่งลำบากกว่าเพราะมันไม่เชื่อมต่อกับสมรภูมิที่ดอนบาสนั่นเอง
2
เครดิตภาพ: Al Jazeera
มาต่อกันที่อีกรายงานหนึ่งของ Financial Times สื่ออังกฤษเช่นเดียวกัน โดยใจความของบทความดังกล่าวคือประมาณว่า “การยอมสละดินแดนของยูเครนตอนนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ในขณะที่ต้องยังคงรักษาศักยภาพทางทหารเอาไว้ เพื่อหวังผลระยะยาว” [2]
แม้แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดอย่างการพบกันระหว่างทรัมป์และปูตินที่อลาสกา ในรูปแบบของข้อตกลง “แลกเปลี่ยนดินแดน” ที่ทำให้ยูเครนต้องยกดินแดนส่วนใหญ่ให้กับรัสเซีย ก็ไม่ใช่หายนะสำหรับพวกเขา กิเดียน ราชมัน คอลัมนิสต์ชื่อดังของ FT กล่าว
ราชมันกล่าวว่า ความแตกต่างพื้นฐานอยู่ที่การยอมสละดินแดนทั้งโดย “พฤตินัย” และ “นิตินัย” นักวิเคราะห์ยก “ฟินแลนด์เป็นตัวอย่าง” ซึ่งหลัง WWII (ภายใต้สนธิสัญญาสงบศึกมอสโกปี 1944) พวกเขาต้องโอนดินแดนประมาณ 10% ให้กับสหภาพโซเวียต และแม้ว่าฟินแลนด์จะถูกบังคับให้ “กลายเป็นรัฐที่เป็นกลางเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นปรปักษ์กับรัสเซีย” แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาเอกราชทางกฎหมายและประชาธิปไตยไว้ได้ และในท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังเข้าร่วมนาโตได้ด้วยเมื่อเร็วนี้
ภาพวาดชื่อ The Attack (1899) ของเอ็ดเวิร์ด อิสโต เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นการแปรสภาพเข้าสู่อิทธิพลรัสเซียของฟินแลนด์ นกอินทรีสองหัวหมายถึงรัสเซียกำลังฉีกหนังสือกฎหมายออกจากอ้อมแขนของสาวฟินแลนด์ เครดิต: Public Domain, Wikimedia Commons
ผู้เขียนต้นเรื่องของ FT ยังกล่าวถึง “การผนวกรัฐบอลติกโดยสหภาพโซเวียตหลังปี 1940 ซึ่งสหรัฐอเมริกาหรือประเทศในยุโรปส่วนใหญ่ไม่เคยรับรองทางกฎหมาย” เขาย้ำว่าสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิมจนกระทั่งรัฐบอลติก “ได้รับเอกราชคืน” และขอเสริมว่าพวกเขายังได้เข้าร่วมนาโตอีกด้วย
ผู้สังเกตการณ์กล่าวว่า เคียฟกำลังถูกผลักดันให้ประนีประนอมโดยถูกบีบจากผลลัพธ์ในสนามรบ “ยูเครนกำลังพ่ายแพ้ทีละน้อย และปัญหาขาดแคลนทหารในแนวหน้าก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหมายความว่าหากการเจรจาล้มเหลวโดยสิ้นเชิงและการดำเนินสงครามต่อไปน่าจะเป็นผลดีต่อรัสเซียมากกว่ายูเครน”
อย่างไรก็ตามราชมันเชื่อมั่นว่าในสิ่งสำคัญที่แตกต่างออกไปนั่นคือ “ยูเครนไม่สามารถยอมรับข้อจำกัดทางทหารใดๆ ที่อาจบั่นทอนความสามารถในการป้องกันตนเองของประเทศได้” ในขณะเดียวกันการสนับสนุนความปรารถนาของยูเครนที่จะเข้าร่วมสหภาพยุโรปจะลบล้างประเด็นการเป็นสมาชิกนาโตของยูเครนออกไป “ชั่วขณะหนึ่ง”
★
สรุปวิเคราะห์ส่งท้าย
ดังนั้นข้อตกลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นที่อลาสกาจึงน่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการเจรจา ราชมันสรุปว่า “ชาวยูเครนและชาวยุโรปรู้ดีว่าพวกเขาจำเป็นต้องตามใจทรัมป์และเล่นเกมระยะยาว ใช่ นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด แต่มันคือทางเลือกที่ดีที่สุดที่พวกเขามี”
ตรรกะของนักวิเคราะห์ชาวอังกฤษนั้นชัดเจน ยูเครนต้องยอมรับความเป็นจริงในพื้นที่ โดยหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และมิตรประเทศในยุโรปจะช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
แต่อย่างไรก็ตามเขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจจุดยืนของรัสเซีย เงื่อนไขสำคัญสำหรับการหยุดยิงจากมอสโกที่ปูตินย้ำหลายรอบคือ “สถานะที่เป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด” และ “ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” สำหรับยูเครน รวมถึง “การทำให้ยูเครนปลอดกำลังทหารที่มีอำนาจพอต่อต้านรัสเซีย” ดังนั้นคิดว่าในหัวของปูตินคงไม่อยากให้ยูเครนเป็นเหมือนฟินแลนด์และกลุ่มรัฐบอลติกซึ่งเป็นบทเรียนที่เจ็บช้ำในอดีตเป็นแน่
เมื่อวิธีทางการทูตไม่ได้ผล เรื่องในสนามรบมันก็ต้องดำเนินไปต่อ ยื้อจนกว่าใครจะทนไม่ไหวก่อนกัน
เรียบเรียงโดย Right Style
13th Aug 2025
■
อ้างอิง:
[1]
https://www.mirror.co.uk/news/world-news/trump-putin-alaska-talks-four-35714465
[2]
https://www.ft.com/content/f1774ade-72c4-44b0-aad8-2692db1ccea0
<เครดิตภาพปก: Ferguson / FT>
russia
ยูเครนรัสเซีย
ข่าวรอบโลก
3 บันทึก
17
6
5
3
17
6
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย