Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
27 ส.ค. เวลา 10:09 • ประวัติศาสตร์
บทหุ่นกระบอก เรื่องสิงห์สุริยวงษ์
พระองค์เจ้าสุทัศนนิภาธร ทรงแต่ง
ซอ๏ เมื่อนั้น องค์พระนารถฤๅษี
สถิตยังศาลาพนาลี พระมุนีดำริห์ตริตรอง
พระสิงห์สุริยวงษ์กุมารา เล่าเรียนวิทยาได้แคล่วคล่อง
จำจะช่วยค้ำจุนหนุนประคอง ให้ได้ครองบ้านเมืองเรืองเดชา
คิดพลางทางมีบรรหาร เรียกพระกุมารมาตรงหน้า
ดูก่อนเจ้าสิงห์กุมารา ตัวเราจะว่าให้แจ้งใจ
แต่ชุบเจ้าให้เปนมนุษย์ เลิศล้ำบริสุทธิสดใส
วิชาอาคมสิ่งใดใด เจ้าก็ร่ำเรียนได้ดังใจปอง
ควรจะไปหาคู่สู่สม อภิรมย์ร่วมตำแหน่งแห่งห้อง
บ้านเมืองจะได้มอบให้ครอบครอง ตามทำนองกระษัตริย์ขัติยา
อยู่กับตายากไร้ในไพรสณฑ์ ก็ลำบากลำบนเปนนักหนา
วันนี้ฤกษ์ดีแล้วนัดดา จงไคลคลาไปทางทิศอุดร ๚
ฯ ๑๒ คำ ฯ
ร่าย๏ เมื่อนั้น พระสิงห์ทรงฤทธิ์อดิศร
ได้ฟังไอยกาว่าวอน ภูธรโศกศัลย์พันทวี ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
โอ้ปี่๏ โอ้ว่าทรงเดชปกเกษเกล้า พระคุณเท่าดินฟ้าราษี
เกิดเปนคนเพราะพระองค์ทรงปรานี หลานนี้ยังมิได้สนองคุณ
ถึงยากเย็นเข็ญใจก็ไม่ว่า ขอเปนข้าช่วยเหลือเกื้อหนุน
ให้ใช้สอยค่ำเช้าเฝ้าพึ่งบุญ พระเนตรขุ่นซบองค์ลงโศกี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ โอด
ซอ๏ เมื่อนั้น องค์พระนารทฤาษี
สดับคำหลานยาพาที มุนีตรัสปลอบให้ชอบใจ
เจ้าก็เรืองฤทธาศักดาเดช ทุกประเทศไม่รอต่อได้
ควรจะครองบ้านเมืองให้เรืองไชย อย่าห่วงใยตาเลยนะหลานยา
แล้วหยิบขวดน้ำมันมายื่นให้ ถ้าผู้ใดมอดม้วยสังขาร์
รินน้ำมันลูบไล้ชโลมทา ก็จะฟื้นคืนมาไม่บรรไลย ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
ร่าย๏ ภูวนารถกราบบาทพระดาบศ โศกกำสรดเศร้าหมองไม่ผ่องใส
รับขวดน้ำมันมาทันใด จำใจจำลาพระอาจารย์
หยิบศรพระขรรค์อันคมกล้า พระมุนีนำน่าพาหลาน
ออกจากศาลาไม่ช้านาน ถึงลานน่ากุฏิก็หยุดยั้ง
พระอาจารย์ชี้ทิศให้หลานแก้ว ไปเถิดเลิศแล้วพ่อร้อยชั่ง
จะได้ครองสุริยวงษ์ดำรงวัง เฝ้าโศกสั่งแสนอาไลยในนัดดา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์พงษา
น้อมคำนับรับพรพระเจ้าตา แล้วกราบลาเหาะขึ้นบนอัมพร ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง
๏ ลอยคว้างมากลางพโยมมาน งามปานอินทร์องค์ทรงศร
ลมรำเพยเชยชายกระจายจร แดดอ่อนเหาะปลิวละลิ่วมา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ บรรลุถึงเขาใหญ่ในไพรสัณฑ์ สุริยันต์เย็นพยับลับเวหา
จึงเคลื่อนคล้อยลอยลงจากเมฆา กุมารารื่นเริงบรรเทิงใจ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ
๏ แลเห็นสระใหญ่ใสสอาด ประทุมชาติแบ่งบานก้านไสว
จอกกระจับตับเต่าเปนเหล่าไป น้ำไหลจากผาศิลาลาย
พระโฉมยงลงสู่กระแสสินธุ์ วักวารินลูบองค์แล้วลงว่าย
ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยอ่อนค่อยผ่อนคลาย แสนสบายเบิกบานสำราญใจ
แล้วขึ้นจากฝากฝั่งสระศรี มานั่งที่แท่นผาศิลาใหญ่
เอนองค์ลงประธมใต้ร่มไม้ ก็หลับไปในเพลาราตรี ๚
ฯ ๖ คำ ฯ ตระ.รัว
๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงนางยักษ์ที่ในพนาสี
สำนักอยู่ถ้ำใหญ่ในคิรี ฤทธีเลิศลบภพไตร
พอพลบค่ำย่ำแสงสุริยศรี ยักขินีออกจากที่อาไศรย
ถือกระบองกายสิทธิฤทธิไกร เที่ยวไปในดงพงพี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ กราว
๏ ลัดเลาะสุมทุมพุ่มไม้ พบสัตว์ที่ในพนาสี
แอบมองย่องไปเห็นได้ที นางขินีโจนจับฉับพลัน ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ ได้มาฟันฟาดพิฆาฏฆ่า กินเปนภักษาเกษมสันต์
แล้วรีบเดินไปในอารัญ หมายสำคัญสระใหญ่ในไพรชัฏ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นถึง จึงเหลือบแลเห็นหน่อกระษัตริย์
นางมารชื่นชมโสมนัศ ค่อยย่องหยัดเข้าใกล้ไม่ไหวดัง
ใครหนองามจริงยิ่งนัก น่ารักล้ำมนุษย์สุดหวัง
มานอนหลับกับที่คิรีบัง แต่ครั้งคราวก่อนบ่ห่อนมี
นึกรักอยากได้ไว้เปนผัว แต่กลัวเธอจะอายหน่ายหนี
ด้วยรูปร่างอัปลักษณ์เปนยักขินี นางยักษีตรึกไตรอยู่ไปมา
อย่าเลยจะสกดให้หลับใหล แล้วพาไปถ้ำมณีจะดีกว่า
คิดพลางย่างเท้าก้าวมา ร่ายเวทสามคราแล้วเป่าไป ๚
ฯ ๘ คำ ฯ รัว
๏ ด้วยเดชเวทมนต์ดลบันดาล พระกุมารระงับหลับใหล
ไม่รู้สึกสมประดียักษ์ดีใจ ตรงเข้าใกล้กอดจูบแล้วลูบคลำ
เปนบุญเรานี่กะไรน่าใครหัว มาได้ผัวน่าชมรูปคมขำ
เทวดาดลจิตรคิดชักนำ จะพาไปไว้ถ้ำให้สำราญ
คิดพลางกางกรเข้าช้อนอุ้ม เนื้อนุ่มน่ารักสมัคสมาน
ขึ้นบ่าแบกไปในดงดาล หมายสถานที่อยู่อสุรี ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
สมิงทองมอญ๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงไวยกัลป์ยักษี
อาไศรยในถ้ำอันรูจี ต้องสาปภูมีเจ้าโลกา
ให้หน้านั้นเปนเสือมันเหลือดุ มุทลุหยาบคายร้ายนักหนา
วันนั้นพอสุริยนต์สนธยา อสุราคิดจะไปในไพรวัน
จัดแจงแต่งกายสรรพเสร็จ ขวาญเพ็ชร์คู่มือถือมั่น
ออกจากคูหาไม่ช้าพลัน จรจรัลไปในพนาวา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
ร่าย๏ ครั้นถึงกึ่งกลางหว่างคิรินทร์ หอมกลิ่นมนุษย์นักหนา
อสุรีดีใจรีบไคลคลา ตรงมาพบภักตร์ยักขินี
แบกมนุษย์เดินทางไปข้างน่า อสุราปรีดิ์เปรมเกษมศรี
ถามไถ่ไปพลันทันที มนุษย์นี้นางได้ที่ไหนมา
จงแบ่งปันกันกินคนละกึ่ง อย่าโกรธขึ้งรีบเถือเนื้อให้ข้า
ทีหลังเราเที่ยวหาได้มา ก็จะผ่าแบ่งเจ้าเท่า ๆ กัน
ขินีมารฟังสารหยุดชงัก ชะอ้ายยักษ์หน้าเสือมันเหลือขัน
อยู่ดี ๆ ก็มากวนชวนแบ่งปัน สู้อดกลั้นโทษาแล้วว่าไป
มนุษย์นี้เธอเปนผัวของตัวข้า แล้วเที่ยวมาหลับอยู่ในป่าใหญ่
มาตามพบจึงได้รับเธอกลับไป กินไม่ได้ดอกนะอสุรี ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ ไวยกัลป์หันหุนฉุนพิโรธ อีรากโษษเหลวไหลพูดใส่สี
ช่างหวงกินสิ้นอย่างนางขินี มาพาทีตอแหลพูดแก้ตัว
ตะโกนก้องร้องลั่นสนั่นป่า ช่างด้านหน้าข่มขู่ว่าชู้ผัว
แกว่งขวานยืนยันตัวสั่นรัว จะตัดหัวเสียให้สมอารมณ์มัน ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น นางขินีเคืองขุ่นหุนหัน
เหม่อ้ายยักษ์มึงจะตายวายชีวัน มาดุดันหยาบช้าทารุณ
ค่อยบรรจงวางองค์พงษ์นรา บนแท่นผาเนินลำเนาภูเขาขุน
แกว่งกระบองจ้องจับชุลมุน ว้าวุ่นเลื่อนลั่นสนั่นดัง ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ บัดนั้น ไวยกัลป์ไม่ท้อถอยหลัง
รบรุกคลุกคลีตีประดัง ไม่พลาดพลั้งฤทธิรงค์ยงยุทธ
หันเหียนเปลี่ยนท่าราวี ต่างตีต่างรับสัปยุทธ
ทั้งสองข้างต่างต้องอาวุธ ม้วยมุดด้วยกันทั้งสองรา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด,โอด
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์พงษา
ครั้นนางยักษ์สูญหายวายชีวา มนตราเสื่อมส่างทันที
พลิกฟื้นตื่นจากที่ไสยาศน์ เอ๊ะประลาดหลากใจไฉนนี่
เราหลับอยู่ไม่รู้สมประดี ทำไมมาอยู่นี่ด้วยเหตุใด
สองยักษ์เปนไฉนใครฟันฆ่า จึงมอดม้วยมรณาน่าสงไสย
จำจะชุบขึ้นถามเนื้อความใน คงได้รู้แจ้งแห่งคดี
คิดพลางไคลคลามาที่ยักษ์ พระทรงศักดิ์รินน้ำมันของฤาษี
ชโลมลูบสองยักษ์ทันที คิดถึงคุณมุนีแล้วเป่าไป ๚
ฯ ๘ คำ ฯ รัว
๏ ด้วยเดชน้ำมันอันศักดิสิทธิ์ สองยักษ์คืนชีวิตรขึ้นมาได้
บาดแผลที่กายก็หายไป เห็นองค์ทรงไชยก็ยินดี
ต่างเข้าเคารพอภิวาท แทบบาทบงกชบทศรี
ข้าขอเปนข้าฝ่าธุลี ภูมีเสด็จไปไหนมา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์พงษา
ได้ฟังสองยักษ์วาจา ผ่านฟ้าจึงดำรัสตรัสไป
ตัวท่านเปนไฉนใครฟันฆ่า จึงมอดม้วยมรณาน่าสงไสย
ตัวเราบรรธมอยู่ร่มไทร เหตุใดจึงมาอยู่ป่านี้ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น สองยักษ์ทูลความเปนถ้วนถี่
จงงดโทษโปรดเถิดพระภูมี ข้านี้ผิดพลั้งแต่หลังมา
ตัวข้าทั้งสองขอรองบาท พระผู้พงษ์ธิราชนาถา
ขอตามเสด็จไคลคลา ไปกว่าชีวันจะบรรไลย ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์เปนใหญ่
ฟังสนองสองยักษ์ประจักษ์ใจ ภูวไนยมีราชวาที
เราขอบใจอสุรานักหนานัก สามิภักดิ์รักใคร่ไม่หน่ายหนี
ไวยกัลป์นั้นจะไปก็ตามที แต่ขินีจะได้ยากลำบากกาย
ด้วยเปนหญิงควรจะอยู่ในคูหา ไปข้างน่าพบกันเหมือนมั่นหมาย
มีธุระก็จะมาอย่าระคาย เหมือนเชื้อสายรักกันจนวันตาย
ขินีมารฟังสารพระทรงเดช แสนเทวศดาลเดือดไม่เหือดหาย
จะต้องจากพรากไปให้เสียดาย แขงใจถวายบังคมลา ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์นาถา
ครั้นนางยักษ์ลากลับไปลับตา กุมาราตรัสชวนไวยกัลป์
เหาะขึ้นยังพื้นอัมพร ด้วยกำลังฤทธิรอนแขงขัน
หมายทิศอุดรเปนสำคัญ พากันเหาะปลิวละลิ่วมา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นสายแสงสุริยาในอากาศ ภาณุมาศร้อนแรงแสงกล้า
ถึงเขตรแขวงกรุงกระษัตริย์ขัติยา ชื่อเมืองปัญจาล์พระเวียงไชย
จึงชวนกันเคลื่อนคล้อยลอยลง หมายตรงชายทุ่งนอกกรุงใหญ่
ด้วยเดชเวทมนต์เกรียงไกร ลงในพ่างพื้นพสุธา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ
๏ ครั้นถึงพ่างพื้นธรณี พระภูมีตริตรึกแล้วปฤกษา
ท่านจงจำแลงแปลงกายา เปนคนชราได้เที่ยวไป
เราจะแปลงเปนกุมารหลานชาย มิให้คนทั้งหลายนั้นสงไสย
เที่ยวเล่นเสียให้รอบขอบเวียงไชย เผื่อจะได้สมนึกดังตรึกตรา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เจรจา
๏ บัดนั้น ไวยกัลป์สิทธิศักดิ์ยักษา
เห็นชอบตอบคำพระราชา อสุรานฤมิตรกายี ๚
ฯ ๒ คำ ฯ รัว
๏ กลับกลายกายาเปนตาเถ้า หนวดเครารุงรังดังฤาษี
สพายย่ามละว้าใหญ่ใช่พอดี ท่วงทีเปนบ้านนอกขอกนา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์พงษา
ครั้นไวยกัลป์จำแลงแปลงกายา กุมารายอหัดถ์มัสการ
คิดคุณพระฤาษีผู้มีเดช ร่ายเวทศักดากล้าหาญ
ครบเสร็จเจ็ดคาบมิทันนาน กลายเปนกุมารด้วยฤทธี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว
๏ รูปร่างตละหุ่นลมุนลม่อม งามพร้อมทรวดทรงส่งศรี
ถือศรพระขรรค์อันรูจี อสุรีนำน่าพาไป
เข้าเขตรกรุงไกรใหญ่กว้าง แลสล้างบ้านช่องน้อยใหญ่
ตาหลานชมเพลินเจริญใจ เกือบใกล้ประตูบุรี
สุริยงจวนดับลงลับฟ้า เห็นศาลาหนึ่งใหญ่ในวิถี
พอจะผ่อนพักได้ในราตรี ภูมีตรัสชวนขุนมาร
วันนี้จวนค่ำสนธยา ศาลากว้างใหญ่ไพศาล
เราหยุดอาไศรยให้สำราญ พระกุมารเข้าไปในศาลา ๚
ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ
ซอ๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงท้าวพิณราชนาถา
ครอบครองสมบัติกระษัตรา ในเมืองปัญจาล์เวียงไชย
ท้าวไร้พระราชบุตรา ที่จะสืบสวรรยากรุงใหญ่
มีพระมเหษีผู้ร่วมใจ ทรามไวยชื่อนางสร้อยมาลี
มีพระราชบุตรีวิไลยลักษณ์ งามภักตร์เพียงจันทร์จรัสศรี
พึ่งแรกรุ่นชัณษาสิบห้าปี ชื่อนางสร้อยมณีศรีโสภา
บ้านเมืองเคืองแค้นแสนสาหัส ด้วยกระษัตริย์ฝรั่งแขกแปลกภาษา
ทั้งสองข้างต่างยกโยธา มาล้อมท่าปราการเมืองด่านไว
จะให้ส่งองค์ราชบุตรี พระภูมีมัวหมองไม่ผ่องใส
จะรบรอต่อสู้ก็จนใจ ด้วยท้าวไทเธอทรงพระชรา
จะได้ใครดีหนอออกต่อสู้ สังหารหมู่แขกฝรั่งให้สังขาร์
จำจะให้ร้องป่าวชาวภารา เผื่อว่าจะได้คนดี ๚
ฯ ๑๒ คำ ฯ
ร่าย๏ คิดพลางแต่งองค์ทรงเครื่อง รุ่งเรืองแลระยับสลับสี
จับพระขรรค์ย่างเยื้องจรลี ออกที่พระโรงรจนา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ
ลำ๏ สถิตย์แท่นพระยี่ภู่ปูลาด หมู่อมาตย์เฝ้าแหนแน่นหนา
ตามตำแหน่งน่าที่ซึ่งมีมา พรั่งพร้อมท้าวพระยาเสนาใน
จึงมีพระราชบัญชา ดูก่อนเสนาน้อยใหญ่
ปัจจามิตรมาติดกรุงไกร จะได้ใครรบสู้กู้บุรี
ตัวเราก็ชราหูตาสั้น เหมือนแต่ก่อนนั้นแล้วไม่หนี
จงเร่งไปร้องป่าวชาวบุรี ถ้าใครมีวิทยาอาคม
ช่วยกำจัดศัตรูให้สิ้นสูญ จะอนุกูลสินทรัพย์ทับถม
ให้ครอบครองบ้านเมืองเรืองอุดม กับทรามชมพระราชบุตรี ๚
ฯ ๘ คำ ฯ เจรจา
ร่าย๏ เสนีอย่าช้าพากันไป ทั้งเหนือใต้ให้ทั่วบุรีศรี
สั่งเสร็จพระเสด็จจรลี เข้าปราสาทมณีอลังการ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ
๏ บัดนั้น เสนาน้อมคำนับรับบรรหาร
ออกมาศาลาเวรแล้วเกณฑ์การ ตามพระภูบาลมีบัญชา
แบ่งกันออกไปเปนสองกอง ตีฆ้องร้องป่าวไปข้างน่า
ถ้าแม้นใครรับสู้กู้ภารา จะยกพระธิดาให้ครองวัง
แยกย้ายรายกันเที่ยวป่าวร้อง ทั่วทุกบ้านช่องไม่สมหวัง
ออกจากกรุงใหญ่ไม่รอรั้ง เที่ยวเดินเก้กังทุกแห่งมา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
ซอ๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์พงษา
สถิตย์อยู่ยังบรรณศาลา กับอสุราไวยกัลป์
ได้ยินเขาป่าวร้องมาแต่ไกล ให้พวงสงไสยไฉนนั่น
จึงตรัสถามพี่เลี้ยงไปด้วยพลัน เขาป่าวร้องกันด้วยอันใด ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
ร่าย๏ บัดนั้น ไวยกัลป์ฟังแจ้งแถลงไข
จึงกราบทูลพระองค์ผู้ทรงไชย เมืองนี้ไซ้ศึกมาติดธานี
ถ้าแม้นเรารับอาสารบข้าศึก คงสมนึกได้บำรุงซึ่งกรุงศรี
ข้าขอรับอาสาฝ่าธุลี ต่อตีกำจัดดัษกร ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์ทรงศร
ฟังขุนยักษาว่าวอน ภูธรเห็นพร้อมยอมใจ
ยักษ์แปลงออกจากศาลา มาหาเสนาหาช้าไม่
เราจะอาสาท้าวไท ท่านจงพาไปในบัดนี้ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น เสนาได้ฟังเปนถ้วนถี่
เห็นตาแก่ออกกล้าพาที เสนีสงไสยว่าไปพลัน
ตัวท่านร่างกายแก่ชรา จะรับอาสาได้ฤาไรนั่น
ฉวยเพลี่ยงพล้ำซ้ำร้ายอับอายครัน พระทรงธรรม์จะกริ้วโกรธพิโรธเรา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ ยักษ์แปลงแกล้งเคาะหัวเราะร่า อย่าดูถูกตัวข้าว่าแก่เถ้า
แขกฝรั่งฤๅจะสู้อย่าดูเบา อาสาเจ้าเสียให้ฦๅชื่อสักที
ตัวเราสองคนกับหลานขวัญ จะช่วยกันรุกรบไม่หลบหนี
พลางพยักกวักเรียกพระภูมี ออกมานี่เถิดพ่ออย่ารอรา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เสนีเหลือบแลแปรไป เห็นเด็กน้อยงามวิไลยเปนหนักหนา
ศรพระขรรค์มั่นมือถือมา คงเปนหน่อขัติยาเจ้าธานี
ต่างซักไช้ไล่เลียงเห็นเที่ยงแท้ คงจะแก้กอบกู้บุรีศรี
เสนาดีใจใช่พอดี รีบพาเร็วรี่เข้าวังใน ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ บัดนั้น เสนีที่ไปข้างใต้
เที่ยวร้องป่าวชาวบุรีไม่มีใคร รับลุยไล่เข่นฆ่าปัจจามิตร
เที่ยวเดินทั่วทุกหนแห่ง เสาะแสวงหาคนมนต์ศักดิ์สิทธิ์
ไม่พบปะผู้ใดดังใจคิด จนจิตรตีฆ้องร้องป่าวมา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ (ต้นฉบับขาดหาย)
๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงองค์พระยายักษา
ชื่อท้าวอสูรนาคา ครอบครองภารามาช้านาน
เปนใหญ่ในฝูงนาคราช องอาจศักดากล้าหาญ
วันนั้นขึ้นมาจากบาดาล เที่ยวเล่นสำราญในไพรวัน
ได้ยินเขาตีฆ้องร้องป่าวมา อสุราปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
แอบพุ่มพฤกษาพนาวัน พังความแม่นมั่นไม่สงกา
ดีใจอยากได้พระบุตรี เรานี้จะรับอาสา
จะแปลงเปนมนุษย์โสภา ไปลวงฬ่อพ่อตาคงสมคิด
คิดพลางยอกรขึ้นเหนือเกษ ไหว้คุณพรหเมศอันศักดิ์สิทธิ์
อ่านมหามนตราวราฤทธิ์ นฤมิตรกลับแกล้งแปลงกายา ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ รัว
๏ บัดใจกลับเปนมนุษย์น้อย แช่มช้อยน่ารักเปนนักหนา
ออกจากพระไทรไคลคลา เห็นหมู่เสนาแล้วถามไป
ตัวท่านมาเที่ยวตีฆ้อง ป่าวร้องเรื่องราวเปนไฉน
ขอจงบอกเราให้เข้าใจ ขัดขวางอย่างไรนะเสนา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น เสนีตัวนายซ้ายขวา
แลไปใจคิดว่าเทวา ยอกรวันทาแล้วตอบไป
บัดนี้มีพวกแขกฝรั่ง มาประดังอยู่ที่ท่าชลาใหญ่
พระภูมินทร์พิณราชเจ้าเวียงไชย รับสั่งใช้ให้ข้ามาป่าวร้อง
หาผู้อาสาปราบข้าศึก ถ้าสมนึกช่วยกำจัดไม่ขัดข้อง
จะเศกกับบุตรีนวลลออง ให้ครอบครองบ้านเมืองเรืองฤทธิ์ ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรนาคาชล่าจิตร
ฟังตอบชอบอารมณ์เห็นสมคิด ยักษ์นิมิตรจึงตอบคำไป
เราจะช่วยรบสู้กู้บุรี เท่านี้หาพอเปนไรไม่
ราษฎรร้อนรนเปนพ้นใจ เราไซ้จะเอาบุญกรุณา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น เสนีดีใจเปนนักหนา
จึงว่าแม้นแม่นมั่นดังสัญญา อย่าชักช้าตามเราเข้าในวัง
ว่าแล้วเสนีทั้งสี่นาย ผันผายยักษ์ตามมาข้างหลัง
ออกจากสุมทุมพุ่มไม้บัง ไม่รอรั้งรีบเหย่าเข้าวังใน ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ มาถึง ยังซึ่งน่าท้องพระโรงใหญ่
เสนีที่พาตาหลานไป คลาไคลมาถึงพร้อมกัน
ต่างคนดีใจจะได้หน้า เสนาปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
นำคนอาสาที่มานั้น เข้าท้องพระโรงคัลอันรูจี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เสมอ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชเรืองศรี
เสด็จออกหมู่มุขมนตรี เสนีเฝ้าแหนแน่นนันต์
เหลือบแลแปรไปเห็นเสนา กับหนุ่มน่อยภักตราเฉิดฉัน
อิกกุมารกับตาเถ้าเปนเหล่ากัน ทรงธรรม์จึงมีพจนา
ดูก่อนเสนีที่เราใช้ ยังได้สมมาดปราถนา
หนุ่มน้อยกับกุมารงามโสภา ทั้งตาเถ้าเข้ามาจะว่าไร ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ บัดนั้น เสนานบนิ้วสนองไข
ทูลว่าข้าเที่ยวป่าวร้องไป ตาเถ้านี้ไซ้กับหลานยา
อาสาว่าจะมารบข้าศึก ที่ห้าวฮึกทุจริตพวกมิจฉา
อิกพวกหนึ่งทูลว่าข้าได้มา หนุ่มน้อยโสภาน่าเอนดู
ว่าจะช่วยรบสู้กู้บุรี ท่วงทีคมสันขยันอยู่
ท่าจะเปนคนดีมีความรู้ สุดแต่ภูวไนยจะโปรดปราน ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชอาจหาญ
ได้ฟังเสนาทูลอาการ ภูบาลถวิลจินตนา
กุมารนี้ยังเด็กเล็กนิดเดียว จะรบรับขับเคี่ยวเห็นเกินหน้า
ฝ่ายตาเถ้าเล่าก็แก่เต็มประดา จะอาสารบสู้ดูกะไร
เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ทีอาจหาญ งามสครานโสภาจะหาไหน
คงเปนหน่อกระษัตราภาราไกล เราได้ไว้ครองเมืองจะเลื่องฦๅ
คิดพลางทางมีบรรหาร ตากับหลานเจ้าจะสู้เขาได้ฤๅ
ตาก็แก่หลานก็เล็กเด็กอมมือ เห็นไม่ครือข้าศึกจะฮึกฮัก
พ่อหนุ่มน้อยที่มาอาสานี้ คงจะเรืองฤทธีมีศักดิ์
ให้เขาสู้ดูก่อนตาผ่อนพัก อย่าเยื้องยักจะเห็นเปนอย่างไร ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ บัดนั้น ตาเถ้าทูลแจ้งแถลงไข
เดิมเมื่อตีฆ้องร้องป่าวไป ก็มิได้เลือกว่าหนุ่มชรา
ตัวข้าแก่เถ้าก็จริงอยู่ แต่พอสู้หนุ่มได้ไม่ขายหน้า
ขอให้คงตรงสัตย์สัญญา แม้นแพ้มาขอถวายซึ่งชีวี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ ฝ่ายท่านท้าวเจ้าบาดาลที่หาญกล้า ที่แปลงมาฟังเลมียดพูดเสียดสี
ให้เคืองแค้นแต่ระงับดับไว้ที อัญชลีแล้วทูลสนองไป
เดิมว่าไม่มีใครในธานี จะต่อตีรบสู้กู้กรุงใหญ่
ข้าจึงอาสาท้าวไท ด้วยใจจงรักภักดี
บัดนี้มีผู้มาอาสา สมดังปราถนาพระโฉมศรี
ข้าขอบังคมลาฝ่าธุลี ทำท่วงทีลนลานด้วยมารยา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชนาถา
ฟังอรรถขัดข้องหมองอุรา พระราชาให้ละเหี่ยแสนเสียดาย
อีตาเถ้าคุยโตพูดโอหัง ดันทุลังขัดอารมณ์ไม่สมหมาย
เราให้รบคงไม่รอดถึงวอดวาย ฝรั่งร้ายมันคงฆ่าสาแก่ใจ
ดำริห์พลางทางมีบรรหาร เราขอบใจตาหลานเปนข้อใหญ่
อาสามารบสู้กู้กรุงไกร จงกลับไปผ่อนพักให้สำราญ
วันพรุ่งนี้ตระเตรียมให้พร้อมสรรพ ไปรบกับไพรีที่น่าด่าน
เราจะไปคอยดูอยู่ปราการ เร่งสังหารไพรีให้มีไชย.
แล้วผินภักตร์ทักทายกับหนุ่มน้อย พ่อยอดสร้อยดีเหลือเหมือนเนื้อไข
เจ้านี้มีนามกรใด ถึงไม่ได้รบรับกับไพรี
ก็ยับยั้งอยู่ก่อนพอผ่อนพัก ด้วยเหนื่อยนักมาไกลจากไพรสี
อสุราสมถวิลยินดี อัญชลีแล้วทูลสนองไป
ข้าชื่อนาคาสุริยวงษ์ เที่ยวหลงเมืองมาแต่ป่าใหญ่
ขอเอาพระเดชปกเกษไป สุดแต่ท้าวไทจะเมตตา
พรุ่งนี้ขอตามเสด็จไป ด่านใหญ่ดูข้าศึกที่ฮึกกล้า
แม้นเข้มแขงแรงเกินกำลังตา จะอาสารบรับแล้วจับมัด ๚
ฯ ๑๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชจอมกระษัตริย์
ฟังทูลชื่นชมโสมนัศ จึงดำรัสตรัสสั่งเสนี
พรุ่งนี้จงเตรียมพวกพลทหาร เราจะไปเมืองด่านชาญกรุงศรี
แล้วจัดแจงตำหนักจันทน์อันรูจี ให้โฉมศรีผ่อนพักสำนักกาย
สั่งเสร็จเสด็จเข้าปราสาท หมู่อำมาตย์พากันผันผาย
มาจัดที่สำนักให้ยักษ์ร้าย แล้วบาดหมายพลขันธ์ดังบัญชา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เจรจา
๏ ครั้นพวยพุ่งรุ่งแสงทินกร พระภูธรสระสรงทรงภูษา
แล้วทรงเครื่องงดงามอร่ามตา ชวนธิดาสาวสนมกรมใน
ออกน่าพระโรงรัตน์ชัชวาลย์ ทวยหาญหมอบราบกราบไหว้
ขึ้นทรงรถสุวรรณทันใด ให้หนุ่มน้อยงามวิไลยนั้นนำพล
ทหารโห่สามลาสุธาลั่น พลขันธ์คั่งคับสับสน
ผงคลีมืดคลุ้มชอุ่มบน จรดลไปด่านชานชาลา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นถึงเชิงเทินบนเนินป้อม พรักพร้อมพหลพลอาสา
ตรัสชวนพระราชธิดา ขึ้นปราการกั้นชั้นบน
จอมกระษัตริย์ทัศนาหมู่ข้าศึก เห็นเหลือลึกตั้งทัพอยู่สับสน
ดูมากมายหลายหมื่นพื้นไพร่พล จะประจญเห็นยากลำบากใจ
พอตาหลานมาเคารพอภิวาท มีพระราชโองการขานไข
จะรบราข้าศึกประการใด ก็ตามใจไม่ขัดหัทยา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
ลำ๏ เมื่อนั้น กุมารแปลงมอบเฝ้าอยู่ตรงหน้า
แลลอดสอดพบพระธิดา โสภาพร้อมพริ้งทุกสิ่งอัน
กำเริบรักรวนเรเสนหา ช่างโสภายิ่งอย่างนางสวรรค์
ให้งวยงงหลงพิศนางแจ่มจันทร์ รู้สึกทันจึงได้ทูลสนองไป ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
ร่าย๏ อันสงครามแขกฝรั่งในครั้งนี้ จะต่อตีมิให้ยากลำบากไพร่
ข้ากับตาขออาสาพระองค์ไป สังหารให้ไพรินสิ้นชีวา
แล้วแลดูยักษ์แปลงแกล้งหัวเราะ เปนทีเยาะบุ้ยใบ้อยู่ในหน้า
ทูลลาองค์ทรงศักดิ์จักรา ออกมาน่าด่านชานบุรี
เห็นกองทัพแขกฝรั่งตั้งซับซ้อน แกล้งเดินย้อนไปที่ค่ายไม่หน่ายหนี
บอกว่าเราจะเข้าเฝ้าเจ้าธานี แล้วเดินรี่จะเข้าไปในกองทัพ
ฝ่ายกองร้อยระวังด่านทหารแขก เห็นคนแปลกพวกไทยก็ไล่จับ
บางคนตั้งกระทู้ขู่สำทับ จะรบรับฤาว่ามาโดยดี
ถ้าแม้นจะเฝ้าองค์พงษ์นรา ก็จงนั่งคอยท่าอยู่ที่นี่
เราจะไปกราบทูลพระภูมี จะปรานีโปรดปรานประการใด ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ ตาหลานว่าเหวยแขกฝรั่ง เราหาฟังเองห้ามปรามไม่
เดินเบียดเสียดแซงเข้าไป นายไพร่โมโหโกรธา
บ้างเข้ารบรับจับกุม เปนกลุ่ม ๆ รอบล้อมอยู่พร้อมหน้า
ตาหลานสำแดงแผลงเดชา พิฆาฏฆ่าฝรั่งแขกแตกตาย ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ เมื่อนั้น เจ้าแขกเจ้าฝรั่งสองสหาย
ได้ยินสำเนียงเสียงวุ่นวาย รีบแต่งกายออกมาที่น่าทัพ
ขึ้นขี่ม้าเทศสูงระหง อาจองทหารล้อมพร้อมสรรพ
หมายใจจะได้รบรับ ไม่เห็นทัพคนไทยที่ไหนมา
เห็นแต่ตาเถ้ากับเด็กน้อย กระจ้อยร่อยไม่รู้เดียงสา
จึงตรัสสั่งพลไกรให้รอรา แจ้งกิจจาให้เราฟังเปนยังไร ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เสนาทูลแจ้งแถลงเล่า มีตาเถ้ากับกุมารจากด่านใหญ่
ว่าจะมาหาสู่ภูวไนย ข้าห้ามไว้จึงได้เกิดกุลีตี
พวกข้าเข้าจับสัปยุทธ ต้องอาวุธวอดวายตายเปนผี
ขอจงทราบกิจจาฝ่าธุลี ตามทีจะโปรดปรานสถานใด ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น เจ้าฝรั่งชาญฤทธิ์คิดสงไสย
จึงขับม้าออกน่าพลไกร แล้วถามไปด้วยสำเนียงออกเปรี้ยงมา
เหวยตาเถ้ากับเด็กลูกเล็กนั้น เจ้าพากันไปไหนอย่างไรหวา
ฤารับใช้ผู้ใดในภารา อย่าชักช้าบอกความไปตามจริง ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น ตาเถ้าเจ้าเล่ห์เปนยอดยิ่ง
จึงว่าเราเมตตาอย่าประวิง จะบอกสิ่งสำคัญเหมือนสัญญา
บัดนี้พระองค์ทรงไชย รับสั่งให้เรากับหลานหาญกล้า
มาจับท่านมัดไปในภารา เพราะท่านพารี้พลมาปล้นเมือง
เราสงสารจึงได้บอกออกความให้ ขืนวุ่นไปแล้วเห็นไม่เปนเรื่อง
เร่งเลิกทัพกลับภาราอย่าแค้นเคือง ขืนยักเยื้องแล้วคงยับดับชีวี ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เจ้าอังกฤษคิดแค้นแสนพิโรธ แทบจะโดดลงมามัดตัดเกษี
สั่งพวกเราเอาสิหวาอย่าช้าที จับอ้ายนี่มัดยิงอย่านิ่งนาน
พวกพหลพลหาญชำนาญทัพ ตรงเข้าจับสองราตากับหลาน
บ้างฉวยปืนยืนยิงวิ่งทยาน อลหม่านบั่นบุกเข้าคลุกคลี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ ยักษ์เสือเหลือโกรธพิโรธนัก ฉวยชักขวาญเพ็ชรเจ็ดสี
ขว้างไปในหมู่โยธี ปัถพีเลื่อนลั่นสนั่นดัง ๚
ฯ ๒ คำ ฯ รัว
๏ ต้องพวกแขกฝรั่งทั้งหลาย ล้มตายซ้อนซับคับคั่ง
ค่ายสามสิบค่ายทลายพัง เจ้าฝรั่งม้วยมอดวอดวาย ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด ฯ โอด
๏ เมื่อนั้น เจ้าแขกมุ่งเขม้นเห็นสหาย
ตกจากม้าทรงลงมาตาย พลนิกายย่อยยับอัปรา
เหลืออยู่แต่น้อยคนก็จนจิตร ไทยนี้มีฤทธิ์เปนนักหนา
จำจะแก้ไขใช้วิชา เข่นฆ่าเสียให้ยับดับชีวิตร
คิดพลางเปลื้องผ้าที่โพกเกษ ของวิเศษออกสู้ครูประสิทธิ์
เศกด้วยมนตราวราฤทธิ์ สำรวมจิตรเศกผ้าแล้วปาไป ๚
ฯ ๖ คำ ฯ รัว
๏ เกิดเปนผีโป่งป่าน่าสยอง ถือตระบองเหล็กวาวยาวใหญ่
อเนกนับหมื่นแสนแน่นไป ตลุยไล่บุกบั่นกระชั้นมา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ เมื่อนั้น กุมารแปลงชาญฤทธิ์จิตรกล้า
เห็นพวกแขกแก้ไขใช้วิชา เปนผีป่าเหลือกำลังจะรั้งรับ
พระตั้งจิตรคิดคนึงถึงฤาษี ช่วยให้ผีสูญหายกลายกลับ
กวัดแกว่งพระแสงแก้วแวววับ เกิดพยับไฟฮือกระพือมา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว, เชิด
๏ แลเปนควันลั่นเปรี้ยงเสียงสนั่น บรรฦๅลั่นลุกแดงแสงจ้า
เผาปิศาจสูญหายวายชีวา กลับเปนผ้าโพกวางอยู่กลางทัพ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น เจ้าแขกเสียอารมณ์แทบลมจับ
เสียวิชาไพร่พลก็ป่นยับ จะรบรับสุดสิ้นกำลังแรง
จำจะหลบหลีกลี้หนีไป ให้พ้นไภยข้าศึกมันเข้มแขง
คิดพลางทางคายเพ็ชรเม็ดแดง ออกกวัดแกว่งเศกคาถาแล้วปาไป ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว
๏ แผ่นดินแตกแยกยาวสักเก้าเส้น แล้วเกิดเปนยักษ์พยนต์ตนใหญ่
ผุดขึ้นมาตาแดงดังแสงไฟ เข้าลุยไล่รบรุกคลุกคลี
แล้วอ่านมนต์คาถาภาษาแขก แผ่นดินแยกเจ้าทมิฬดำดินหนี
ไปในหว่างพ่างพื้นปัถพี ให้ยักษีรบสู้อยู่แทน ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว, เชิด
๏ พระสิงห์สุริยวงษ์กุมารา เห็นยักษ์ศักดามันกล้าแสน
สุดรบรอต่อฤทธิ์ให้คิดแค้น ชักศรหมายแม่นแล้วแผลงมา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิดฉิ่ง
๏ เกิดเปนวานรเผือกผู้ โก่งหางกางหูลู่ถลา
ตรงเข้าจับยักษ์มีศักดา อสุรากลอกกลับรับรอง
ยักษ์กดลิงกัดฟัดฟาด ยักษ์ขยาดลิงขยับจับจ้อง
ยักษ์ตีลิงไต่ไม้ตะบอง ทั้งสองสู้กันสนั่นไป ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิดนอก, เตียว
๏ ยักษ์มนต์ไม่ทนทานฤทธิ์ ลิงนิมิตรรวบรัดมัดไว้ได้
รูปยักษ์กลับกลายหายไป ลิงไพรสูญวับไปกับตา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
๏ แขกฝรั่งทั้งหลายครั้นนายหนี เห็นเต็มทีจวนตัวกลัวนักหนา
ต่างคนต่างเข้ามาวันทา สามิภักดิ์เปนข้าให้ช่วงใช้
พระกุมารชื่นชมสมถวิล เห็นไพรินสามิภักดิ์รักใคร่
ค่อยน้าวโน้มโลมเล้าพูดเอาใจ ให้ทำสัตย์ไว้ทุกตัวคน
แล้วให้เก็บหอกดาบกำซาบง้าว ปืนยาวปืนสั้นช่วยกันขน
ไปถวายกระษัตราเจ้าสากล ไพร่พลพร้อมพรั่งตามหลังมา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวเจ้าบาดาลหาญกล้า
อยู่กับองค์ทรงศักดิ์จักรา บนปราการด่านชานบุรี
เห็นตาเถ้ากับกุมารหลานชาย รบข้าศึกตายแตกหนี
ถ้าปล่อยให้มาเฝ้าเจ้าธานี ดูทีตามระบอบไม่ชอบกล
จำจะแสร้งเสเพทุบาย ยักย้ายคิดแก้เสียแต่ต้น
ถ้าเจ้าเมืองโง่งงหลงกล จึงผ่อนปรนขอลูกสาวท้าวต่อไป
คิดพลางยอกรบังคมทูล ข้าแต่นเรนทร์สูรเปนใหญ่
ตาหลานชำนาญการชิงไชย จะไว้ใจนักดูไม่สู้ดี
บัดนี้คุมพวกแขกฝรั่ง คับคั่งล้นหลามตามวิถี
ตรงมายังประตูบุรี ท่วงทีทุจริตผิดทำนอง
ถ้าแม้นปล่อยให้เข้ามายังธานี น่าที่จะวุ่นขุ่นข้อง
แค้นเคืองบาทาฝ่าลออง แล้วเป่ามนต์ดลต้องพระราชา ๚
ฯ ๑๒ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชนาถา
ต้องมนต์ยักษีมีศักดา ผ่านฟ้าเห็นจริงทุกสิ่งไป
จริงแล้วแก้วตาเจ้าว่าขาน อ้ายตาหลานลาดเลาจะเอาใหญ่
พ่อจงออกไปห้ามปรามไว้ อย่าให้เข้ามาในธานี
ถ้าแม้นตรงคงสัตย์เหมือนแต่หลัง ให้ยับยั้งอยู่นอกบุรีศรี
แม้ดึงดื้อถือใจเปนไพรี อย่าช้าทีจับรัดมัดเอามา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ยักษ์แปลงดีใจเห็นได้ท่า
ทำหมอบราบกราบไหว้วันทา แล้วออกมาน่าด่านชานบุรี
พอตาหลานกับพวกแขกฝรั่ง พร้อมพรั่งรีบตบึงมาถึงที่
ยักษ์ออกกั้นกางขวางรี แล้วพาทีห้ามปรามตามทำนอง
บัดนี้จอมวังรับสั่งใช้ ให้มาบอกกล่าวเจ้าทั้งสอง
จงยั้งหยุดอยู่แต่น่าพลับพลาทอง อย่าเลยล่องเข้าในด่านชานชลา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ ตาเถ้าฟังสารรำคาญโสตร จึงเอื้อนโอษฐตอบคำที่ร่ำว่า
เรานี้พงษ์กระษัตริย์ขัติยา สั่งให้มารบสู้หมู่ไพรี
บัดนี้เราสังหารแขกฝรั่ง แตกพังล้มตายกระจายหนี
ได้เชลยหลายหลากมากมี ของดีดีถวายองค์พระทรงธรรม์
บัดนี้ท่านมาห้ามปราม ถือตามรับสั่งเปนกวดขัน
มีสิ่งใดเห็นเปนสำคัญ อย่าช้าพลันส่งมาให้ข้าดู ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรลวงหลอกตะคอกขู่
จึงว่าเจ้าเข้าไม่ได้ในประตู ทำอวดรู้ดื้อดึงจะถึงตาย
มีรับสั่งด้วยพระโอษฐโปรดประภาษ อย่ามุ่งมาดสิ่งสำคัญเหมือนมั่นหมาย
จงหยุดยั้งฟังห้ามตามธิบาย ขืนวุ่นวายแล้วเห็นได้เล่นกัน ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น ตาเถ้าเคืองขุ่นอยู่หุนหัน
จึงว่าเจ้าอ้างองค์พระทรงธรรม์ สิ่งสำคัญก็ไม่เห็นเปนพยาน
จงถอยไปเสียให้พ้นเจ้าคนเอก พูดโหยกเหยกหยาบช้าทำหน้าด้าน
เราจะเข้าไปในปราการ กราบทูลภูบาลให้แจ้งใจ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรฟังสนองให้หมองไหม้
ขบเขี้ยวเกรี้ยวกราดตวาดไป อ้ายจัญไรอวดดื้อทำถือดี
เราจะจับมัดไปในนคร ให้ภูธรห้ำหั่นฟันเกษี
แล้วฉวยชักศรสิทธิ์ฤทธี เข้าไล่ราวีเปนโกลา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น ยักษ์เสือฤทธิไกรใจกล้า
เห็นหนุ่มน้อยคึกคักทำศักดา โกรธาตาแดงดังแสงไฟ
กวัดแกว่งขวานเพ็ชรเจ็ดสี เข้าราวีรุกรบตลบไล่
ด้วยเดชศักดาอันเกรียงไกร จะเข้าไปในด่านชานชลา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ ท้าวอสูรแขงข้อเข้าต่อตี เห็นไพรีเรี่ยวแรงแขงกล้า
จึงกลับกลายย้ายเพศเปนนาคา ดูกายาใหญ่หลวงพ่วงพี ๚
ฯ ๒ คำ ฯ รัว, เชิด
๏ เข้ารวบรัดมัดตาถลาวิ่ง นาคก็ชิงมัดไว้ไม่ให้หนี
หมดกำลังวังชาจะราวี นาคีแขงขึงเข้ารึงรัด ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด, โอด
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์พงษ์กระษัตริย์
เห็นไพรีแผลงเดชเวทชงัด เปนนาคมัดตาไว้ไม่ไหวติง
พระพิโรธโกรธกริ้วกระทืบบาท ชักศรมีอำนาจเปนยอดยิ่ง
โก่งสายหมายมั่นกระสันยิง เนตรนิ่งเล็งลั่นไปทันใด ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิดฉิ่ง
๏ เกิดเปนสุบรรณอันอาจหาญ ลมปีกลั่นปานแผ่นดินไหว
เผ่นทยานผ่านเมฆมาไรไร จนเกือบใกล้อสูรนาคี ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรนาคายักษี
เหลือบแลเห็นสุบรรณในทันที อสุรีตระหนกตกใจ
สูญหายกลายเพศจากนาคา กลับกายกายาหาช้าไม่
เปนยักษีมีอิทธิ์ฤทธิไกร แกว่งตระบองเข้าไล่โจมตี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว, เชิด
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์เรืองศรี
เห็นนาคาสูญหายกลายกายี เปนยักษีเติบโตมหิมา
จะรบสู้ไม่ถนัดให้ขัดขวาง ด้วยแปลงร่างไว้เปนเด็กเล็กนักหนา
จึงจำแลงแปลงร่างอย่างเดิมมา เข้าโจมจับอสุราด้วยเรืองฤทธิ์ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว, เชิด
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรเดือดดาลทยานจิตร
แลเห็นเด็กน้อยจ้อยจิ๋ริด เบือนบิดสูญหายกลายกายา
เปนหนุ่มน้อยโสภาน่ารัก ผิวภักตร์ดังเทวเลขา
อสุรีคั่งแค้นแน่นอุรา แกว่งคทาหักโหมเข้าโจมตี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์เรืองศรี
เห็นยักษ์บั่นบุกเข้าคลุกคลี พระภูมีโจนจับรับรอง
กวัดแกว่งพระแสงทรงองอาจ ไล่พิฆาฏกล้าแกล้วแคล่วคล่อง
ยักษ์เพลียเสียเชิงละเลิงลอง ตีต้องหลังล้มจมสุธา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรเจ็บจุกลุกถลา
ยืนหอบหายใจอยู่ไปมา ตรึกตราเกรงฤทธิ์คิดครั่นคร้าม
ถ้าแม้นขืนรบสู้อยู่ต่อไป ก็คงไม่มีไชยในสนาม
จะหนีไปอย่าทันมันติดตาม คิดสงครามด้วยอุบายเมื่อปลายมือ
ดำริห์พลางอ่านมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ ให้มืดมิดลมจัดเสียงพัดหวือ
สลาตันปั่นป่วนหวนกระพือ ยักษ์ก็ถือตระบองล่องลมไป ๚
ฯ ๖ คำ ฯ รัว, เชิด
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชเปนใหญ่
อยู่บนปราการชาญไชย ตกใจไม่เปนสมประดี
กลัวยักษ์ศักดาทำตาขาว เรียกลูกสาวร่วมจิตรจะคิดหนี
เห็นเด็กน้อยกลับกลายกายี เปนหนุ่มน้อยท่วงทีงามโสภา
พระแสนพิศวงงงงวย รูปสวยน่ารักเปนนักหนา
แลเล็งเพ่งมองมือป้องตา เรียกธิดามาด้วยให้ช่วยดู
เห็นยักษาหลบลี้หนีไป ดีพระไทยสรวลสันต์สนั่นหู
ไม่เสียทีหนอพ่อโฉมตรู แก้กู้เมืองได้ในคราวนี้
ดีพระไทยไคลคลาลงจากอาศน์ เรียกอำมาตย์อื้ออึงคนึงมี่
ลงจากอัฒจันท์ทันที สั่งเสนีให้เปิดทวารา ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์พงษา
ครั้นยักษ์หนีลับไม่กลับมา ชวนตามาเฝ้าเจ้าบุรี
เข้าไปในทวารด่านใหญ่ พบพระองค์ทรงไชยอันเรืองศรี
จึงลดองค์ลงถวายอัญชลี ฟังภูมีจะโปรดประการใด ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชเปนใหญ่
แลเห็นพระองค์ทรงไชย ภูวไนยโสมนัศสวัสดี
ตรงเข้ากอดจูบแล้วลูบหลัง พ่อผิดพลั้งหลงเชื่ออ้ายยักษี
ห้ามปรามมิให้เจ้าเข้าบุรี พ่อขอทีเถิดอย่าโกรธถือโทษเลย
อนึ่งเล่าเจ้าก็แกล้งแปลงมา บิดาไม่รู้เลยลูกเอ๋ย
แต่นี้สิ้นทุกข์ร้อนนอนเสบย อย่าช้าเลยเชิญเจ้าเข้าบุรี ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์เรืองศรี
ประนมกรกราบทูลมูลคดี ตัวข้านี้ไม่ถือโทษโรธกร
จะขอเปนเกือกทองอยู่รองบาท เพราะไร้ญาติขาดที่สโมสร
หวังพระคุณอุ่นจิตรเหมือนบิดร พระภูธรอย่าระแวงแคลงวิญญา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชนาถา
ได้ฟังชื่นชอบตอบวาจา แก้วตาอย่าหวั่นพรั่นใจ
จะเลี้ยงเจ้าให้เปนบุตรสุดสวาดิ มอบสิทธิขาดบ้านเมืองน้อยใหญ่
ตรัสพลางทางสั่งเสนาใน ชเลยเหล่าบ่าวไพร่ปัจจามิตร
จงเอามาทำสัตย์สาบาล อย่าให้คิดการทุจริต
แล้วปล่อยไปบ้านเมืองอย่าเคืองคิด ยกชีวิตรให้ไปไม่ฆ่าฟัน
แล้วตรัสชวนพระราชธิดา คืนเข้าภาราเขตรขัณฑ์
พรั่งพร้อมนักสนมกำนัล จรจรัลลงมาจากปราการ
ขึ้นทรงรถาสารถี กรกุมแสงมณีดูอาจหาญ
ยกพวกพลไกรไชยชาญ พระกุมารกำกับทัพหลังมา ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นถึงเวียงไชยมิได้ยั้ง รถที่นั่งจอดประทับกับเกยน่า
เสด็จตรงลงเกยเลยลีลา สั่งธิดาขึ้นปราสาทราชวัง
แล้วเสด็จขึ้นท้องพระโรงรัตน์ พร้อมขนัดเสนาทั้งน่าหลัง
เรียกกุมารขึ้นมานั่งบนบัลลังก์ พระจอมวังจึงมีพจนา
จอเชิญเจ้าเล่าแถลงให้แจ้งเรื่อง ถึงบ้านเมืองลูกน้อยเสนหา
ตัวเจ้าชื่อไรไปไหนมา จึงปลอมแปลงกายาเปนทารก
ตาเถ้านั้นคือใครที่ไหนเล่า ดูลาดเลามิใช่คนสกปรก
การรบพุ่งแขงขันไม่งันงก พ่อวิตกเหลือละเจ้าเมื่อคราวนั้น ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์รังสรรค์
กราบทูลเบี่ยงบิดติดพัน กระหม่อมฉันชื่อสิงห์สุริยวงษ์
อยู่กับพระเจ้าตาสิทธาเถ้า ท่านบอกเล่าอาคมสมประสงค์
จึงทูลลาเที่ยวมาในป่าดง แสวงหาอนงค์เปนคู่ครอง
แล้วปลอมแปลงกายามาเที่ยวเล่น หวังได้เห็นตึกกว้านบ้านช่อง
ยักษ์หน้าเสือเหลือดีใช่พี่น้อง เปนพวกพ้องของข้ามาแต่ไกล ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ พระจอมวังฟังคารมคมขำ แกล้งปิดงำบ้านเมืองไม่แจ้งไข
จะถามซักหนักเล่าก็เกรงใจ อยู่นานไปคงจะแจ้งแห่งคดี
จึงปราไสด้วยสุนทรอันอ่อนหวาน บุญบันดาลชักพามาถึงนี่
จะเศกเจ้าให้ครอบครองบุรี กับนางสร้อยมณีพระธิดา
ตรัสพลางทางสั่งเสนี จงจัดแจงพิธีทุกสิ่งสา
เราจะทำงานการวิวาห์ อย่าชักช้าจัดให้เสร็จในเจ็ดวัน
แล้วจัดแจงปราสาทราชฐาน ให้กุมารอยู่เปนศุขเกษมสันต์
สั่งเสร็จแล้วเสด็จจรจรัล เข้าปราสาทสุวรรณอันโอฬาร ๚
ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ
๏ มาจะกล่าวบทไป ถึงอสูรนาคาศักดาหาญ
เมื่อพ่ายแพ้เสียเชิงละเลิงลาน พระยามารหนีไปในอารัญ
พอพลบค่ำย่ำแสงสุริยศรี ก็ถึงที่สระใหญ่ในไพรสัณฑ์
ประกอบด้วยโกมุทบุษบัน ท้าวกุมภัณฑ์หยุดเหนื่อยที่เลื่อยล้า
แล้วอาบกินสินธุในสระกว้าง ค่อยเสื่อมสร่างเหน็ดเหนื่อยเมื่อยแข้งขา
ลมพระพายชายชวยระรวยมา อสุราเบิกบานสำราญใจ
นึกเสียดายทรามสงวนนวลหง ช่างงามทรงโสภาจะหาไหน
จำจะคิดแยบยนต์เปนกลใน ลักไปเวียงไชยใต้บาดาล
คิดพลางผาดแผลงสำแดงฤทธิ์ มืดมิดดินฟ้าศักดาหาญ
เหาะขึ้นยังพื้นคัคณานต์ ขุนมารรีบไปในเมฆี ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นถึงกลางนิเวศน์เขตรขัณฑ์ สุริยันต์จวนแจ้งแสงศรี
จึงเคลื่อนคล้อยลอยลงในบุรี เห็นเงียบดีรีบเดินดำเนินมา
พอแลเห็นปราสาทราชฐาน ขุนมารแย้มยิ้มอยู่ในหน้า
ประนมกรอ่านเวทอันศักดา ถ้วนสามคราเป่าซ้ำกระหน่ำไป ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว
๏ เดชะพระเวทอาคมขลัง ฝูงชนทั้งนั้นต่างหลับใหล
พนักงานอยู่ยามตามไฟ ล้มไถลโงกหงับหลับตาปรือ
ขุนมารเดินเรียงเข้าเคียงชิด มือสกิดศอกถองไม่ร้องหือ
บ้างลเมอเพ้อกรนบ่นอออือ พอปล่อยมือล้มทับกับสุธา
ขุนมารแย้มยิ้มกระหยิ่มใจ ไม่มีใครกีดทางขวางหน้า
ตรงขึ้นปราสาทอันโอฬาร์ ร่ายมนตราเสดาะบานทวารพลัน ๚
ฯ ๖ คำ ฯ รัว
๏ บานทวารเปิดปลอดตลอดโล่ง เข้าห้องโถงพบเหล่านางสาวสรรค์
ล้มระเนนเอนหลับบ้างทับกัน ของสำคัญตูมตั้งดังดอกบัว
พระยามารเพ่งพิศยิ่งติดใจ นึกจะใคร่เชยชิมให้อิ่มทั่ว
แล้วเกรงจะชักช้าขาสั่นรัว เดินทรงตัวมาถึงห้องพระบุตรี
เลิกวิสูตรรูดกร่างเห็นนางหลับ อัจกลับส่องสว่างกระจ่างศรี
ดูยิ้มเยื้อนเหมือนจะชวนให้ยวนยี อสุรีรับขวัญกัลยา
แล้วหักจิตรคิดกลัวจะรุ่งสาง เข้าอุ้มนางกางกรช้อนเกษา
ออกทางช่องบัญชรไชยไม่ชักช้า อสุราเหาะขึ้นยังเมฆี ๚
ฯ ๘ คำ ฯ เชิด
๏ ด้วยเดชะกุศลแต่หนก่อน ดวงสมรไม่ควรแก่ยักษี
ให้ร้อนรนทั่วสกนธ์กายี เหมือนหนึ่งอุ้มอัคคีมาแนบกาย
จะพาไปถึงปล่องช่องสุธา หมดปัญญาร้อนเร้าไม่เบาหาย
สุดทนทานร่านร้อนไม่ผ่อนคลาย ราพร้ายเหาะตรงลงมา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว
๏ จำเภาะตรงกุฎีฤๅษีสาร ที่ชุบพระกุมารเหมือนดังว่า
สร้อยมณีส่างมนต์อสุรา ลืมตาเห็นยักษ์ก็สุดกลัว
ดิ้นหลุดผลุดเข้าในกุฎี พบมุนีนั่งเจ่ามือเกาหัว
นางดีใจเข้าข้างหลังจะบังตัว เสียงสั่นรัวร้องตะโกนพระมุนี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น องค์พระนารถฤๅษี
กำลังนั่งเล็งญาณการโลกีย์ แว่วเสียงสัตรีก็ตกใจ
เอออะไรใครมาอยู่ข้างหลัง ลุกขึ้นเก้กังหาช้าไม่
สดุดโดนหม้อน้ำคว่ำลงไป น้ำไหลเปียกทั่วทั้งกุฎี
พอได้สติตริตรอง แลเห็นนวลลอองผ่องศรี
จึงถามไถ่ไปพลันทันที เจ้านี้อยู่แห่งใดไปไหนมา ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น นวลนางสร้อยมณีเสนหา
จึงแถลงแจ้งกิจพระสิทธา ข้าอยู่ปัญจาล์พระเวียงไชย
หน่อท้าวพิณราชจอมกระษัตริย์ ผ่านสมบัติเฟื่องฟุ้งในกรุงใหญ่
เมื่อคืนนี้มีเหตุเภทไภย ยักษ์ไปลักหลานนี้ออกมา
พอรู้สึกฟื้นตื่นตัว เห็นยักษ์ก็กลัวนักหนา
ดิ้นหลุดมาในกุฏิพระเจ้าตา จงช่วยชีวาข้าไว้ ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระนารททรงญาณอาจารย์ใหญ่
ได้ฟังโฉมงามทรามไวย จึงตอบอรไทยไปพลัน
ถ้าแม้นจริงจังดังว่า อย่ากลัวยักษาเลยหลานขวัญ
ตาจะช่วยคุ้มครองป้องกัน ยักษ์มันไม่กล้ามาว่ากู
ว่าพลางหยิบไม้ท้าวก้าวออก มาข้างนอกป้องภักตร์อยู่สักครู่
แลเห็นยักษ์ยืนอยู่ริมประตู ตั้งกระทู้ถามไถ่ไปด้วยพลัน
ดูก่อนยักษีอันมีศักดิ์ ท่านไปลักพระธิดามาฤานั่น
ฤๅเกี่ยวข้องญาติวงษ์เปนพงษ์พันธุ์ จงเร่งบรรยายบอกอย่าหลอกลวง ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ ท้าวอสูรเสแสร้งแกล้งมุสา เดิมทีข้าเที่ยวไปในไพรหลวง
พบนางอยู่ผู้เดียวเปล่าเปลี่ยวทรวง พูดเหนี่ยวหน่วงตัวข้าให้พาไป
แล้วต่างคนได้เสียเปนเมียผัว ข้าพาตัวจะกลับไปกรุงใหญ่
ครั้นมาถึงกุฎีพระชีไพร นางกลับใจหนีผลุดเข้ากุฎี
ข้ามิได้ลักพามาแต่ไหน ไม่เหลวไหลลวงหลอกดอกฤาษี
ช่วยส่งตัวออกมาอย่าช้าที จะรีบไปบุรียังวี่วัน ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิทธาฟังยักษ์มักกระสัน
เล็งญาณดูรู้จบครบครัน นางนั้นจะได้เปนคู่ครอง
กับสิงห์สุริยวงษ์กุมารา อ้ายยักษ์มาเลี้ยวลดปดคล่องคล่อง
พระมุนีเข้าใจในทำนอง จำจะต้องขัดขวางช่วยนางไว้
จึงว่าเหวยยักษีไม่มีสัตย์ สารพัดหลอกกูเปนผู้ใหญ่
เมื่อคืนเองลักนางมากลางไพร จงรีบไปเสียให้พ้นเจ้าคนดี ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรขึ้นเสียงเถียงฤาษี
เอออะไรเจ้าคุณพระมุนี ช่างพาทีเปนสิทธาไม่น่าฟัง
เมียเขาหนีไปในกุฎี แล้วกลับไล่ผัวนี้ให้กลับหลัง
คบหญิงไว้ในศาลาดูน่าชัง ปาราชิกดอกกระมังพระอาจารย์ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระโยคีเคืองขุ่นงุ่นง่าน
เหม่อ้ายยักษ์เกะกะพูดระราน กูทรงญาณไม่ประสงค์ตรงโลกีย์
หญิงนี้หนีร้อนมาพึ่งเย็น กูก็เห็นว่าไม่ผิดกิจฤาษี
จึงรับไว้ให้พ้นคนย่ำยี ทำอวดดีว่ากูผู้ทรงพรต
ว่าพลางทางประกาศกู่ก้อง เรียกร้องศิษย์หามาให้หมด
อ้ายยักษ์เจ้ากรรมทำพยศ อย่าละลดจับเฆี่ยนให้เจียนตาย ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ บัดนั้น ศิษย์พระมุนินทร์สิ้นทั้งหลาย
ได้ยินพระโยคีอภิปราย ต่างผันผายรีบมาไม่ช้าพลัน
ครั้นถึงเห็นยักษ์ชะงักหยุด บ้างนั่งซุดความกลัวจนตัวสั่น
จะหลีกลี้หนีเร้นเห็นไม่ทัน พัลวันเกะกะประทะกัน ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรสำรวลสรวลสันต์
เออพึ่งเคยเห็นฤทธิ์ศิษย์นักธรรม์ ช่างแขงขันน้อยไปเมื่อไรมี
อย่าชักช้าเลยพระองค์ส่งนางมา ตัวข้าจะได้กลับไปกรุงศรี
แล้วกวัดแกว่งตระบองแก้วมณี ทำทีจะเข้ารอนราญ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระฤาษีเห็นยักษ์ทำหักหาญ
จึงชี้หัดถ์ตรัสว่าอ้ายสาธารณ์ กูว่าขานโดยดีก็มิฟัง
จะต้องทำโทษมึงถึงขนาด ที่บังอาจเฉโกทำโอหัง
แล้วเศกไม้ธารกรผ่อนกำลัง ครบเจ็ดครั้งสิทธาก็ปาไป ๚
ฯ ๔ คำ ฯ รัว
๏ เปนงูดินดิ้นโดดแล้วโลดเลื้อย ยาวเฟื้อยตัวดำกำยำใหญ่
แผลงศักดาตาแดงดังแสงไฟ ทลึ่งไล่รวบรัดจะมัดยักษ์
ท้าวอสูรแกว่งตระบองจ้องจะตี งูฤาษีรัดล้มลงจมปลัก
จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดเยื้องยัก อึกอักลุกล้มจมสุธา ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด, โอด
๏ ยักษีสิ้นฤทธิ์ไม่คิดสู้ ร้องอู้โปรดช่วยด้วยเจ้าข้า
ที่ได้ทำผิดพลั้งแต่หลังมา จงเมตตาเถิดองค์พระทรงญาณ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระมุนีชีไพรได้ฟังสาร
หัวร่อร่าฮ้าเฮ้ยเหวยขุนมาร ไยไม่หาญไปอิกเล่าเจ้าสู่รู้
ถ้าทีแรกฟังเราสั่งสอน ไม่ต้องนอนมัดตรึงเหมือนหนึ่งหมู
นี่เองทำเกาะแกะมาแขวะกู จึงให้ดูฤทธีฤาษีดง
แล้วไคลคลามามองจ้องพินิจ เอาหัดถ์ปลิดงูดินสิ้นพิศม์สง
งูหายกลายเปนไม้ท้าวทรง ออกจากองค์ขุนมารไม่นานช้า ๚
ฯ ๖ คำ ฯ รัว
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรพรั่นตัวกลัวนักหนา
ลุกขึ้นปัดฝุ่นผงแล้วตรงมา นอบน้อมวันทาพระอาจารย์
ตัวข้าได้ทำผิดคิดร้าย หยาบคายเยื้องยักทำหักหาญ
ต่อองค์พระมุนีอันมีญาณ ขอประทานโทษาแก่ข้านี้ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ ฟังสาร พระทรงญาณชื่นชอบตอบยักษี
กูไม่ถือโทษาอย่าราคี อันนางนี้ไม่ใช่บุญของขุนมาร
เปนคู่ของจุลจักรหลักพิภพ อย่าเซาซบเสียใจไปเลยหลาน
ไปภายน่าจะได้พึ่งนางนงคราญ จงสมานจิตรสมัครักกันไว้
แล้วตรัสเรียกโฉมยงนงคราญ ดูก่อนหลานนวลลอองอันผ่องใส
จงออกมาตาจะเล่าให้เข้าใจ ยักษ์เขาไม่เกะกะละพยศ ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น นางสร้อยมณีฟังสิทธาหน้าสลด
ความกลัวยักษ์หนักฤไทยให้รันทด พระนักพรตเตือนซ้ำต้องจำใจ
ค่อยย่องเหยียบเลียบออกนอกกุฎี เห็นยักษีองค์สั่นอยู่หวั่นไหว
เข้าแอบองค์มุนีพระชีไพร อรไทยพรั่นตัวกลัวขุนมาร ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท้าวอสูรนาคาศักดาหาญ
แลเห็นโฉมยงนางนงคราญ กราบกรานงอนง้อขอษมา
ข้าทำผิดคิดรักแม่ขวัญเมือง ได้แค้นเคืองยากไร้มาในป่า
จงงดโทษโปรดเถิดกัลยา อย่าให้เปนเวราข้างน่าไป
ข้าขอเปนข้าไทให้ใช้ชิด ตามจิตรแม่จะเลี้ยงสักเพียงไหน
ภายน่ามีธุระสิ่งอันใด จงนึกถึงข้าไซ้จะรีบมา
ข้าอยู่ใต้ปัถพินเปนถิ่นฐาน เมืองบาดาลนาคราชชาติยักษา
นามข้าฤๅคืออสูรนาคา จงแจ้งหัทยานางเทวี ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น สร้อยมณีพริ้งเพริศประเสริฐศรี
ฟังยักษ์กราบทูลมูลคดี เทวีค่อยคลายหายกลัว
จึงมีพจนาปราไส ดูก่อนมารชาญไชยมิใช่ชั่ว
แต่เดิมท่านทำผิดคิดเมามัว ครั้นรู้ตัวมาง้อขอโทษกร
ข้าไม่ถือโทษาพระยายักษ์ ที่ลอบลักเราพามาแต่ก่อน
จะนับถือเหมือนหนึ่งพี่ร่วมอุทร มีทุกข์ร้อนสิ่งใดอาไศรยกัน ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ ขุนมารฟังสารเสนาะโสตร ให้ปราโมทย์ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์
จึงทูลตอบขอบพระคุณการุญครัน แม่แจ่มจันทร์มีธุระสิ่งอะไร
จงนึกถึงตัวข้าจะมาเฝ้า แล้วก้มเกล้ากรประนมบังคมไหว้
ทูลลาพระนักสิทธิ์ฤทธิไกร ทั้งทรามไวยพระธิดายุพาพาล
แล้วออกมาพ้นบรรณศาลา ท้าวยักษาอ่านมนต์กำแหงหาญ
ชำแรกแทรกพื้นสุธาธาร ลงไปเมืองมารสำราญใจ ๚
ฯ ๖ คำ ฯ รัว
๏ เมื่อนั้น พระทรงศีลยินดีจะมีไหน
เห็นยักษาลากลับไปฉับไว จึงปราไสแก่องค์กัลยา
เจ้าจงหยุดอยู่ป่ากับตาก่อน พอคลายร้อนหมดเคราะห์เหมาะนักหนา
จะมีผู้มารับกลับภารา ไม่เนิ่นช้าสามวันได้ครรไล ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น นวลนางสร้อยมณีศรีใส
ได้ฟังพระทรงญาณชาญไชย อรไทยกราบก้มประนมกร
ตามแต่พระองค์ทรงเห็นดี หลานนี้ไม่ขัดคำที่ร่ำสอน
แต่คิดถึงบิตุเรศแลมารดร จะอาวรณ์โหยหาถึงข้านี้ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ พระทรงญาณฟังหลานแถลงไข จึงโลมเล้าเอาใจมารศรี
อย่าทุกข์ร้อนฟังตาพาที สามราตรีได้กลับหลังยังเวียงไชย
แล้วจัดแจงแต่งกุฏิ์หลังสุดท้าย บนเนินทรายให้โฉมตรูอยู่อาไศรย
สร้อยมณีสิ้นทุกข์เปนศุขใจ ไม่มีไภยอยู่ด้วยองค์พระมนี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ จะกล่าวกลับจับเรื่องเมืองปัญจาล์ พอเวลาสายแสงสุริยศรี
สร่างมนต์ยักษาในธานี ท้าวนางข้างที่ต่างฟื้นกาย
แลเห็นพระทวารบานบัญชร หลุดถอนเปิดโล่งก็ใจหาย
เอ๊ะน่าที่จะมีเหตุร้าย สายแล้วยังไม่ตื่นประธม
นวลนางพี่เลี้ยงก็พากัน เข้าในห้องสุวรรณอันสวยสม
แฝงฉากเมียงมองตามช่องลม ไม่เห็นนางทรามชมในไสยา
นางพี่เลี้ยงตัวสั่นขวัญแขวน ลุกแล่นงันงกตกประหม่า
ร้องเรียกสาวสรรค์กัลยา ให้เที่ยวค้นคว้าทั้งวังใน
ค้นจบไม่พบพระธิดา นางพี่เลี้ยงโศการ่ำไห้
ดังหนึ่งจะวินาศขาดใจ ไม่เปนสติสมประดี ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ โอด
๏ ครั้นคลายวายความโศกศัลย์ เห็นพร้อมยอมกันเปนถ้วนถี่
บ้างไปทูลองค์พระชนนี บ้างไปที่ปราสาทบิตุรงค์ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นถึงจึงเข้าไปกราบทูล นเรนทร์สูรปิ่นเมืองเรืองระหง
ทูลแถลงแจ้งความไปตามตรง องค์พระธิดามาหายไป
ข้าเที่ยวค้นคว้าหาจบ ไม่พานพบทั่วทั้งวังใหญ่
น่าที่จะมีเหตุเภทไภย หายในไสยาเมื่อราตรี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ท่านท้าวพิณราชเรืองศรี
ฟังพี่เลี้ยงทูลแถลงแจ้งคดี ภูมีกริ้วกราดตวาดดัง
เสียแรงกูไว้เนื้อเชื่อใจ มัวแต่นอนหลับใหลไม่ตื่นมั่ง
ไม่ดูแลเปนธุระปะปัง ชอบเฆี่ยนหลังเสียให้ยับเปนสับปลา
แล้วหวนคิดอาไลยพระไทยหาย แสนเสียดายลูกรักเปนนักหนา
จำจะต้องไต่ถามความโหรา ให้รู้ว่าเปนตายร้ายฤาดี
ตริพลางจับพระแสงฤทธิรงค์ อาจองดังพระยาราชสีห์
ลงจากปราสาทรูจี ภูมีออกท้องพระโรงคัล ๚
ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ
๏ สถิตยังแท่นแก้วแววไว พร้อมเสนาในตัวขยัน
ทั้งพระสิงห์สุริยวงษ์ทรงธรรม์ แน่นนันต์ในท้องพระโรงไชย
จึงมีพจนาดถ์อันสุนทร ดูก่อนราชครูผู้ใหญ่
แถลงเล่านุสนธิ์แต่ต้นไป เปนอย่างไรช่วยทายร้ายฤาดี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น พระโหรเถ้าประนตบทศรี
พิเคราะห์ดูฤกษ์ยามตามวิธี ทั้งชตาธานีประกอบกัน
ราหูเล็งลักษณ์ประจักษ์เรื่อง จะแค้นเคืองทั่วไปทั้งไอสวรรย์
ราษฎรจะร้อนใจดังไฟกัลป์ ในเจ็ดวันคงไม่แคล้วเสียแล้วละ
สอบทานเที่ยงแท้แน่ในจิตร เห็นไม่ผิดจริงจังเหมือนดังกะ
ประนมกรอ่อนเกล้าคารวะ ขอเดชะพระองค์ทรงธรณี
เมื่อใกล้รุ่งมีศัตรูหมู่พาลา มาลักพระธิดาแล้วพาหนี
ในตำราว่าไปในเมฆี แต่บัดนี้หมดมลทินสิ้นพระเคราะห์
แต่จะเกิดการใหญ่ในนคร เร่าร้อนทั่วกันเปนมั่นเหมาะ
ชตาเมืองเคืองเข็ญเห็นจำเภาะ จะเสดาะก็ไม่เบาบันเทาคลาย
เปนอยู่เบ็ดเสร็จสิบเอ็ดวัน พ้นนั้นไปแล้วก็เสื่อมหาย
แม้นไม่จริงดังข้าโหราทาย ขอถวายชีวาไม่อาไลย ๚
ฯ ๑๒ คำ ฯ
ลำ๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์เปนใหญ่
แจ้งว่าพระธิดายาใจ หายไปในที่ศรีไสยา
สุดแสนเสียดายสายสวาดิ์ มานิราศห่างเหเสนหา
จะได้ชมอยู่แล้วแก้วกานดา ควรฤามาพลัดพรากต้องจากไป
จะต้องคิดติดตามนวลลออง ทุกหุบห้องเหวผาในป่าใหญ่
เผื่อจะพบโฉมงามทรามไวย จึงทูลไทธิบดินทร์ปิ่นประชา
กระหม่อมฉันขออาสาพระทรงเดช เที่ยวประเวศตามติดขนิษฐา
จนกว่าจะพบพานกานดา ขอพระราชานุญาตประสาทพร ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
ร่าย๏ เมื่อนั้น ท้าวพิณราชอดิศร
ได้ฟังกุมาราว่าวอน พระภูธรโสมนัศสวัสดี
เปนคราวเคราะห์ขององค์พระทรงธรรม์ จะต้องจากเขตรขัณฑ์บุรีศรี
ลืมคำโหราที่พาที ว่าจะมีเหตุใหญ่ในภารา
จึงดำรัสตรัสตอบชอบแล้วลูก คิดพันผูกตามนางไปกลางป่า
พ่อจะเกณฑ์พหลพลโยธา ให้ลูกยาไปด้วยได้ช่วยกัน ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น พระสิงห์สุริยวงษ์รังสรรค์
จึงทูลตอบขอบพระคุณการุญครัน กระหม่อมฉันจะรีบไปในวันนี้
ซึ่งจะเกณฑ์พหลพลโยธา จะเนิ่นช้าที่จะไปในไพรศรี
แต่สองคนกับพี่เลี้ยงผู้ภักดี ไปติดตามเทวีในกลางไพร
ทูลพลางทางถวายบังคมลา ออกมาจากท้องพระโรงใหญ่
พระภูมินทร์พิณราชเรืองไชย คลาไคลคืนเข้าราชวัง ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ
๏ พระสิงห์สุริยวงษ์กุมารา ครั้นออกมาพ้นน่าพระที่นั่ง
รีบออกจากทวารบานบัง ไปยังที่พักตำหนักจันทน์
ครั้นถึงจึงแจ้งกิจจา ให้ยักษาทราบสิ้นทุกสิ่งสรรพ์
เมื่อคืนนี้พระธิดาลาวรรณ ศัตรูมันลักพรากไปจากวัง
น้องรับอาสาองค์พระทรงฤทธิ์ ไปตามติดเห็นคงสมอารมณ์หวัง
เที่ยวค้นทุกสุมทุมพุ่มไม้บัง อย่ารอรั้งรีบไปในวันนี้ ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ ไวยกัลป์ฟังเรื่องให้เคืองแค้น ชะช่างแสนทรลักษณ์อ้ายยักษี
มาลอบลักนงนุชพระบุตรี เปนไรมีคงได้เล่นเห็นกัน
แล้วจัดแจงแต่งกายทั้งสองรา หยิบสาตราคู่กรศรพระขรรค์
ออกจากที่พักตำหนักจันทน์ เหียนหันเหาะเร่ขึ้นเมฆี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ ถึงแดนไพรในพนัศพนาสัณฑ์ ชวนกุมภัณฑ์ลงในไพรพฤกษี
เที่ยวลัดเลาะเสาะหานางเทวี ทุกเถื่อนที่ถ้ำเขาลำเนาธาร
ทั้งสุมทุมพุ่มไม้ก็หาจบ ไม่พานพบทั่วแห่งเหวละหาน
พระกลุ้มกลัดขัดแค้นฤดีดาล กับขุนมารเที่ยวแสวงทุกแห่งไป
ถึงบ้านเมืองปลอมกายเที่ยวไต่ถาม ไม่ได้ความมิ่งมิตรพิศมัย
กลางคืนผ่อนนอนพักในพงไพร อโณไทยรุ่งฟ้าเที่ยวหานาง
ไม่พานพบจบสิ้นทั้งดินฟ้า ทรงโศกาหม่นไหม้พระไทยหมาง
ไม่ชื่นชมนกไม้ในกลางทาง รีบเยื้องย่างเสาะแสวงทุกแห่งมา ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ จะกล่าวถึงพวกพหลพลฝรั่ง เมื่อคราวครั้งเจ้านายวายสังขาร์
ไทยปล่อยให้กลับหลังยังภารา ลงนาวารีบไปไม่หยุดยั้ง ๚
ฯ ๒ คำ ฯ โล้. เชิด
๏ ครั้นถึงขอบเขตรนิเวศน์สถาน พวกหหารต่างยกขึ้นคับคั่ง
เสนีตัวนายไม่รอรั้ง รีบเข้าวังถึงเวลาบ่ายห้าโมง ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ
๏ พอองค์ท้าวเจ้าประเทศวิเศษศักดิ์ ออกตำหนักกลางชลาน่ามุขโถง
แอดมิราลใจกล้าในตาโพลง ศีศะโค้งเดินเข้าไปเฝ้าพลัน ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
๏ ครั้นถึงทูลแถลงให้แจ้งเหตุ ไม่โปรดเกษถ้าจะฆ่าก็อาสัญ
พระโอรสยกทหารชาญฉกรรจ์ กระหม่อมฉันกำกับกองทัพไป
ถึงเมืองไทยได้ทีเข้าตีป้อม ยกพลล้อมรอบทุ่งนอกกรุงใหญ่
บอกให้ส่งองค์ธิดาทรามไวย ฝ่ายไทยยกทัพออกรับรบ
ให้ตาแก่กับเด็กเล็กนิดเดียว เปนแม่ทัพขับเคี่ยวตีตลบ
มันขว้างขวานมาระเบิดเลิศลบ ไพร่นายตายเปนศพทั้งกองทัพ
พระโอรสทรงม้าพลาหก พลัดตกลงดินดิ้นหรับหรับ
ซ้ำต้องขวานประกายเปนสายวับ ย่อยยัยสูญหายไม่เห็นองค์
ข้าอยู่กำกับเปนทัพเรือ จึงหลอเหลือมาได้ไม่ผุยผง
ได้กลับมาอภิวาทบาทบงสุ์ ตามแต่จะทรงพระเมทตา ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น เจ้าฝรั่งตัวดีมีสง่า
ฟังเสนีทูลแถลงแจ้งกิจจา เสียวอุราตรัสร่ำรำพรรณ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
โอ้๏ โอ้ว่าลูกรักของพ่อเอ๋ย กะไรเลยมาม้วยอาสัญ
จะให้ครองนัคเรศเขตรคัน มาสูญสิ้นชีวันแต่หนุ่มน้อย
คิดไปใจเจียนจะจากร่าง ไม่เสื่อมสร่างคร่ำครวญหวนลห้อย
จนพระเนตรแดงเผือดดังเลือดย้อย ให้เศร้าสร้อยซบองค์ลงโศกี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ โอด
ร่าย๏ ครั้นเสื่อมคลายวายโศกให้คิดแค้น กระทำทดแทนให้ถึงที่
จึงดำรัสตรัสสั่งเสนี ให้ตรวจเตรียมโยธีให้พร้อมไว้
ทั้งเรือรบเรือท่อตอปิโด สักสิบโหลเอาไปด้วยช่วยแก้ไข
ปืนใหญ่ปืนกลขนเอาไป ลูกระเบิดอย่างใหม่ให้พร้อมพรัก
พรุ่งนี้รุ่งแจ้งแสงตวัน เราจะยกพลขันธ์ไปหาญหัก
แก้แค้นแทนทดโอรสรัก สั่งแล้วเข้าตำหนักวังใน ๚
ฯ ๖ คำ ฯ เสมอ
๏ เสนีรีบรัดมาจัดการ ระดมทหารห้าวฮึกที่ฝึกใหม่
แล้วจัดเรือเรียงเรียบประเทียบไว้ คอยเสด็จภูวไนยจะยาตรา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา
๏ ครั้นรุ่งแจ้งสุริโยขึ้นโอภาษ พระจอมราษฎร์ฝรั่งเรืองเคืองนักหนา
เสด็จลุกจากที่ศรีไสยา เข้าห้องสรงคงคาแล้วแต่งองค์
สนับเพลากำมะหยี่สีดำมัน แถบสุวรรณลายกนกวิหกหงษ์
ฉลององค์ปักเปนยันต์กระสันทรง ธำมรงค์เรือนเพ็ชรเม็ดลูกบัว
มาลาดำขำดีมีขนนก ปักกนกฝังเพ็ชรเท่าเม็ดถั่ว
ทับทิมคั่นแดงดีสีไม่มัว ลายฉลุปรุทั่วทองระยับ
แล้วสวมสายสพายทรงดูองอาจ รองพระบาทบู๊ตประจำหนังดำขลับ
เหน็บกระบี่คมขาวดูวาววับ พอเสร็จสรรพออกพระโรงรจนา ๚
ฯ ๘ คำ ฯ เสมอ
๏ พรั่งพร้อมหมู่พหลพลไกร คลาไคลขึ้นราชรัถา
ฝากระจกดูสว่างกระจ่างตา เทียมม้าเทศดีล้วนสีดำ
สี่คู่ชักรถบทจร ปากอ่อนเคียงแข่งดูคมขำ
ทหารม้ามากหมื่นปืนประจำ แห่นำตามเสด็จมาคั่งคับ ๚
ฯ ๔ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นถึงริมน้ำตำหนักแพ อัดแอเรือรบอยู่ครบสรรพ
ยิงสลุตพรั่งพร้อมน้อมคำนับ ทหารรับโห่ลั่นสนั่นดัง
สมเด็จท้าวเจ้าประเทศวิเศษประสิทธิ์ อันฦๅฤทธิ์รุ่งเรืองเมืองฝรั่ง
เสด็จตรงลงนาวาดาประดัง เรือที่นั่งครูเซ่อร์เสนอนาม
ทั้งไพร่พลล้นหลามตามเสด็จ ไม่ขามเข็ดอยากชิงไชยในสนาม
พอได้ฤกษ์กัปตันลั่นฆ้องยาม ยิงปืนตามตึงลั่นเปนสัญญา
ทุกลำเรือรีบร้อนถอนสมอ ปล่อยเครื่องปร๋อต่างชิงวิ่งออกน่า
เรือสติมเรือยนต์ล้นหลามมา ท้องชลาเลื่อนลั่นสนั่นดัง ๚
ฯ ๘ คำ ฯ โล้. เชิด
๏ สิบห้าคืนคลื่นลมสงัดเงียบ เรือก็เลียบแล่นลัดมาริมฝั่ง
เห็นปากอ่าวรีบรุดไม่หยุดยั้ง กัปตันนั่งส่องกล้องมองดูทาง ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
๏ ฝ่ายเรือด่านทหารไทยทั้งใหญ่น้อย แล่นล่องลอยลาดตระเวนไม่เว้นว่าง
เที่ยวตรวจตราปัจจามิตรทุกทิศทาง เห็นเรือสล้างแล่นมาในสาคร
ดูผิดท่าพานิชมาค้าขาย มามากมายหลายร้อยลอยสลอน
คิดคเนแน่ชัดดัษกร เปนแน่นอนคงมาตีบุรีเรา
จึงเป่าแตรสัญญาบอกว่าศึก อึกกระทึกบางคนขึ้นบนเสา
กระโดงลดใบขึงดึงเชือกเพลา บ้างแอบเข้าข้างปืนแล้วยืนยัด
ทั้งไพร่นายเตรียมรบอยู่ครบสิ้น เรือไพรินมองเขม้นเห็นถนัด
จึงยิงปืนบอกห้ามไปสามนัด ตามบัญญัติสมมุติให้หยุดยั้ง ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เรือฝรั่งทั้งหลายไม่ฟังห้าม ต่างแล่นตามกันเข้าไปเหมือนใจหวัง
ระดมปืนครืนครั่นสนั่นดัง เปนหมอกบังมืดมัวไปทั่วทิศ
ชาวด่านดูรู้ว่าพวกข้าศึก มันห้าวฮึกล้นหลามมาตามติด
จึงลอยลำเรียงฬ่อพอให้ชิด ปล่อยปืนพิศม์ลูกแตกกระแทกปัง
ที่กลางลำเรือฝรั่งทั้งสองลูก ทลุถูกห้องในใส่ดินถัง
เกิดเปนไฟไหม้ทั้งลำเหลือกำลัง เรือฝรั่งจมวนก้นทเล
ที่ยังเหลือนับร้อยทั้งน้อยใหญ่ ทลึ่งไล่แล่นกระชั้นหันหัวเห
ปล่อยลูกตอปิโดใหญ่เรือไหวเซ บ้างทุ่มเทปืนร่ำกระหน่ำมา
พวกเรือด่านมีน้อยต้องถอยหลัง เที่ยวแอบบังตามสิงขรชง่อนผา
บางลำล่มจมลงในคงคา ร้องเรียกหาช่วยคนขึ้นบนเรือ ๚
ฯ ๑๐ คำ ฯ เชิด
๏ ฝ่ายฝรั่งแล่นรุกไม่หยุดยั้ง ถึงฟากฝั่งผู้คนดูล้นเหลือ
แยกขึ้นบกยกทหารคอยจานเจือ ดูดังเสือโลดเต้นเผ่นทยาน ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เจรจา
๏ ฝ่ายนายด่านชาญไชยอยู่ในป้อม ทหารล้อมเล่นหมากรุกสนุกสนาน
จนดึกดื่นเดือนดับลับดงดาน แว่วกังวานเสียงปืนอยู่ครื้นครึก
ต่างตกใจวิ่งไปมองช่องเสมา เห็นโยธามากมวญล้วนข้าศึก
ขึ้นจากเรือพรั่งพรูดูพิลึก คักคึกตรงมายังธานี
จึงเป่าแตรเรียกทหารเปนการร้อน ใครหลับนอนสั่นปลุกลุกจากที่
ขึ้นประจำตามตำแหน่งทุกแห่งมี ไม่รอรียัดปืนแล้วยืนยิง
ถูกฝรั่งกองน่าที่มาก่อน ระเนนนอนดิ้นกระเดือกลงเกลือกกลิ้ง
บ้างแขนขาดขาขาดนอนพาดพิง ที่แน่นิ่งมรณาสักห้าพัน
พวกกองหนุนยกตามมาหลามล้น เปนกองพลหัดใหม่ใหญ่มหันต์
ปืนลูกแตกแยกยิงพัลวัน กำแพงลั่นปูนกระจายทลายลง
ซ้ำอิกลูกถูกป้อมประทุแยก ผนังแตกอิฐกระจุยเปนผุยผง
ลุกเปนไฟไหม้สว่างถึงกลางดง ลมพัดส่งไฟฮือกระพือพา
ไหม้เรือนโรงโพลงพลุ่งฟุ้งตระหลบ ทหารรบหลีกลี้หนีเข้าป่า
ด่านก็แตกย่อยยับอัปรา ชาวประชาวุ่นวิ่งทั้งหญิงชาย ๚
ฯ ๑๔ คำ ฯ เชิด
๏ นายด่านกลัวความผิดจิตรละเหี่ย ทิ้งลูกเมียการด่วนจวนจะสาย
ขึ้นพาชีเผ่นโผนโจนตะกาย ตัดเข้าท้ายท้องทุ่งรีบมุ่งมา ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ พอพลบค่ำย่ำแสงสุริยศรี ถึงธานีหยุดเหนื่อยเมื่อยแข้งขา
เปนการจวนด่วนลงจากอาชา เข้าหาอำมาตย์ราชเสวก ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เสมอ
๏ ครั้นถึงจึงแจ้งกิจจา เมื่อคืนนี้เพลาเดือนตก
กองทัพเรือพวกฝรั่งประดังยก มาขึ้นบกสักสามยามปลาย
แล้วพากันเร็วรี่เข้าตีด่าน ข้าต่อต้านยิงปืนใหญ่เหมือนใจหมาย
ถูกกองน่าป่นปี้ชีวีวาย ห้าพันปลายเกลื่อนกลาดดาษดา
พวกกองหนุนมาถึงทลึ่งล้อม ยิงเอาป้อมป่นหักลงนักหนา
แล้วเกิดไฟไหม้สิ้นถิ่นภารา สุดปัญญาด่านแตกแหลกกระจาย
คงจะยกโยธามาถึงนี่ ในพรุ่งนี้แม่นมั่นไม่ทันสาย
ขอเจ้าคุณกรุณาอย่าให้ตาย ช่วยเบี่ยงบ่ายทูลองค์พงษ์นรา ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ ฝ่ายเสนีฟังความให้หวามหวาด เห็นเปนราชการด่วนจวนนักหนา
รีบแต่งกายเร็วไวมิได้ช้า แล้วไคลคลาเข้าในวังทั้งสองคน ๚
ฯ ๒ คำ ฯ เชิด
๏ ครั้นถึงท้องพระโรงอันเรืองรอง ค่อยเมียงมองยับยั้งฟังนุสนธิ์
พอได้ช่องขึ้นเฝ้าเจ้าสากล ละลานลนคอยสดับรับคำ ๚
ฯ ๒ คำ ฯ
๏ ปางพระจอมธิบดินทร์พิณราช สถิตย์อาศน์ออกเสนาเวลาค่ำ
ทอดพระเนตรเห็นนายด่านบ้านปากน้ำ เสนีนำเข้ามาเฝ้าท้าวไท
จึงดำรัสตรัสถามขุนเสนา นายด่านมาร้อนเย็นเปนไฉน
ฤาว่ามีธุระประการใด จงเล่าไขให้แจ้งแห่งคดี ๚
ฯ ๔ คำ ฯ
๏ บัดนั้น เสนาน้อมประนตบทศรี
ขอเดชะพระองค์ทรงธรณี เมื่อคืนนี้ทัพฝรั่งประดังมา
พอตกดึกสงัดดีเข้าตีด่าน พลทหารรบสู้อยู่นักหนา
ยิงปืนใหญ่ไปสังหารผลาญชีวา ถูกกองน่ามรณังทั้งกองทัพ
แล้วพวกมันยิงปืนใหญ่ใส่ลูกแตก กำแพงแยกป้อมค่ายทลายสรรพ
เกิดเปนไฟไหม้ฮือกระพือวับ จะคิดดับก็ไม่หยุดสุดปัญญา
ด่านก็แตกแหลกพังลงทั้งสิ้น พวกไพรินสมมาดปราถนา
วันพรุ่งนี้ทัพบกคงยกมา ถึงภาราจงทราบบทมาลย์ ๚
ฯ ๘ คำ ฯ
๏ เมื่อนั้น ธิบดินทร์พิณราชได้ฟังสาร
ตกพระไทยไหวหวั่นพรั่นรำคาญ ไม่เปนการพวกขุนนางเห็นอย่างใด
ทัพฝรั่งมาประชิดจะคิดรบ ฤาจะหลบหลีกเร้นเปนไฉน
ลูกก็หายพลัดพรากต้องจากไป ไม่มีใครหมดกำลังในครั้งนี้
พระสิงห์สุริยวงษ์กุมารา ก็ไปเที่ยวค้นหามารศรี
จะหาใครรบรับกับไพรี เสนีช่วยนึกตรึกตรอง ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
๏ บัดนั้น เสนากราบก้มประนมสนอง
ที่ข้าศึกฮึกหาญพาลลำพอง ก็คงต้องต่อตีไม่หนีกัน
เรารักษาบุรีให้มั่นไว้ พลไพร่ตราตรวจให้กวดขัน
แกล้งชักช้ารอราสักเจ็ดวัน ไพรีมันคงอดหมดเสบียง
เห็นได้ทียกทัพออกรับรบ เลี้ยวตลบไล่จับแล้วสับเสี่ยง
คงมีไชยได้ชนะกะเทียบเคียง พระจอมเวียงอย่าหวั่นพรั่นพระไทย ๚
ฯ ๖ คำ ฯ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย