28 ส.ค. เวลา 06:40 • ประวัติศาสตร์

บทที่ ๒ โชคร้ายของแครงคะบีลล์

​เชโรม แครงคะบีลล์ พ่อค้าขายผัก เขนรถกระบะร้องขาย “กระหล่ำปลี ! หัวผักกาดขาว ! หัวผักกาดเหลือง !” ขึ้นล่องอยู่ตามถนนทั่วไปที่ในเมือง ถ้าวันไหนมี ลีก (คล้ายต้นกะเทียม) ก็ร้องขายว่า “ อัสปาเรคัส!” (เราเรียกว่าหน่อไม้ฝรั่ง) เพราะคนจนกินต้นลีกราคาถูก ๆ แทนอัสปาเรคัส ครั้นถึงเวลาเที่ยงในวันที่ ๒๐ เดือนตุลาคม ขณะเมื่อแครงคะบีลล์กำลังไสรถลงไปในถนนมงค์มารตร์ ภรรยาช่างเย็บรองเท้า ชื่อมาดาม บายารท์ ออกมาเรียกให้หยุด แล้วเกาะรถเลือกต้นกะเทียมที่มัดไว้เปนกำ ๆ
“ต้นกะเทียมวันนี้ไม่ใคร่งาม ขายมัดละเท่าไร?”
“นี่เปนอย่างดีที่สุดที่จะหาได้ในตลาดวันนี้ มัดละเจ็ดซองตีมครึ่ง แหม่ม !”
​“อะไรสามต้นแกร็น ๆ เท่านั้น ก็เจ็ดซองตีมครึ่งเทียวหรือ !”
ว่าแล้วทิ้งต้นกะเทียมคืนลงในกระบะ ทันใดนั้นพลตำรวจเลขที่ ๖๔ เดิรตรวจยามมาพบเข้า พูดกับแครงคะบีลล์ว่า :–
“ไสต่อไป”
จริงทีเดียว การไสต่อ ๆ ไปเปนกิริยาที่แครงคะบีลล์ได้เคยทำอยู่แล้วตั้งแต่เช้าจนค่ำเปนอาจินตัย ดูเหมือนจะเปนเวลาล่วงห้าสิบปีเข้านี่แล้วเห็นจะได้ เพราะดังนั้น เมื่อได้ยินคำสั่งของเจ้าหน้าที่ แครงคะบีลล์มิได้นึกอะไรเปนอย่างอื่น นอกจากที่จะเข็นรถของตัวต่อไปข้างหน้าเหมือนเช่นเคย แต่ยังพะว้าพะวงอยู่ด้วยไม่ตกลงราคากันกับเจ้าจำนำ จึงเร่งให้รีบซื้อเสียเร็ว ๆ
มาดามบายารท์ว่า “แกต้องให้เวลาให้ฉันเลือก” ครั้นแล้วจับกำนี้จับกำนั้น ลงท้ายหยิบขึ้นมัดหนึ่งที่คิด​ว่าดีที่สุด เอาขึ้นกอดไว้ที่หน้าอก ประหนึ่งว่าเปนสิ่งที่จะหาไม่ได้อีก “ฉันจะให้แกเจ็ดซองตีมเท่านั้น พอแล้ว แต่ฉันไม่ได้เอาอัฐติดมา จะต้องเข้าไปเอาให้จากในร้าน”
พลางกอดต้นกะเทียมไม่วางมือ หันหน้ากลับเดิรตามแม่ลูกที่จะมาซื้อรองเท้าเข้าไปในร้าน
พลตำรวจเลขที่ ๖๔ บอกอีกเปนครั้งที่สอง “ไสต่อไป”
แครงคะบีลล์ตอบ “ฉันยังรอเอาอัฐให้ได้เสียก่อน”
พลตำรวจเสียงแข็งขึ้นกว่าปรกติ “ไม่ได้บอกแกให้รอเอาอัฐ ฉันสั่งแกให้ไสต่อไป”
ในขณะนั้นภรรยาช่างเย็บรองเท้ากำลังเลือกรองเท้าสีน้ำเงินสำหรับเด็กขวบครึ่งอยู่ เพราะมารดาของเด็กมีธุระร้อน จะต้องรีบไป ส่วนต้นกะเทียมที่เลือกมาได้แล้ว ยังวางอยู่ที่ม้านับอัฐนั่นเอง
​แครงคะบีลล์เคยไสรถกระบะขายผักมาในถนนหลวงตั้งห้าสิบปีเศษ และเคยเคารพต่อเจ้าหน้าที่เปนอันดีเสมอมา ไม่เคยถูกตำหนิติเตียนแม้แต่อย่างไร ครั้งนี้เปนคราวเคราะห์ร้าย เพราะตกอยู่ในฐานที่จะต้องเลือกเอาในระหว่างของสองอย่าง คือสิ่งที่ตัวควรจะได้ และสิ่งที่เปนหน้าที่ ๆ จะต้องกระทำ แต่แครงคะบีลล์เปนคนธรรมดาสามัญอย่างหาเช้ากินค่ำ ไม่มีนิสัยใจคอดังที่เรียกว่าดุลยพินิจ จึงไม่สามารถจะเข้าใจ
ได้ว่า ความมีสิทธิ์ของบุคคล ไม่เปนข้อแก้ในอันจะไม่กระทำหน้าที่สำหรับหมู่คณะ คงถือเปนความสำคัญยิ่งยวดอยู่แต่ว่าตนควรจะได้อัฐเจ็ดซองตีมของตนเสียก่อน ส่วนการที่จะต้องไสรถกระบะต่อไปมิให้หนทางคับคั่ง หาเห็นเปนกิจจำเปนจะต้องปฏิบัติไม่ เพราะดังนี้จึงยืนนิ่งเฉยอยู่
พลตำรวจ ๖๔ สั่งให้ไสต่อไปอีกเปนครั้งที่สาม แต่คราวนี้พูดด้วยเสียงเนือย ๆ และทำกิริยาเฉื่อย ๆ ไม่รุกร้น ไม่เหมือนนายสิบมงโตเซียลที่ไม่ใคร่จับจริง​เปนแต่ชอบขู่ พลตำรวจ ๖๔ ไม่ใคร่ แต่ชอบจับ นี้เปนอุปนิสสัยใจฅอของพลตำรวจสองนายที่ต่างกันเปนคนละชนิด พลตำรวจ ๖๔ อยู่ข้างจะเจ้าเล่ห์ แต่ความจริงเปนเจ้าพนักงานที่ดีเลิศของรัฐบาล และเปนทหารกองหนุนที่ซื่อสัตย์ เขามีความกล้าหาญราวกับสิงห์ และอ่อนโยนเสมือนดังเด็ก อะไร ๆ เปนไม่ต้องเข้าใจ นอกจากหลับตาฟังคำสั่งในทางราชการเท่านั้นเปนพอ
“ยังไง ข้าสั่งให้ไสต่อไป แกเข้าใจหรือไม่!”
แครงคะบีลล์นึกในใจว่า การที่ต้องถือคันรถยืนคอยอยู่เปนน้ำหนักถ่วงมือตัวเองพออยู่แล้ว มิใช่จะต้องการยืนเล่นสนุก ๆ เมื่อไร จึงตอบไปว่า “ พุทโธ ! ก็บอกนายแล้วไม่ใช่หรือว่า ฉันคอยเอาอัฐของฉันอยู่”
พลตำรวจ ๖๔ ตอบเนือย ๆ ว่า “แกอยากจะให้ฉันจับตัวไปโรงพักหรือ ? ถ้าต้องการอย่างนั้นก็ว่ามา”
แครงคะบีลล์ขยับบ่าช้า ๆ ในท่าของฝรั่งเศส มองดูพลตำรวจด้วยสายตาอันเศร้า แล้วเหลือบขึ้นไปบนสวรรค์ราวกับจะพูดว่า :–
​“ขอพระผู้เปนเจ้าจงเปนสักขีพยาน ! ข้าพเจ้าทำผิดกฎหมายหรือไม่ ? ข้าพเจ้าลบหลู่ต่อกติกาหรือข้อบังคับแห่งการลากเข็นรถเปนทางหาเลี้ยงชีพจริงหรือไม่? เวลาห้านาฬิกาก่อนเที่ยงข้าพเจ้าต้องถึงตลาด เวลาเจ็ดนาฬิกาต้องเที่ยวไสรถไป มือด้านจนจวนถึงกระดูก ตะเบ็งร้องขาย ‘กระหล่ำปลี ! หัวผักกาดขาว ! หัวผักกาดเหลือง !’ จนเสียงแหบ อายุข้าพเจ้าย่างเข้าหกสิบแล้ว จวนจะเข้าโลงอยู่รำมร่อ มาถามว่าข้าพเจ้าจะยกธงดำทำการขบถหรืออย่างไรเช่นนี้ ดูการเปนเย้ยหยันอย่างปราศจากความเมตตาปราณีเสียจริง ๆ”
จะเปนด้วยไม่ได้มองดูสีหน้าของแครงคะบีลล์ หรือจะเปนด้วยเข้าใจว่าแครงคะบีลล์มีเจตนาขัดขืนต่อคำสั่งอย่างทรหดอย่างไรไม่แน่ พลตำรวจ ๖๔ ร้องตวาดไปด้วยเสียงอันดังอย่างกัมปนาทหวาดหวั่นว่า “เจ้าเข้าใจคำสั่งนั้นหรือไม่ ?”
​ในเวลาเดียวกันนั้น เปนขณะที่ถนนมงต์มารตร์กำลังจอแจ รถขี่สี่ล้อสองล้อ รถบรรทุก เลื่อนไถ และรถเมล์ขับซ้อน ๆ กันเข้ามาเต็มแน่นเบียดเสียด จนไม่มีทางจะไปข้างหน้าหรือถอยหลัง ได้ยินเสียงด่าเสียงตะโกนกันอึงมี่มาแต่ไกล บ้างขากบ้างถุยใส่หน้ากัน พวกขับรถเมล์รับส่งคนโดยสารเห็นแครงคะบีลล์เปนต้นเหตุอุดช่องไว้ให้ตัน ร้องด่ามาว่า “อ้ายต้นกะเทียมเน่า”
ส่วนข้างบนถนนเล็กทางคนเดิร มีคนหยุดอออยู่เพื่อจะฟังการวิวาทอย่างตะลุมบอน สมทบกันเปนหมู่ใหญ่ห้อมล้อมพลตำรวจหนักขึ้นจนเกือบจะแลไม่เห็นตัว พลตำรวจรู้สึกว่าตนเปนศูนย์กลางที่สายตาของคนจับอยู่โดยรอบเช่นนั้น เห็นเปนเวลาถึงคราวที่จะสำแดงอำนาจได้เปนอย่างดี จึงร้องไปว่า “ยังไงเล่าวะ” แล้วควักดินสอสั้นตู้และสมุดพกที่เหนอะหนะออกจากกระเป๋า จดอะไรลงไปบ้าง หามีผู้ใดทราบข้อความไม่
​แครงคะบีลล์ยังยืนเฉยอยู่ เพราะเชื่อพรายกระซิบที่เปนอำนาจบงการออกมาจากใจของตัวเอง ตกมาตอนนี้ ถึงจะไม่อยากยืนอยู่กับที่ก็ทำอะไรไม่ได้เสียแล้ว จะดันไปข้างหน้าก็ไม่เขยื้อน จะดึงมาข้างหลังก็ไม่ขยับ เพราะล้อรถของตัวไปขัดอยู่กับล้อรถส่งนมเสียตึงเครียด ยกมือขึ้นเกาศีร์ษะร้องไปว่า “ได้บอกนายแล้วไม่ใช่หรือว่า ฉันยังรอเอาอัฐิอยู่! แต่ก็หมดท่าเสียแล้ว! พ้นทุกข์พ้นร้อนไปเถิด!๑”
คำเช่นนี้เปนคำพูดอย่างหมดหวัง ยิ่งกว่าจะให้เห็นเปนคำด่าทอต่อสู้ แต่พลตำรวจ ๖๔ เข้าใจว่าเปนคำถากถาง อันคำด่าว่าถากถางทั้งหลายทั้งปวงตามความคิดความเห็นของตำรวจ จำต้องเปนคำเข้าแบบเข้าแผนที่เคยใช้กันมาในลามกสูตร หรือในการเทลาะวิวาท​ที่ใคร ๆ อาจสามารถจะเข้าใจได้โดยไม่มีที่สงสัย หูจึงได้ยินไปว่า “อ้ายถ่อย”๒
“อ้า! ดีละ ว่า อ้ายถ่อย, มา ๆ จงมาด้วยกัน ไปโรงพัก”
แครงคะบีลล์เงยหน้าขึ้นจ้องดูพลตำรวจ ๖๔ ด้วยนัยตาที่มีสีเหมือนน้ำเข้า พลางตกประหม่าและรู้สึกประหลาดใจ สอื้นไห้ มือกอดอกอยู่บนเสื้อสีน้ำเงินเข้มเก่าคร่ำคร่า
“ฉันหรือว่า อ้ายถ่อย ฉันหรือ..................พุทโธ!”
เด็กกลางถนนและคนที่ยืนมุงอยู่เปนกลุ่มฮาขึ้นครืนใหญ่ เพราะวิสัยคนสารเลวมักชอบเสมอนอกในการที่ผู้อื่นได้รับภยันตราย แต่ในหมู่นั้น มีชายชราแต่งเครื่องสักหลาดดำ สรวมหมวกสูง หน้าตาเศร้าสลด ไม่มีรอยว่าได้เคยยิ้มย่อง แหวกทางเข้าไปหาพล​ตำรวจ แล้วบอกด้วยเสียงอันสุภาพเรียบร้อยและแน่แน่วชัดเจนทุกคำพูด
“นายเข้าใจผิดเสียแล้ว ชายผู้นี้ไม่ได้หมิ่นเหม่ท่านเลย”
พลตำรวจว่า “อย่ามาเกี่ยว” แต่ไม่ได้มีกรรโชกในน้ำเสียง เพราะเห็นเปนคนแต่งกายเรียบร้อย ชายชรายังคงยืนคำอยู่ดังนั้น แต่พูดด้วยเสียงอันสงบระงับ ไม่กระด้างหู ผลที่สุดพลตำรวจเชิญให้ไปชี้แจงที่โรงพักในฐานที่จะได้เปนพยานของฝ่ายจำเลย
แครงคะบีลล์ว่า “จะให้เปนได้ว่า ‘อ้ายถ่อย’ ให้ได้ดังนั้นหรือ ? พุทโธ!..................” ในขณะที่กำลังปล่อยให้ความฉงนสนเท่ห์ระเหยเปนไอน้ำเดือดอยู่ดังนี้ มาดามบายารท์ถืออัฐเจ็ดซองตีมเดิรออกมาจากร้าน แต่พลตำรวจ ๖๔ กำลังฉุดคอเสื้อแครงคะบีลล์จะลากตัวเอาไปเสียแล้ว มาดามบายารท์นึกว่าคนถูกจับไม่ควร​จะรับเงินจากใคร ๆ ที่เปนลูกหนี้ จึงเลยเอาใส่กระเป๋าเสื้อยืนดูเฉยเสีย
ข้างฝ่ายแครงคะบีลล์เมื่อถูกกระชากลากไส และรถกระบะของตัวก็ต้องถูกจับไปเปนของกลาง เลยหมดสติ แลเห็นแม่พระธรณีแยกเปนหลุมลึก และท้องฟ้ามืดครึ้ม บ่นพึมพำแก่ตัวเองว่า “หนีไม่พ้น !”
พอไปถึงโรงพัก ชายชราเบิกพยานว่า ตนกำลังเดิรไปในทางเล็ก พอถึงร้านเย็บรองเท้า ติดคนยืนมุงเปนกลุ่มอยู่หน้าร้าน ทำให้เดิรต่อไปไม่ได้ จึงได้ทราบเรื่องความเปนไปของคดีนี้ เขาชี้แจงว่า พลตำรวจไม่ได้ถูกปรามาส แต่หากเลมอเพ้อพกไปเอง ให้นามและหลักฐานว่า เขาชื่อหมอ ดาวีท์ มัตธีเออ เปนนายแพทย์ใหญ่
ประจำโรงพยาบาล อองบรวส ปาเร และเปนสมาชิกแห่งอิศริยาภรณ์ เลยิออง ดองเนอร์ ชั้นที่ ๔ ถ้าเปนยุคอื่น คำพยานเช่นนี้พอประกอบเปนหลักฐานให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาได้ง่าย ๆ แต่ในเวลานั้น​เปนสมัยที่เมืองฝรั่งเศสกำลังไม่นิยมนักวิทยาศาสตร ถ้อยคำของหมอดาวีท์จึงเลยเปนหมันไป
แครงคะบีลล์ต้องถูกติดห้องขังอยู่ในระหว่างคดีตลอดคืน พอรุ่งขึ้นเขาเอาตัวบรรทุกรถนักโทษไปส่งศาลโบริสภา เมื่อติดอยู่ในห้องขัง แครงคะบีลล์ไม่ได้เศร้าสลด และมิได้เห็นว่าเปนการเสื่อมเสียอย่างไรเลย กลับรู้สึกว่าเปนสิ่งจำเปนที่บ้านเมืองต้องกระทำเช่นนั้น และนอกจากนี้ยังนึกประหลาดใจที่ฝาและพื้นห้องขังสอาดสอ้านดีกว่าที่อยู่ของตนมาก
รุ่งขึ้นวันที่สาม เขาส่งทนายสำหรับว่าคดีให้แครงคะบีลล์ผู้หนึ่งชื่อ เมตร์ เลอเมร์ล เปนเนติบัณฑิตคนหนึ่งในพวกรุ่นหลังที่สุดของโรงเรียนกฎหมายแห่งกรุงปารีส และเปนนายกแพนกหนึ่งของสโมสรการเมือง เรียกว่า ลา ลีค เดอ ลา ปาตรี ฟรางเศส์ แครงคะบีลล์พยายามจะเล่าเรื่องให้ทนายฟังให้ตลอด แต่ก็เล่า​ไม่ใคร่ถูก เพราะไม่เคยพูดเรื่องราวอะไรที่เปนกิจลักขณะ ถ้าได้ช่วยติดต่อส่งเสริมให้บ้าง บางทีจะเข้า
รูปเข้ารอยเปนหัวเปนท้ายพอฟังได้ แต่นี่ทนายไม่พยายามที่จะเข้าใจคำชี้แจงของเขาเสียเลย เปนแต่ฟัง ๆ แล้วสั่นศีร์ษะ มองดูสำนวนในกระดาษ ลงท้ายถอนหายใจใหญ่ว่า “ท่าจะไม่ได้เรื่อง! ไม่เห็นมีอะไรต้องกันกับที่จดมาสักอย่างเดียว” นั่งบิดหนวดไปมาอยู่สักครู่ ประเดี๋ยวพูดขึ้นว่า “ ว่าทางข้างดีสำหรับตัวแกเองแล้ว เห็นจะสารภาพเสียดีกระมัง ยิ่งขืนปฏิเสธไป น่ากลัวโทษที่ควรเบา จะกลับหนักขึ้น”
นับตั้งแต่นี้เปนปฐม ถ้ามีอะไรจะสารภาพได้ แครงคะบีลล์คงสารภาพจนสิ้นพุง
๑. ประโยคนี้ไม่ใช่คำแปล เปนแต่แต่งเทียบพอให้ได้ความ คำฝรั่งเศสว่า Misère de misère ! Bon sang de bon sang ! ↩
๒. ประโยคนี้ก็ไม่ใช่คำแปลเหมือนกัน เปนแต่แต่งเทียบเคียงพอให้ได้ความ คำฝรั่งเศสว่า Mort aux vaches ↩
โฆษณา