นักบุญออกัสติน (St. Augustine) ในหนังสือ City of God มองหอบาเบลว่าเป็นสัญลักษณ์ของ “นครของมนุษย์” (civitas terrena) ที่ตรงข้ามกับ “นครของพระเจ้า” (civitas Dei)
4. มุมมองโบราณคดีและตำนานเปรียบเทียบ
นักโบราณคดีหลายท่านได้เชื่อมโยงหอบาเบลกับซิกกุรัตของบาบิโลน โดยเฉพาะ เอเทเมนังกี ซึ่งแปลว่า “บ้านฐานรากแห่งสวรรค์และโลก” (House of the foundation of heaven and earth) ที่สูงประมาณ 91 เมตร เชื่อว่ามีเจตนาเชื่อมโลกกับท้องฟ้า ตำนานหอบาเบลอาจเป็นการบันทึกเชิงวรรณกรรมของการเผชิญหน้ากับโครงสร้างเหล่านี้
นอกจากนี้ ยังมีตำนานโบราณของสุเมเรียนและเมโสโปเตเมียที่กล่าวถึงการกระจายภาษา เช่น ตำนาน Enmerkar and the Lord of Aratta ที่บันทึกว่าครั้งหนึ่งโลกมีภาษาเดียว แต่เทพเจ้าทำให้ภาษาต่างกัน เรื่องนี้สะท้อนโครงสร้างใกล้เคียงกับหอบาเบล
5. หอบาเบลในวัฒนธรรม ศิลปะ และวรรณกรรม
หอบาเบลเป็นแรงบันดาลใจในงานศิลปะตะวันตกมาหลายศตวรรษ ภาพวาดชื่อดังเช่น “The Tower of Babel” ของ Pieter Bruegel the Elder (1563) แสดงให้เห็นหอคอยยักษ์ที่ไม่เสร็จสมบูรณ์ มีผู้คนมากมายกำลังทำงาน เป็นสัญลักษณ์ของความทะเยอทะยานและความพ่ายแพ้