Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สารพันความรู้
•
ติดตาม
7 ก.ย. 2025 เวลา 01:00 • ไลฟ์สไตล์
ยุทธนาวีอ่าวเลย์เต (Battle of Leyte Gulf) : ยุทธนาวีที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บทนำ
สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์มนุษย์ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในสมรภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกคือ ยุทธนาวีอ่าวเลย์เต (Battle of Leyte Gulf) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 23–26 ตุลาคม ค.ศ. 1944 บริเวณหมู่เกาะฟิลิปปินส์
การรบครั้งนี้ถูกยกให้เป็น ยุทธนาวีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ทั้งในแง่จำนวนเรือรบ ขอบเขตพื้นที่รบ และจำนวนกำลังพลที่เข้าร่วม ถือเป็นการปะทะครั้งสุดท้ายที่กองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นยังคงมีกำลังพอจะท้าทายกองทัพเรือสหรัฐฯ และสัมพันธมิตรอย่างเปิดเผย ผลลัพธ์ของการรบไม่เพียงยุติศักยภาพเชิงรุกของญี่ปุ่น แต่ยังยืนยันการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยจาก เรือประจัญบานสู่ยุคเรือบรรทุกเครื่องบิน อย่างสมบูรณ์
บทความนี้จะเล่าตั้งแต่ฉากหลังทางการเมืองและยุทธศาสตร์ แผนการรบทั้งสองฝ่าย รายละเอียดการสู้รบในแต่ละสมรภูมิย่อย การสูญเสีย และการวิเคราะห์ผลกระทบทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้เห็นภาพรวมของการรบครั้งสำคัญนี้อย่างชัดเจนที่สุด
1. ฉากหลังของสงครามและความสำคัญของฟิลิปปินส์
1.1 การรุกคืบของสหรัฐฯ ในแปซิฟิก
หลังการโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ในปี 1941 ญี่ปุ่นสามารถรุกยึดครองพื้นที่กว้างใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ตั้งแต่ปี 1942 เป็นต้นมา หลังยุทธนาวีมิดเวย์ สหรัฐฯ ก็เริ่มตีโต้และรุกคืบเรื่อยมา โดยใช้ยุทธศาสตร์ Island Hopping หรือการยึดเกาะที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ทีละแห่งเพื่อปูเส้นทางสู่ญี่ปุ่น
การยึดหมู่เกาะมาริอานา (1944) ทำให้สหรัฐฯ สามารถส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล B-29 ไปถึงเกาะญี่ปุ่นโดยตรง ญี่ปุ่นจึงตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก
1.2 ความสำคัญของฟิลิปปินส์
ฟิลิปปินส์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองฝ่าย
สำหรับสหรัฐฯ: การยึดฟิลิปปินส์จะเป็นการกู้คืนอาณานิคมเก่าของตน (ก่อนหน้าญี่ปุ่นบุกยึดในปี 1942) และยังเป็นฐานทัพสำคัญสำหรับบุกญี่ปุ่น
สำหรับญี่ปุ่น: ฟิลิปปินส์คือเส้นทางลำเลียงน้ำมันและวัตถุดิบจากอินโดนีเซียและบอร์เนียวไปยังแผ่นดินญี่ปุ่น หากเสียฟิลิปปินส์ เท่ากับถูกตัดเส้นเลือดใหญ่ของสงคราม
1.3 การกลับมาของแมคอาเธอร์
นายพล ดักลาส แมคอาเธอร์ (Douglas MacArthur) ผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพสัมพันธมิตรในแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ เคยถูกบังคับให้ออกจากฟิลิปปินส์เมื่อปี 1942 และได้กล่าวคำสัญญาอันโด่งดังว่า “I shall return.” การยกพลขึ้นบกที่เลย์เตเมื่อ 20 ตุลาคม 1944 จึงเป็นการทำตามสัญญานี้ และยังมีนัยเชิงสัญลักษณ์สูง
2. แผนการรบของทั้งสองฝ่าย
2.1 แผน Sho-Go ของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นตระหนักว่าหากฟิลิปปินส์แตก จะหมายถึงการสูญเสียสงครามในที่สุด จึงวางแผน Sho-Go (Victory Operation) ซึ่งเสี่ยงและซับซ้อนมาก โดยแบ่งกองเรือออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
กองเรือเหนือ (Northern Force) นำโดยพลเรือเอก จิซาบุโร โอซาวะ ใช้เรือบรรทุกเครื่องบินที่เหลืออยู่ 4 ลำ แต่บรรทุกเครื่องบินจริงเพียงเล็กน้อย มีหน้าที่เป็น “เหยื่อล่อ” ลวงกองเรือสหรัฐฯ ให้ออกห่างจากเลย์เต
กองเรือกลาง (Center Force) นำโดยพลเรือเอก ทาเคโอะ คูริตะ ประกอบด้วยเรือประจัญบานยักษ์ ยามาโตะ (Yamato) และ มูซาชิ (Musashi) พร้อมเรือลาดตระเวนและเรือพิฆาตจำนวนมาก ภารกิจคือทะลวงเข้าสู่อ่าวเลย์เตและทำลายกองเรือขนส่ง
กองเรือใต้ (Southern Force) แบ่งเป็นสองกอง นำโดยพลเรือเอก นิโชคาเอะ และพลเรือเอก ชิมะ เดินเรือผ่านช่องแคบซูริเกาเพื่อโจมตีจากทางใต้
2.2 แผนการของสหรัฐฯ
ฝ่ายสัมพันธมิตรมีเรือรบกว่า 200 ลำ ภายใต้การบังคับบัญชาของ พลเรือเอก เชสเตอร์ นิมิตซ์ (Chester Nimitz) และ พลเรือเอก วิลเลียม ฮัลซีย์ (William Halsey) โดยมี เรือบรรทุกเครื่องบิน เป็นกำลังหลัก แผนของสหรัฐฯ คือปกป้องกองเรือยกพลที่เลย์เต และใช้กำลังทางอากาศบดขยี้กองเรือญี่ปุ่น
3. ลำดับเหตุการณ์ในยุทธนาวีอ่าวเลย์เต
3.1 วันที่ 23 ตุลาคม – การเผชิญหน้าแรก
กองเรือดำน้ำสหรัฐฯ USS Darter และ USS Dace ตรวจพบกองเรือกลางของญี่ปุ่นใกล้เกาะปาลาวันและสามารถจมเรือลาดตระเวนหนัก อาตาโกะ (Atago) และ มายา (Maya) พร้อมทำให้เรือธงของคูริตะจมลง เหตุการณ์นี้บั่นทอนกำลังญี่ปุ่นตั้งแต่ต้น
3.2 วันที่ 24 ตุลาคม – การโจมตีที่ทะเลซิบูยัน (Battle of the Sibuyan Sea)
เครื่องบินจากเรือบรรทุกสหรัฐฯ โจมตีกองเรือกลางอย่างหนัก เรือประจัญบานยักษ์ มูซาชิ ถูกโจมตีด้วยตอร์ปิโดและระเบิดมากกว่า 20 ลูก จนจมลงในที่สุด นับเป็นหนึ่งในเรือที่ใหญ่ที่สุดที่ถูกทำลายในสงครามครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม คูริตะยังคงนำกองเรือที่เหลือเดินหน้าไปยังช่องแคบซานเบอร์นาร์ดิโน
3.3 วันที่ 24–25 ตุลาคม – ช่องแคบซูริเกา (Battle of Surigao Strait)
กองเรือใต้ญี่ปุ่นพยายามทะลวงผ่านช่องแคบซูริเกา แต่ถูกกองเรือสหรัฐฯ ภายใต้พลเรือเอกเจสซี โอลเดนดอร์ฟ ดักรอและใช้ยุทธวิธี “Crossing the T” ทำให้เรือประจัญบาน ฟุโซะ และ ยามาชิโระ ถูกยิงจนจม และกองเรือใต้เกือบถูกกวาดล้างทั้งหมด นี่คือครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่กองเรือประจัญบานต่อสู้กันโดยตรง
3.4 วันที่ 25 ตุลาคม – การรบที่ทะเลซามาร์ (Battle off Samar)
นี่คือการรบที่กลายเป็นตำนาน กองเรือเล็กของสหรัฐฯ Task Unit 77.4.3 (“Taffy 3”) ที่มีเพียงเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดเล็ก 6 ลำ เรือพิฆาต และเรือคุ้มกัน ต้องเผชิญหน้ากับกองเรือกลางของคูริตะที่เหนือกว่ามาก
แม้เสียเปรียบ แต่ Taffy 3 ต่อสู้อย่างกล้าหาญ ใช้ควันพราง ยิงตอร์ปิโด และส่งเครื่องบินโจมตีแบบไม่หยุดหย่อน ความกล้าหาญนี้สร้างความสับสนให้ญี่ปุ่น จนคูริตะเชื่อว่าตนกำลังเผชิญกับกองเรือบรรทุกขนาดใหญ่ จึงสั่งถอนกำลัง
การต่อสู้ครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในวีรกรรมที่ได้รับการยกย่องสูงสุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ
3.5 วันที่ 25 ตุลาคม – แหลมเอ็นกานโญ (Battle off Cape Engaño)
ขณะเดียวกัน กองเรือเหนือของโอซาวะถูกพลเรือเอกฮัลซีย์พุ่งเข้าโจมตี สหรัฐฯ จมเรือบรรทุกญี่ปุ่นทั้งหมด 4 ลำ รวมทั้ง ซุยโฮะ, จิโยดะ, จุโย และซุยคาคุ การรบครั้งนี้สิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ยับเยินของญี่ปุ่น
4. ผลลัพธ์และการสูญเสีย
ญี่ปุ่น สูญเสียเรือรบกว่า 26 ลำ รวมทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ เรือประจัญบาน 3 ลำ เรือลาดตระเวน 10 ลำ และเรือพิฆาตจำนวนมาก สูญเสียนักบินและลูกเรือหลายหมื่นนาย
สหรัฐฯ สูญเสียเรือบรรทุกขนาดเล็ก 1 ลำ เรือพิฆาต 3 ลำ และเรือคุ้มกัน 1 ลำ พร้อมลูกเรือราว 3,000 นาย
นี่คือการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของกองทัพเรือญี่ปุ่น และหลังจากนั้นกองทัพเรือจักรวรรดิก็ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก
5. ความสำคัญทางยุทธศาสตร์และผลกระทบ
5.1 จุดจบของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น
หลังยุทธนาวีอ่าวเลย์เต ญี่ปุ่นไม่สามารถจัดกองเรือรุกขนาดใหญ่ได้อีก กองทัพเรือกลายเป็นเพียงหน่วยสนับสนุนการป้องกันเกาะต่าง ๆ
5.2 การกำเนิดของคามิกาเซะ
ยุทธนาวีครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นใช้ คามิกาเซะ (Kamikaze) อย่างเป็นระบบ นักบินพลีชีพพุ่งเครื่องบินชนเรือรบสหรัฐฯ แม้จะสร้างความเสียหายบ้าง แต่ไม่สามารถพลิกผลการรบได้
5.3 การสิ้นสุดยุคเรือประจัญบาน
การจมของมูซาชิและความไร้ประสิทธิภาพของเรือประจัญบานญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า ยุคของเรือปืนใหญ่ได้สิ้นสุดลงแล้ว อำนาจทางทะเลถูกครอบครองโดย เรือบรรทุกเครื่องบินและกำลังทางอากาศ
5.4 เส้นทางสู่ชัยชนะของสหรัฐฯ
ชัยชนะที่เลย์เตทำให้สหรัฐฯ สามารถยึดฟิลิปปินส์ และตัดเส้นทางลำเลียงทรัพยากรของญี่ปุ่น เปิดเส้นทางตรงสู่โอกินาวะและแผ่นดินญี่ปุ่นในที่สุด
6. มุมมองนักประวัติศาสตร์
นักประวัติศาสตร์หลายคนมองว่ายุทธนาวีอ่าวเลย์เตคือ “Waterloo ของกองทัพเรือญี่ปุ่น” เพราะหลังจากนี้จักรวรรดิญี่ปุ่นไม่มีวันกลับมายิ่งใหญ่ทางทะเลได้อีก
บางฝ่ายวิจารณ์การตัดสินใจของพลเรือเอกฮัลซีย์ ที่รีบรุดไปโจมตีกองเรือเหนือจนปล่อยให้กองเรือกลางเกือบทำลายกองเรือยกพล แต่ในที่สุดโชคและความกล้าหาญของ Taffy 3 ก็ช่วยให้สหรัฐฯ รอดพ้น
บทสรุป
ยุทธนาวีอ่าวเลย์เตไม่ใช่เพียงการรบทางทะเลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นการรบที่เปลี่ยนชะตาของสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแปซิฟิกอย่างเด็ดขาด มันเป็นจุดจบของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น และเป็นการยืนยันว่า ผู้ที่ครองท้องฟ้า ย่อมครองท้องทะเล
ด้วยจำนวนเรือกว่า 300 ลำ เครื่องบินหลายพันลำ และการสูญเสียที่มหาศาล ยุทธนาวีอ่าวเลย์เตถูกจารึกว่าเป็น มหากาพย์การรบทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก
ไทม์ไลน์อินโฟกราฟิก
ความรู้รอบตัว
เรื่องเล่า
ชีวิต
บันทึก
4
1
4
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย