14 ก.ย. 2025 เวลา 01:12 • ประวัติศาสตร์

ศักยภาพเหนือขอบฟ้า

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้มีบทความดีๆที่ผู้เขียนนำมาเล่าสู่กันฟัง เป็นเรื่องราวของนักบินไทยท่านหนึ่งที่เคยประกาศศักยภาพเหนือขอบฟ้าด้วยการเป็นนักบิน F-16 ที่มีประสบการณ์โชกโชน ท่านเป็นไอดอลของผู้เขียนรองจากพลอากาศโท ระวิน ถนอมสิงห์ "HOLLYWOOD" ที่เป็นนักบิน F-16 เหมือนกับบุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะเป็นบันดาลใจให้เยาวชนที่มีความฝันอยากเป็นทหาร อยากเป็กนักบิน ได้ไม่มากก็น้อย เพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลาขอเชิญพบกับท่านครับ
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมพ.ศ. 2545 ณ กองบิน 1 พลอากาศเอก ปอง มณีศิลป์ ผู้บัญชาการทหารอากาศในขณะนั้น
เป็นประธานในพิธี งานครบ 40,000 ชม.บินของ เอฟ-16 ฝูงบิน 103 และครบ 2,000 ชม.บินคนแรกของนักบินเอฟ-16
นักบินที่บินเอฟ-16 ครบ 2,000 ชม.เป็นคนแรกของกองทัพอากาศไทยคือ พลอากาศเอกณรงค์ อินทชาติ "VIGOR" (ขณะนั้นยศนาวาอากาศโท)
เป็นผู้บังคับฝูงบิน 103 เคย ผ่านการบินกับเครื่องบินหลากแบบเช่นที-33, เอฟ-5  ก่อนที่จะมาเป็นนักบิน ฝูงบิน 103 บินกับ เอฟ-16 จนครบ 2,000 ชม.บิน
ก่อนจะมาถึง 2,000 ชม.บินกับเหยี่ยวพิฆาต
ชีวิตท่านเริ่มต้นขึ้นวันที่ 20 กุมภาพันธ์พ.ศ.2507 ท่านมีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ดินแดนแห่งขุนเขาดอยภูคาที่ปกคลุมไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย ปราศจากซึ่งแสงไฟฟ้า จะมีเพียงก็แสงจันทร์และแสงตะเกียง
น้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคได้จากธรรมชาติ ไม่มีถนนราดยาง ฟังดูแล้วทุกท่านอาจจะยังนึกไม่ออกว่าเส้นทางแบบนี้จะกลายมาเป็น 2,000 ชั่วโมงบิน F-16 ได้อย่างไร เพราะท่านน่าจะได้เป็นเพียงเกษตรกรชะมากกว่า ชีวิตของท่านต้องเปลี่ยนจากขุนเขามาสู่หาดทรายสีขาว เมื่ออายุได้ 5 ปี เพราะท่านมีคุณพ่อเป็นตำรวจตระเวนชายแดนย้ายไปรับราชการที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ท่านจึงย้ายตามติดคุณพ่อไปด้วย
การศึกษาระดับต้นเริ่มที่โรงเรียนดรุณศึกษา ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน จนจบชั้นประถมปีที่ 4 จึงเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนหัวหินวิทยาลัยจนกระทั่ง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากแรงบันดาลใจที่ท่านเห็นผู้บังคับบัญชาของคุณพ่อซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจทำให้ท่านเริ่มให้ความสนใจและคิดว่าอาจจะเป็นสถานที่ที่จะศึกษาต่อเมื่อจบชั้นมัธยม
แต่เนื่องจากท่านทำกิจกรรมกับทางโรงเรียนจนโดดเด่น ทำให้คะแนนการเรียนไม่ดีนัก แต่นับว่าโชคดีที่อาจารย์ใหญ่คือ คุณครู สมผล ชูตระกูล ได้ให้ความกรุณาเมตตา สนใจ ดูแลอย่างใกล้ชิด ท่านช่วยสอนพิเศษให้พี่ณะหลังเลิกเรียนทุกวัน ซึ่งนับว่าเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้พี่ณะมีวันนี้
เมื่อท่านจบการศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท่านได้ตัดสินใจเลือก โรงเรียนเตรียมทหารเพราะ ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายของครอบครัวเพื่อให้พี่น้องทั้งหมด 5 คน ได้เรียนกันโดยไม่ทำให้เกิดปัญหาด้านการเงิน แต่กว่าที่ท่านจะเดินทางไปสมัครสอบถึงโรงเรียนเตรียมทหารได้ก็เล่นเอาเหนื่อยเพราะท่านไม่เคยไปกรุงเทพฯ มาก่อน
เมื่อกลับถึงบ้านท่านก็เริ่มการเตรียมตัวสอบเข้า โรงเรียนเตรียมทหาร โดยการให้สัจจะกับตัวเองว่าทุกวันตั้งแต่เวลา 19.00-21.00 น. ท่านจะดูหนังสือเตรียมสอบ ทุกวัน นอกจากนั้นพี่ณะก็ยังคงปฏิบัติตามปกติ คือ ตื่นแต่เช้าและไปวิ่งที่ริมทะเล ประมาณ 2-3 กม. และว่ายน้ำประมาณ 20 นาที แล้วขึ้นมาพักก่อนเดินกลับบ้าน กลางวันก็ยังคงไปเล่นกีฬากับเพื่อนๆ
ปีที่สอบนั้นปรากฏว่าต้องทำการสอบถึง 2 ครั้งเนื่องจากมีการทุจริตการสอบ แต่ทว่าท่านได้ทำตามฝันต่อจากพี่ชายได้ ท่านมีพี่ชายคือ พันตำรวจโทศักดิ์สิทธิ์ อินทชาติ (ปัจจุบันเป็นพลตำรวจเอก/เกษียณแล้ว)  ชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหารท่านเล่าว่าเปรียบเสมือนเบ้าหลอมให้นักเรียนที่เป็นพลเรือนกลายเป็นนักเรียนทหาร
สร้างความกลมเกลียวให้เกิดขึ้นระหว่างนักเรียนเตรียมทหารของทุกเหล่าทัพกับนักเรียนเตรียมนายร้อยตำรวจ เริ่มด้วยการละลายพฤติกรรมให้เป็นศูนย์ ฝึกการเป็นผู้ตาม ที่ดีเพื่อที่จะเป็นผู้นำที่ดี ปลูกฝังให้เป็นผู้มีระบบเกียรติศักดิ์
ดังคำปฏิญาณที่ว่า “เราจะไม่พูดปด คดโกง หรือขโมยและจะไม่ยอมให้พวกเราคนหนึ่งคนใดกระทำเช่นนั้นเป็นอันขาด” การเรียนเน้นให้มี ความรู้คู่คุณธรรมเพื่อนำไปปฏิบัติงาน การฝึกเน้นให้ทุกคนมีความอดทนชื่อสัตย์ รู้จักเสียสละ มีวินัย และความกล้าหาญ
เวลาพักผ่อนแทบจะไม่มี ขณะอยู่นอกเขตโรงเรียนต้องเกียรติกับประชาชน ท่านกล่าวว่า "ในรั้วของนักเรียนทหารนี้ผมได้มีโอกาสเป็นนักกีฬาของโรงเรียนทั้งรักบี้และฟุตบอลซึ่งฝึกหนักมากแต่ก็สนุกมากเช่นกัน ที่โชคดีชั้นที่ 2 คือรุ่นผมเป็นรุ่นที่มีการปฏิรูประบบการศึกษาใหม่โดยเหลือการเรียนในโรงเรียน เตรียมทหารเพียงปีเดียว ดังนั้นพวกผม จึงอยู่ในสภาพนักเรียนชั้นปีที่ 1 จนจบ ชั้นปีที่ 2 ผมเลือกที่จะขึ้นรูปเป็นนายทหารอาชีพที่แดนนภา” ต่อมาได้เข้าสู่รั้วโรงเรียนนายเรืออากาศอย่างสง่างามในฐานะว่าที่นักบินรบแถวหน้า
จากโรงเรียนนายเรืออากาศสู่โรงเรียนการบินกำแพงแสน ท่านได้สัมผัสกับการฝึกใช้กำลังทางอากาศในการป้องกันประเทศซึ่งเป็นหน้าที่หลักของทหารอากาศ เริ่มจากการฝึกบินขั้นต้นด้วยเครื่องบิน CT-4 AIRTRAINER เป็น เครื่องบินฝึก 2 ที่นั่ง และการฝึกบินขั้นปลายด้วยเครื่องบิน T-37B เป็นเครื่องบินฝึกไอพ่น ภายใต้ความกดดันอย่างมาก ซึ่งก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ท่านกล่าวในนิตยสารสมรภูมิว่า "ข้อดีคือใครทนได้ก็จบออกมา เป็นนักบินประจำกอง ข้อเสียคือใครที่ทนไม่ได้ก็ลาออกไป นี่คือบทเรียนที่หนึ่งที่ศิษย์การบินต้องพยายามผ่านไปให้ได้ เพื่อจะได้เป็นผู้มีฤทธิ์...ย่อมไปได้ในอากาศ” ซึ่งกว่าจะไปใน อากาศแบบท่านได้ต้องน้องๆทุกท่านที่มาถึงจุดๆนี้ด้วยการฝึกอย่างหนักทั้งทางกายและจิตใจ"
ประสบการณ์ที่พี่ณะได้นับว่าเป็นพื้นฐานการบินที่สำคัญยิ่ง เพราะทำให้เรารู้ถึงธรรมชาติเบื้องต้นของกำลังทางอากาศ นั่นคือสามารถไปได้ทุกที่เท่าที่เชื้อเพลิงจะเอื้ออำนวยทั้งบนบก เหนือพื้นน้ำ และในอากาศ โดยปราศจากอุปสรรคขวางกั้นความเร็วที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นก็ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของเครื่องบินแต่ละประเภทซึ่งเร็วกว่ารถและเรืออย่างแน่นอน
นับว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพของกองทัพอากาศ ที่ใช้ในการป้องกันประเทศ หลังจบการฝึกบินจากโรงเรียนการบินแล้ว พี่ณะ พลอากาศเอกณรงค์ อินทชาติก็ได้เวลาพาท่านเดินทาง เข้าสู่ถิ่น “PANTHER” กับเครื่องบิน T-33
การเป็นนักบินประจำกองที่ฝูงบิน 561 กองบิน 56 จ.สงขลา ซึ่งเป็นฝูงบิน Fighter Lead-in ชีวิตที่นี่ไม่ต่างจากโรงเรียนการบินมากนัก นอกจากสามารถเข้าเมืองได้จนถึงสี่ทุ่ม และทำการบินกับเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงขึ้น
ท่านเล่าว่าสามารถยิงปืนและทำการฝึกบินยุทธวิธีการรบในอากาศรวมถึงใช้ฝึกโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดินได้ เมื่อฝึกกระทั่งจบพร้อมรบแล้วก็ถึงเวลาเลือกทำการบินกับเครื่องบินที่มีสมรรถนะสูงยิ่งขึ้นไปอีก
จากถิ่นเสือดำก้าวสู่การเป็นผู้ล่า “นายพราน HUNTER” ที่มีเครื่องบินขับไล่ F-5A/B เป็น พาหนะคู่ชีพ ประจำการที่ฝูงบิน 231 กองบิน 23 จ.อุดรธานี นับว่าเป็นเครื่องบินสมรรถนะสูงสามารถปฏิบัติภารกิจได้มากขึ้น ทั้งการใช้อาวุธอากาศสู่อากาศ และอากาศสู่พื้นดินได้ และด้วยความขยันหมั่นเพียรทุ่มเทกับการบินอย่างหนัก ทำให้ท่านสามารถเลือกไปบินกับเครื่องที่สมรรถนะสูงกว่านั้นอีก
ต่อมาท่านจึงได้เดินทางเข้าสู่ถิ่นจงอาง โดยทำ การบินกับเครื่องบินขับไล่ F-5E ซึ่งประจำการที่ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี จ.นครสวรรค์ การฝึกบินที่นี่หนักและโหดที่สุดเท่าที่เคยประสบมา และท่านก็คิดว่าท่านได้มาถึงจุดสูงสุดของความมุ่งหวังแล้ว แต่ด้วยความประพฤติและการปฏิบัติตัวอย่างเต็มกำลังความสามารถในการทำงานด้านการบิน ทำให้ท่านได้รับโอกาสที่ดียิ่งขึ้นไปเมื่อผู้บังคับบัญชากรุณาไว้วางใจเลือกให้ท่านได้ก้าวเข้าสู่ “ถ้ำพยัคฆ์”
ที่นี่ทำให้ท่านได้พบกับเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ประจำการที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช ณ เวลานั้นต้องบอกว่าเครื่องบินขับไล่ F-16A/B นั้นเป็น BEST OF THE BEST ของกองทัพอากาศไทย ดังนั้นการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ดินแดนแห่งนี้ จึงเป็นการคัดสรรมาเป็นอย่างดี เพื่อให้รับผิดชอบต่ออาวุธที่มีอำนาจการทำลายรุนแรง และมีราคาแพง มหาศาล
อนึ่ง F-16 นี้มีสมรรถนะอยู่ในระดับสากล เนื่องด้วยระบบอาวุธที่สามารถใช้ได้อย่างหลากหลาย แม่นยำมากขึ้น มีระบบเรดาร์ที่ช่วยทำให้การใช้อาวุธแม่นยำมากขึ้น และทำให้นักบินรับรู้สถานการณ์รอบข้างได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้มันสามารถเติมเชื้อเพลิงในอากาศได้ทำให้ บินได้นานและไกลขึ้น
การเป็นนักบิน F-16 พี่ณะบอกว่าประทับใจในสมรรถนะยอดเยี่ยมของเครื่องบิน F-16 และสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการบินนั้นก็คือคำว่า “ศาสตร์และศิลป์” โดยการฝึกบินจะต้องเริ่มที่ศาสตร์ก่อน คือการเรียน หนังสือก่อนทำการบินทุกครั้ง ต้องอ่าน ตำราภาษาอังกฤษกองสูงประมาณเอว
ตำราเหล่านี้ใช้เฉพาะช่วงปล่อยเดี่ยว เห็นอย่างนี้ก็รู้สึกท้อแล้วแต่ก็ต้องเรียนและสอบให้ผ่านมิฉะนั้นจะไม่ได้ทำการบินแน่นอน
ท่านเป็นเช่นนี้อยู่ประมาณสองเดือนที่ต้องนอนไม่ต่ำกว่าตีสอง เนื่องจากกลัวสอบไม่ผ่านและเพื่อให้มีความรู้ในการบินต่อไป หลังจากสอบผ่านก็ถือว่ามีศาสตร์เพียงพอที่จะทำการบินปล่อยเดี่ยวได้จึงได้เริ่มฝึกบินปล่อยเดี่ยวกับเครื่องบิน F-16
"ต้องบอกก่อนว่าเป็นอะไรที่ประทับใจมาก เพราะเครื่องบิน F-5 ที่ว่าเครื่องยนต์มีแรงขับมากแล้วยังมีไม่ถึงครึ่งแรงขับของเครื่องบิน F-16 เลย คำว่า 'วิ่งขึ้นหลังติดเบาะ' ก็ได้มาพบที่นี่แหละ และที่สำคัญก็คือความเร็วที่เร็วมาก เร็วจนทำอะไรไม่ทันหากเตรียมตัวไม่ดี"
หลังจากปล่อยเดี่ยวแล้วก็เข้าสู่การฝึกนักบินพร้อม รบ ช่วงนี้จะต้องเรียนและบินในเวลาเดียวกันคือ เรียนว่าจะบินภารกิจ อะไรจะบินอย่างไร แล้วจึงทำการบิน
หลังจากการบินแต่ละครั้งต้องกลับมาหาข้อบกพร่องเพื่อหาแนวทางแก้ไขและเมื่อบินภารกิจแต่ละชนิดแล้วก็เริ่มต้นภารกิจใหม่อีก
ก็จะเริ่มต้นที่การเรียน เป็นเช่นนี้จนกว่าจะจบ ช่วงนี้จึงหนักมากกว่าเดิมเพราะทั้งเรียนและบิน ไปพร้อมๆกัน
กว่าจะได้นอนก็เช่นเคยไม่ต่ำกว่าตีสองเหมือนเคย ต้องบอกว่านรกมีจริง ดังนั้นผู้ที่จบพร้อมรบกับ F-16 A/B จึงมีคำกล่าวที่ ว่า “ผู้ที่ได้จับสายฟ้าคือผู้ที่ได้ผ่านทาง แห่งความยากเข็ญ” ยากเข็ญเพราะการบินนั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ศาสตร์นั้นไม่ยากเพราะขึ้นกับระดับสติปัญญาและความขยันหมั่นเพียร ส่วนศิลป์เป็นอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ และอารมณ์ความรู้สึก
"ผู้ที่รู้ทฤษฎีสีทุกคนใช่ว่าจะวาดรูปได้สวยทุกคนฉันใด ผู้ที่รู้ทฤษฎีการบินดีก็ใช่ว่าจะบินได้ดีทุกคนฉันนั้น และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราเกิดความกลัวก็คืออวิชชาคือความไม่รู้ตัวอย่างเช่น เมื่อถึงวันกำหนดสอบ เกิดความรู้สึกวิตกกังวลและกลัวนั้น ในความเป็นจริงแล้วเราไม่ได้กลัวการสอบแต่สิ่งที่เรากลัวคือเราไม่รู้ว่าข้อสอบจะออกอะไร ถ้าหากเรารู้ว่าข้อสอบจะออกอะไรความกลัวจะลดลงหรือหมดไป"
"การบินก็เช่นเดียวกันนักบินใหม่ที่ยังมีประสบการณ์น้อย การจะนำศาสตร์ที่ได้มาประกอบกับศิลป์ในการบินนั้นอาจจะยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อรวมเข้ากับอวิชชาแล้วก็ยิ่งทำให้การบินเป็นสิ่งน่าวิตกกังวลและ ตื่นเต้นสำหรับนักบินใหม่"
" เป็นธรรมดาที่ผมเองก็เคยเช่นเดียวกัน แต่เมื่อเรามีชั่วโมงบินและประสบการณ์มากขึ้น เคยบินมาทุกภารกิจอวิชชาก็หายไป ความตื่นเต้นในการบินก็หมดไปทำให้เราบินดีขึ้นและมีความสุขกับการบิน"
เห็นไหมครับว่าสิ่งที่ท่านบรรยายมันน่าอัศจรรย์ขนาดไหนจนทำให้คนเดินอย่างเราๆไม่นึกเลยว่านักบินรบแบบท่านจะฝ่าด่านทรหดมาถึงจุดๆนี้ได้ "
ท่านเล่าต่อว่าการบินนั้นเป็นสิ่งที่น่าทึ่งสำหรับมนุษยชาติ ลองคิดดูสิครับแค่เอาท่อนเหล็กขึ้นไปบินได้ก็ประหลาดแล้ว แต่สำหรับนักบินแล้ว ต้องเอาท่อนเหล็กนั้น ไปยิงปืน ยิงจรวด ทิ้งระเบิด หรือแม้แต่การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในอากาศซึ่งต้องบอกก่อนว่าไม่เหมือนการนำรถยนต์ไปเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแน่นอน เพราะปั๊มน้ำมันอยู่กับที่และอยู่บนพื้นดิน ส่วนการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินนั้นทำกันในอากาศ มีปั๊มน้ำมันซึ่งเป็นเครื่องบินเหมือนกันและเคลื่อนที่อยู่ในอากาศ
การบินกับเครื่องบิน F-16 ที่ใช้กระแสไฟฟ้าไปบังคับพื้นบังคับ ต่างๆของเครื่องบินด้วยแล้วยิ่งเป็นสิ่งที่ยากสำหรับนักบินใหม่เพราะต้องเปลี่ยนความรู้สึกจาก เครื่องบินเดิมที่เคยทำการบินมา เครื่องบินขับไล่ F-16A/B เป็น เครื่องบินกึ่งจินตนาการ
คือไม่ได้ใช้แรงในการบินเพียงอย่างเดียวแต่จะต้องมีจินตนาการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะการเคลื่อนไหวของเครื่องบินนั้นเกิดขึ้นจากคันบังคับซึ่งติดอยู่กับที่ไม่มีการเคลื่อนไหวขณะที่เราบังคับเครื่องบิน
เพียงแต่คิดทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเคลื่อนที่ไปตามที่เราต้องการนี่คือความมหัศจรรย์ของเครื่องบิน F-16 จากที่ท่านได้เล่ามาคงพอทำให้ทุกท่านได้ทราบว่าการฝึกนักบินนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอนกว่าจะได้นักบินที่ทำการรบได้นั้น ต้องใช้เวลาและทรัพยากรของกองทัพรวมถึงประเทศชาติเป็นอย่างมาก เพื่อให้ได้นักบินรบที่มีประสิทธิภาพ สามารถปฏิบัติ ภารกิจได้อย่างมีประสิทธิผล และเนื่องจากกำลังทางอากาศเป็นกำลังที่มีธรรมชาติไม่เหมือนกำลังแบบอื่น คือ
1. RANGE สามารถรุกคืบหน้าไปได้แบบไม่มี
ขีดจำกัด
2. LETHALITY มีสมรรถนะที่สามารถทำลายเป้าได้อย่างแม่น และรุนแรง
3. SPEED มีความรวดเร็วในการเข้าโจมตีและทำลายเป้าหมาย
ท่านกล่าวเสริมอีกว่าในปัจจุบันกำลังทางอากาศนับว่าเป็นกำลังที่มีความยุติธรรมมากที่สุด เพราะสามารถทำลายเป้าหมายได้ตามที่กำหนด
ทำให้การรบเปลี่ยนไปจากอดีตคือสามารถทำลายเฉพาะจุดที่ต้องการ ไม่ทำลายเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดความเสียหายน้อยลงและได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการฝึกนักบินรบจึงต้องเน้นเรื่องคุณธรรมจริยธรรมเป็นหลัก เพราะเป็นบุคคลที่ควบคุมอาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสูง ดังนั้นจึงต้องปลูกฝังคุณสมบัติ 4 H ดังนี้ HEAD, HEART, HAND, HEALTH ให้กับนักบินทุกนายตามที่ท่านเขียนไว้ดังนี้
: HEAD ต้องมีคุณธรรมและความรู้ทั้งในเรื่องการบิน กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงยุทธวิธีการรบอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะนำไปปฏิบัติภารกิจให้ประสบความสำเร็จเกิด ความเสียหายกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่เป็นพลเรือนน้อยที่สุด
: HEART ต้องมีความอดทน มีจิตใจที่เสียสละเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ ก่อนประโยชน์ส่วนตน
: HAND ต้องมีความเป็นมืออาชีพ มีความรับผิดชอบ มีฝีมือบินเป็นเลิศ มีวินัย ทำทุกอย่างอย่างดีที่สุด แบบไม่มี แต้มต่อ เพราะนี่คืออาชีพของทุกคนและเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้อง กับความเป็นความตาย
: HEALTH ต้องรู้จักดูแลสุขภาพของตนเองให้มีสุขภาพ ที่แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจทุก เมื่อ โดยเฉพาะการบินกับเครื่องบิน F-16 ข้อนี้มีความจำเป็นอย่างมากเพราะอาจทำให้นักบินเสียชีวิตได้ หากเราบกพร่องในข้อนี้
ต่อมาในวันที่ 30 กันยายนพ.ศ. 2567
พลอากาศเอก ณรงค์ อินทชาติ ได้เกษียณ อายุราชการในตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารอากาศ นับเป็นการปิดตำนานสุดยอดนักบินเครื่องบินขับไล่ F-16A แห่งกองทัพอากาศไทย แม้วันนี้จะไม่มีท่านในทอ.แล้ว แต่นักบินรุ่นน้องก็ยังคงตามรอยท่านและเจริญก้าวหน้าในที่การงานจนประสบความสำเร็จ ท่านคือบุคคลที่นักบินหรือทหารรุ่นน้องควรดูไว้เป็นแบบอย่าง
สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอมอบเนื้อเพลงศักยภาพเหนือขอบฟ้าเพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญในการปกป้องน้านฟ้าไทยของนักบินเครื่องบินขับไล่ F-16 ผู้นี้ พี่ณะ พลอากาศเอก ณรงค์ อินทชาติ "VIGOR"
ศักยภาพเหนือของฟ้า
บินขึ้นฟ้า บินฝ่าพายุร้าย
จะบินไปให้ไกลแสนไกล
เกินกว่าใครทั้งนั้น
ไปให้ถึง บินสู่จุดหมาย
พุ่งทะยานให้เร็วเหนือใคร
ด้วยจิตใจกล้าหาญ
ปกป้องฟ้ากว้างใหญ่ ด้วยใจองอาจ
ขอประกาศศักยภาพเหนือขอบฟ้า
ด้วยใจพร้อมไม่หวั่น ทะยานฟันฝ่า
เราผู้ครองฟ้า เราเป็นหนึ่ง
เตือนให้รู้ ใครหากมาคิดร้าย
บุกเข้ามาพร้อมยิ้มสู้ตาย
ไม่หวั่นใครทั้งนั้น
บินขึ้นฟ้า บินเพื่อความเป็นไทย
จะยอมพลีทั้งกายและใจ
เพื่อให้ไทยยืนนาน
ปกป้องฟ้ากว้างใหญ่ ด้วยใจองอาจ
ขอประกาศศักยภาพเหนือขอบฟ้า
ด้วยใจพร้อมไม่หวั่น ทะยานฟันฝ่า
เราผู้ครองฟ้า เราเป็นหนึ่ง
Solo
ปกป้องฟ้ากว้างใหญ่ ด้วยใจองอาจ
ขอประกาศศักยภาพเหนือขอบฟ้า
ด้วยใจพร้อมไม่หวั่น ทะยานฟันฝ่า
เราผู้ครองฟ้า เราเป็นหนึ่ง
Credit บทความและภาพประกอบ
fire_arff
นิตยสารสมรภูมิ
OMID83
เรียบเรียงบทความ : ผู้บ่าว ริมโขง
โฆษณา