15 ก.ย. 2025 เวลา 05:52 • ประวัติศาสตร์

ศาลโลกกับคดีการเมืองระหว่างประเทศ : จากทะเลจีนใต้ถึงเขาพระวิหาร

เรื่องราวข้อพิพาทระหว่างประเทศบางครั้งก็สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายระหว่างประเทศ แม้จะถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความเป็นธรรม แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะยอมรับหรือปฏิบัติตามเสมอไป
คดีฟิลิปปินส์ vs จีน : ทะเลจีนใต้
ปี 2016 ศาลอนุญาโตตุลาการถาวร (PCA) มีคำวินิจฉัยชัดเจนว่า จีนแพ้ ในกรณีพิพาททะเลจีนใต้ ฟิลิปปินส์คือฝ่ายชนะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกระบวนการพิจารณาคดีตั้งแต่แรก และยืนยันไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล
แม้จีนจะประกาศว่าตัวเองมีสิทธิโดยชอบธรรมเหนือพื้นที่พิพาท แต่เมื่อศาลชี้ว่าเหตุผลเหล่านั้น “ไม่สอดคล้องกับกฎหมายสากล” จีนก็แสดงท่าทีแข็งกร้าว ปฏิเสธที่จะทำตามคำตัดสิน ส่งผลให้ถูกมองว่าเป็น “อันธพาลระหว่างประเทศ” ที่ไม่สนใจกติกาโลก (และในมุมหนึ่งก็ไม่ต่างจากสหรัฐฯ ที่เคยถูกวิจารณ์ในทำนองเดียวกัน)
คดีไทย vs กัมพูชา : เขาพระวิหาร
หากย้อนกลับไปกว่า 50 ปีก่อน ไทยเองก็เคยเจอเหตุการณ์ใกล้เคียงกันในคดีปราสาทพระวิหาร กัมพูชาเป็นฝ่ายยื่นฟ้องไทยต่อ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)
ตอนนั้นไทยก็ประกาศว่า “ไม่ยอมรับอำนาจศาล” ด้วยเหตุผลว่า ไทยเคยรับรองแค่ศาลเก่า (PCIJ) ที่เลิกไปแล้ว ไม่ใช่ศาลใหม่ (ICJ) ที่ตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่สิ่งที่ต่างจากจีนคือ ไทยยังคงส่งทนายเข้าต่อสู้ในศาลฯ อย่างเต็มที่ ไม่ได้ปฏิเสธทุกอย่างเหมือนจีน
ข้อโต้แย้งของไทย
ไทยอ้างว่า การที่เคยรับรอง PCIJ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับ ICJ ด้วย เพราะองค์กรเดิมสิ้นสภาพไปพร้อมกับ “สันนิบาตชาติ” แล้ว
ทว่าศาลโลกกลับมองว่า การที่ไทยยื่นประกาศถึงเลขาธิการสหประชาชาติในปี 1950 คือการยอมรับอำนาจ ICJ โดยปริยาย เพราะตอนนั้นไม่มีศาลอื่นให้ตีความแล้ว
ปี 1961 ศาล ICJ จึงตัดสินว่า ไทยไม่อาจปฏิเสธอำนาจศาลได้อีกต่อไป และในที่สุดก็มาถึงคำพิพากษาสุดท้ายในปี 1962 ว่า “เขาพระวิหารอยู่ในดินแดนกัมพูชา” ไทยก็ต้องน้อมรับคำตัดสิน
บทเรียนจากสองคดี
จีน : เลือกปฏิเสธศาลตั้งแต่ต้น ไม่เข้าร่วมกระบวนการ และไม่ยอมรับคำตัดสิน
ไทย : แม้ปฏิเสธอำนาจศาล แต่ยังส่งทนายเข้าต่อสู้ และสุดท้ายก็ยอมรับคำพิพากษา
ต่างกันตรงที่ ไทยเป็นประเทศขนาดกลางที่ต้องเล่นตามกติกาโลก ขณะที่จีนเป็นมหาอำนาจที่มั่นใจว่าตัวเองมีอำนาจพอจะไม่ต้องทำตาม
📌 เรื่องนี้จึงสะท้อนความจริงของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่า “กฎหมายระหว่างประเทศ” นั้นจะศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อประเทศต่าง ๆ เลือกที่จะยอมรับมัน แต่ถ้าใครมีอำนาจมากพอ กฎหมายก็อาจกลายเป็นแค่ตัวหนังสือบนกระดาษเท่านั้น
โฆษณา