18 ก.ย. 2025 เวลา 00:56 • ประวัติศาสตร์

การฟื้นฟู “เส้นทางสายไหม” อดีตสะพานเชื่อมมหาอาณาจักรจีน-โรมัน

เมื่อ 7 กันยายน 2013 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้ขึ้นเวทีที่มหาวิทยาลัยนาซาร์บาเยฟ ประเทศคาซัคสถาน พร้อมกล่าวถึง “เส้นทางสายไหมโบราณ” ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสายใยเชื่อมอารยธรรมตะวันออกกับตะวันตก เขาประกาศวิสัยทัศน์ในการฟื้นคืนความยิ่งใหญ่นี้อีกครั้ง ภายใต้ชื่อโครงการ “เข็มขัดเศรษฐกิจบนเส้นทางสายไหม และเส้นทางสายไหมทางทะเลศตวรรษที่ 21”
ความจริงแล้วแนวคิดฟื้นฟูเส้นทางสายไหมไม่ได้มีแค่จีน สหรัฐฯ เองก็เคยผลักดันมาก่อน เมื่อปี 2011 ฮิลลารี คลินตัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เคยพูดถึง “New Silk Road” เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจเอเชียกลาง หวังแก้ปัญหาความรุนแรงและก่อการร้าย โดยเฉพาะในอัฟกานิสถาน แต่สุดท้ายแผนนั้นก็แผ่วหายไป ตรงข้ามกับจีนที่เดินหน้าผลักดันอย่างจริงจัง
จีนกับคาซัคสถานถือว่ามีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นไม่น้อย รายงานของ New York Times เคยเผยว่า 22% ของกำลังผลิตน้ำมันคาซัค มาจากบริษัทร่วมทุนจีน-คาซัค แถมในปี 2009 จีนยังเคยปล่อยกู้กว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจคาซัคในยามวิกฤต
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ “เส้นทางสายไหม” ไม่ใช่แค่เส้นทางการค้า แต่คือเวทีแห่งการแลกเปลี่ยนความรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม และความเชื่อระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก แม้แต่ชาวโรมันโบราณเองก็ยังรับรู้เรื่องราวของจีนผ่านเสียงเล่าลือเกี่ยวกับ “ผ้าไหม” พวกเขาเรียกชาวตะวันออกไกลว่า “Seres” หรือ “ชาวไหม” ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าอาจหมายถึงชาวจีนฮั่น
มีหลักฐานจากนักประวัติศาสตร์โรมันยุคคริสต์ศตวรรษที่ 2 ระบุว่า ในรัชสมัยจักรพรรดิออกุสตุส ชาวไหมและชาวอินเดียได้ส่งทูตพร้อมของกำนัล เช่น อัญมณี ไข่มุก และช้าง มายังกรุงโรม เพื่อแสดงความเคารพต่อมหาอำนาจแห่งโลกตะวันตก
จากสายทางการค้าพันปีที่เคยเลือนหาย วันนี้ “เส้นทางสายไหม” กำลังถูกปลุกให้หวนกลับมาอีกครั้ง และอาจกลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ใหม่ของโลก ที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองในศตวรรษที่ 21
โฆษณา