18 ก.ย. 2025 เวลา 11:56 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

F/A-18F Super Hornet กองทัพอากาศออสเตรเลียมาเยือนถ้ำพยัคฆ์

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ก็มีพิธีปิดการฝึกผสม THAI BOOMERANG 25 ที่กองบิน 1 โคราช มีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 19 กันยายน สำหรับกำลังพลที่เข้าร่วมมีมากกว่า 500 นายจากกองทัพอากาศออสเตรเลียและกองทัพอากาศไทยเข้าร่วม
ในการฝึกผสมไทยบูมเมอแรงปีนี้นับเป็นการฝึกผสมในระดับทวิภาคีครั้งที่ 15 ระหว่างทั้งสองกองทัพที่จะช่วยเสริมสร้างโอกาสในการสานต่อประวัติศาสตร์อันยาวนานและความร่วมมือทางการทหารระหว่างกองทัพอากาศทั้งสองประเทศตั้งแต่ปีค.ศ.1992
การฝึกผสมในครั้งนี้จัดขึ้น ณ กองบิน 1 จ.นครราชสีมา เป็นหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกันผ่านการฝึกการรบทางอากาศระหว่างเครื่องบินต่างแบบ (Dissimilar Air Combat Training) และการบินประกอบกำลังขนาดใหญ่ (Large Force Employment) รวมถึงการบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด (Close Air Support)
แน่นอนว่าการฝึกผสมไทยบูมเมอแรงมีเครื่องบินขับไล่ตัวเอกของบทความนี้คือ F/A-18F Super Hornet จากฝูงบินขับไล่ที่ 1 และฝูงบินขับไล่ที่ 4 ของกองทัพอากาศออสเตรเลียร่วมซ้อมรบกับเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบินขับไล่  JAS-39 Gripen ของกองทัพอากาศไทยอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
เอาเป็นว่าวันนี้จะได้เล่าประวัติความเป็นมาของ F/A-18F Super Hornet ในกองทัพอากาศออสเตรเลียให้ทุกท่านได้อ่านกันว่ามีความเป็นมาอย่างไร ทำไมจึงเป็นที่น่าสนใจในขณะนี้
ก่อนอื่นต้องกล่าวถึงความเป็นมาตั้งแต่ F/A-18 Hornet รุ่นแรก เครื่องบินแบบนี้เป็นเครื่องบินขับไล่หลากบทบาทที่ขึ้น-ลงบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ ถือเป็นอากาศยานที่มีบทบาทสำคัญแบบหนึ่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ นับตั้งแต่เปิดตัวในปีค.ศ. 1983 Hornet ขึ้นชื่อในเรื่องความอเนกประสงค์ โดยสามารถปฏิบัติภารกิจทั้งแบบอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้น โดยมีความเร็วสูงสุดถึง 1.7 มัค และติดตั้งอาวุธได้หลากหลายชนิด รวมถึง AIM-9 Sidewinder และระเบิดอัจฉริยะ
ใกล้บ้านเราที่ใช้งานก็จะมีกองทัพอากาศมาเลเซียที่เป็นประเทศประธานอาเซียน พวกเขามี F/A-18D มีพิสัยการบินเกือบ 1,800 ไมล์ และรัศมีการรบมากกว่า 1,250 ไมล์ สามารถบินได้สูงถึง 50,000 ฟุต และทำความเร็วได้ถึง 1.7 มัค (มากกว่า 1,300 ไมล์ต่อชั่วโมง)
สำหรับฮอร์เน็ตมลายูนั้นสามารถบรรทุกอาวุธทั้งแบบอากาศสู่อากาศและอากาศสู่พื้นได้หลากหลายชนิด รวมถึงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศติดตามเป้าหมายด้วยความร้อนพิสัยใกล้ AIM-9 Sidewinder และขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลางขั้นสูง AIM-120 รวมถึงระเบิดอัจฉริยะ นอกจากนี้ เครื่องบินแบบดังกล่าวยังติดตั้งปืนใหญ่ M61A1/A2 Vulcan ขนาด 20 มม. สำหรับการต่อสู้ทางอากาศระยะประชิดอีกด้วย
Hornet รุ่นแรกมีผลิตออกมาทั้งหมด 4 รุ่น (A/B และ C/D) ส่วนแบบออสเตรเลียใช้จะเป็นแบบสองที่นั่ง เมื่อ Super Hornet มาสานต่อความสำเร็จของ Hornet มันกลายเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ใหญ่กว่าเดิมและมีสมรรถนะทางการบินที่เหนือกว่า
Super Hornet  มีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 20% และหนักกว่า 15,000 ปอนด์ Super Hornet ยังมีเชื้อเพลิงในถังเชื้อเพลิงภายในมากกว่าประมาณ 33% ซึ่งเพิ่มระยะปฏิบัติการได้เกือบ 40% และความทนทานเพิ่มขึ้น 50%
ในส่วนของกองทัพอากาศออสเตรเลียสั่งซื้อเครื่องบินขับไล่ Super Hornets จำนวน 24 ลำในเดือนมีนาคม ค.ศ.2007  และต่อมาเครื่องบินชุดแรกทั้งหมด 5 ลำลงจอดที่ฐานทัพอากาศ แอมเบอร์ลีย์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของบริสเบน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 2009
เครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวนี้เดิมทีได้รับมาเพื่อเป็นการอุดช่องว่างระหว่างการปลดประจำการก่อนกำหนดของฝูงบิน F-111C ใน RAAF ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2010 และเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรบทางอากาศก่อนที่จะมี F-35A มาประจำการต่อในปัจจุบัน
ในช่วงแรกๆ Super Hornet จำนวน 24 ลำมีประจำการในสองฝูงบินขับไล่ที่กองบิน 82 แอมเบอร์ลีย์ โดยมีฝูงบินขับไล่ที่1 (No. 1 Squadron) เป็นฝูงบินสำหรับการรบ และอีกฝูงบินหนึ่งคือฝูงบินขับไล่ที่ 6 (No. 6 Sqn) มีหน้าที่สำหรับการฝึกบินเปลี่ยนแบบเพื่อให้นักบินเกิดความชำนาญก่อนที่จะขับเครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าว
ต่อมาออสเตรเลียได้ซื้อเครื่องบินทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ EA-18G Growler ส่งผลให้ฝูงบินรบ Super Hornet ในฝูงบินขับไล่ที่ 1 มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2016 จึงมีการกำหนดให้ฝูงบินนี้รับผิดชอบทั้งภารกิจการรบและการฝึกบิน
ปัจจุบัน Super Hornet กองทัพอากาศออสเตรเลียรับการติดตั้งเรดาร์ตรวจจับด้วยคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแบบ Raytheon AN/APG-79 ในฐานะ Super Hornet Block II
เว็บไซต์ MILITARNYI เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 23 มีนาคมค.ศ.2025 ว่า Super Hornet สามารถติดตั้งขีปนาวุธโจมตีเรือรบพิสัยไกล (LRASM:Long-Range Anti-Ship Missiles) ได้โดยได้รับการรายงานอย่างเป็นทางการจากกระทรวงกลาโหมออสเตรเลีย (Australian Ministry of Defense)
ขณะนี้ขีปนาวุธพร้อมสำหรับการใช้งานจริงบนเครื่องบินประเภทนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการต่อต้านเรือของกองทัพอากาศออสเตรเลีย
ขณะนี้ขีปนาวุธแบบดังกล่าวพร้อมปฏิบัติการเพื่อนำไปป้องกันภัยทางทะเล ซึ่งอาวุธชนิดนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการต่อต้านเรือรบของ RAAF ซึ่งการทดสอบเกิดขึ้นนอกชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย โดยได้รับการสนับสนุนจากกองบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ
กองทัพอากาศออสเตรเลียจัดสรรเงิน 95.5 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อขีปนาวุธ LRASM รุ่นมาตรฐานซึ่งมีพิสัยการยิง 370 กิโลเมตร
ทั้งนี้มีความพยายามในการบูรณาการการตรวจจับเป้าหมายโดยอาจได้รับการชี้เป้าจากเครื่องบินรบในสังกัด RAAF แบบอื่นๆ เช่น เครื่องบินเตือนภัยและควบคุมทางอากาศ E-7A Wedgetail และเครื่องบินรบอิเล็กทรอนิกส์ EA-18G Growler โดยปฏิบัติงานร่วมกับเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล P-8A Poseidon ของกองทัพเรือสหรัฐฯ
เมื่อทำงานร่วมกันอาวุธแบบดังกล่าวจะได้รับการตรวจจับเป้าหมายและมีการชี้ทางนำขีปนาวุธไปพุ่งชนเรือรบอย่างแม่นยำ นี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้เหมาะสมที่สุดในสงครามทางทะเล
โดยรวมแล้ว ออสเตรเลียมีแผนที่จะลงทุน 28,000 ถึง 35,000 ล้านดอลลาร์ในด้านขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกล รวมถึงการจัดหาขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลและขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงใหม่
ปัจจุบันกองทัพอากาศออสเตรเลีย (Royal Australian Air Force : RAAF) ใช้เครื่องบินขับไล่ F/A-18F Super Hornet เป็นแพลตฟอร์มทิ้งขีปนาวุธแบบนี้เป็นหลัก ซึ่งทำให้มันเป็นเครื่องบินรบติดขีปนาวุธหลักสำหรับการบูรณาการร่วมกันในการรบจริง
นอกจากขีปนาวุธ LRASM แล้ว เครื่องบินขับไล่รุ่นนี้ยังติดตั้งขีปนาวุธร่อน AGM-158 JASSM และขีปนาวุธต่อต้านการระบบป้องกันภัยทางอากาศ AGM-88G AARGM-ER อีก
ด้วย ก่อนหน้านี้ Militarnyi เคยรายงานว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธต่อต้านการระบบป้องกันภัยทางอากาศ AGM-88G AARGM-ER ชุดที่สองจำนวน 100 ลูกให้กับออสเตรเลีย โดยตั้งใจจะซื้อด้วยเงิน 405 ล้านดอลลาร์
ภาพที่ทุกท่านเห็นอยู่นี้คือเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D จากฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานีกับเครื่องบินขับไล่ F-16A จากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช กองทัพอากาศไทยและเครื่องบินขับไล่ F/A-18F Super Hornet จากฝูงบินขับไล่ที่ 1 (No. 1 Squadron) กองทัพอากาศออสเตรเลีย 
ทำการบินเป็นหมู่บินเหนือพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 ระหว่างการฝึกผสมทางอากาศ Thai Boomerang 2025 ณ กองบิน 1 โคราช ระหว่างวันที่ 8 ถึง 19 กันยายนค.ศ. 2025
ตลอดเวลา 15 ปีที่ผ่านมา Super Hornet นั้นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องบินขับไล่ที่มีขีดความสามารถสูงในยุคนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นกำลังรบทางอากาศของกองทัพอากาศออสเตรเลียที่ข้าศึกกลับเกรงกลัวแทนที่จะปะทะโดยตรง และคาดว่ากองทัพอากาศออสเตรเลียจะทำการบินเครื่องบินขับไล่แบบนี้ไปจนถึงปีค.ศ. 2030 เป็นอย่างน้อย ซึ่งคาดว่าจะถูกทดแทนด้วย F-35A เพิ่มเติมภายในเวลานั้น
ข้อมูลจำเพาะ F/A-18F Super Hornet
นักบิน : สองนาย
ความยาว : 18.31 เมตร
ความยาวระหว่างปลายปีกทั้งสองข้าง : 13.62 เมตร
ความสูง : 4.88 เมตร
พื้นที่ปีก : 46.45 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า : 13,900 กิโลกรัม
น้ำหนักพร้อมอาวุธ : 21,320 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 29,900 กิโลกรัม
ขุมกำลัง : เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนเจเนรัล อิเลคทริก เอฟ414-จีอี-400 สองเครื่องยนต์ ให้แรงขับเครื่องละ 13,000 ปอนด์ และ 22,000 ปอนด์เมื่อใช้สันดาปท้าย
ความจุเชื้อเพลิงภายใน : 6,530 กิโลกรัม (เอฟ/เอ-18อี) 6,145 กิโลกรัม (เอฟ/เอ-18เอฟ)
ความจุเชื้อเพลิงภายนอก : 7,430 กิโลกรัม (ด้วยถังขนาด 480 แกลลอนห้าถัง)
ความเร็วสูงสุด : มากกว่า 1.8 มัค (1,915 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ที่ความสูง 40,000 ฟุต
พิสัยบิน : 2,346 กิโลเมตรพร้อมเอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์สองลูก
รัศมีทำการรบ : 722 กิโลเมตรสำหรับภารกิจบินโจมตีล้ำแดนข้าศึก
พิสัยในการขนส่ง : 3,330 กิโลเมตร
เพดานบิน : 50,000 ฟุตขึ้นไป
น้ำหนักบรรทุกที่ปีก :453 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
อาวุธ :
ปืนใหญ่อากาศแบบแกทลิ่งเอ็ม61 วัลแคนขนาด 20 ม.ม.หนึ่งกระบอกที่จมูก พร้อมกระสุน 578 นัด
จรวดอากาศสู่อากาศ
เอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์ เอไอเอ็ม-132 แอสแรม หรือเอไอเอ็ม-120 แอมแรม 4 ลูก
เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์ หรือ เอไอเอ็ม-120 แอมแรมเพิ่มอีก 2 ลูก
จรวดอากาศสู่พื้น
เอจีเอ็ม-65 มาเวอร์ริก
สแลมเออร์
เอจีเอ็ม-88 ฮาร์ม
เอจีเอ็ม-154 เจซอว์
ขีปนาวุธต่อต้านเรือ
เอจีเอ็ม-84 ฮาร์พูน
ระเบิดเจแดม
ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูลเพฟเวย์
ระเบิดมาร์ค 80
ซีบียู-87
ซีบียู-89
ซีบียู-97
ระเบิดพวง ซีบียู-100
ซูเปอร์ฮอร์เน็ทเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในการฝึกครั้งนี้ มันถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสานงานต่อจากฮอร์เน็ทรุ่นแรก ถึงแม้ว่าจะประจำการได้แค่ยุคสมัยของมัน แต่ใครต่อใครต่างชื่นชมเมื่อได้ประลองฝีมือกับมันในการฝึกบินรบทางอากาศ แม้แต่การฝึก THAI-BOOMERANG ปีนี้นักบินไทยก็ได้ดวลกับมันมาแล้ว แล้วถ้าคราวหน้าส่ง F-35A มาร่วมฝึกด้วย ผลการฝึกจะเป็นเช่นไรก็ขอให้ทุกท่านติดตามกันต่อไป
สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอทิ้งท้ายด้วยภาพโปสเตอร์จากหนังเรื่อง Behind Enemy Lines และ TOP GUN MAVERICK ซึ่งเป็นหนังทั้ง 2 เรื่องที่ Super Hornet มีบทเด่น แม้ในหนังจะไม่ใช่ของออสเตรเลียแต่ก็ทำให้แฟนๆหนัง 2 เรื่องนี้ประทับใจไม่น้อยเวลามีฉาบบินสุดตื่นตาตื่นใจ ขณะนี้ผู้เขียนขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
IMDb
WHUTCHANUNT PUTCHARINYA
Pathr Ppoosiri
RAAF
Militarnyi
AIN
The National Interest
เรียบเรียงโดย : จ่าหวาน เกรียงไกร
โฆษณา