Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
CREATIVE TALK
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
29 ก.ย. 2025 เวลา 01:06 • ธุรกิจ
สื่อสารแล้วไม่เข้าใจ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คำพูด แต่อยู่ที่ ‘วิธีพูด’
รู้จักเทคนิค ‘The 7-38-55 Rule’ วิธีสื่อสารให้คนอินมากกว่าแค่คำพูด
รู้ไหมว่า “คำพูดของคนเราสามารถสื่อสารให้อีกฝ่ายเข้าใจได้เพียงแค่ 7%” เท่านั้น จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่มักเกิดความเข้าใจผิดกันบ่อยครั้ง!
🤔 บางครั้งเรามีเจตนาดี แต่กลับกลายเป็นว่าคนฟังรู้สึกเหมือนถูกตำหนิ
🤔 หรือบางครั้งอีกฝ่ายตีความคำพูดของเราไปคนละทาง ทั้งที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น
🤔 พรีเซนต์งานแล้วลูกค้า หรือหัวหน้า ไม่เข้าใจหรือไม่สนใจ
🤔 เวลาพูดในที่ประชุม หรือพูดคุยกับใครก็ตาม เหมือนไม่มีใครฟังเรา
🤔 สื่อสารผ่านข้อความ แชทคุยกัน แล้วอีกฝ่ายเข้าใจผิด
ถ้าทุกคนเจอปัญหาเหล่านี้ในที่ทำงาน หรือคนรอบตัว
อาจจะถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวน "วิธีการสื่อสาร" ของตัวเอง!
จบปัญหาการสื่อสารที่ไม่เคลียร์ ว่าด้วยเรื่องของกฎ 7-38-55 หรือ The 7-38-55 Rule แบบฉบับที่เข้าใจ และนำไปใช้ได้ทันที
แนวคิด The 7-38-55 Rule นี้พัฒนาขึ้นโดยศาสตราจารย์อัลเบิร์ต เมห์ราเบียน (Albert Mehrabian) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ซึ่งได้นำเสนอไว้ในหนังสือ Silent Messages เมื่อปี 1971 หลังจากนั้น แนวคิดของเขาก็ถูกนำไปใช้ในหลายวงการ “เพื่ออธิบายว่าคนเราสื่อสารความรู้สึกกันอย่างไร” โดยตัวเลข 3 ตัวนี้ เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารด้านอารมณ์ หรือความหมายที่เราสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน โดยกฎนี้ระบุว่า
🔸 7% คือ มาจาก ‘คำพูด’
🔸 38% มาจาก ‘น้ำเสียง, โทนเสียง’
🔸 55% มาจาก ‘ภาษากาย’
ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า การสื่อสารในชีวิตประจำวันของเรา อาจจะถูกใช้เพียงแค่ 7% เท่านั้น จึงไม่แปลกใจที่บางครั้งทำไมสื่อสารถึงไม่มีประสิทธิภาพ หรือเกิดปัญหาตามมาบ่อยครั้ง
หัวใจสำคัญของ The 7-38-55 Rule คือการเข้าใจอารมณ์ และบริบทของอีกฝ่าย ไม่ใช่แค่การสื่อสารเพียงอย่างเดียว
1
การเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดของ The 7-38-55 Rule คือการได้ไปปรับใช้จริงในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการโฟกัสกับความรู้สึกหรือความตั้งใจของอีกฝ่าย โดยเฉพาะเวลาที่เรายากจะอ่านอารมณ์ของเขาให้ชัด ในทางกลับกัน เวลาคุณอยากสื่อความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่นเข้าใจ ก็ควรคำนึงเรื่องนี้เช่นกัน
🔹 คุณคริส วอสส์ (Chris Voss) อดีตหัวหน้าทีมเจรจาตัวประกันของ FBI ได้นำหลักการของ Albert Mehrabian อย่าง The 7-38-55 Rule มาใช้ในงานวิจัยด้านการเจรจาต่อรอง โดยเขาเสนอว่า ในการเจรจาทางธุรกิจ หรือแม้แต่การพูดคุยทั่วไป “ภาษากาย” มีส่วนสำคัญต่อการเจรจาต่อรองมากกว่าแค่พูดเฉย ๆ
🔹 ในทางกลับกันบางครั้งคำพูดมีความสำคัญก็จริง แต่ถ้าคำพูดของคุณขัดกับน้ำเสียงหรือภาษากาย คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อสิ่งที่เขาเห็น มากกว่าสิ่งที่เขาได้ยินเสมอ อย่างในกรณีสมมุติว่า หากคุณเป็นผู้นำที่ต้องการปลุกใจทีม แต่กลับยืนล้วงกระเป๋า พูดไปเขย่ามือไป หรือคิดว่าจะจัดการเรื่องละเอียดอ่อนผ่านอีเมล หรือ ประชุมผ่าน Zoom สิ่งเหล่านี้จะลดพลังในการสื่อสารของคุณทันที
🔹 ในมุมมองของจิตแพทย์อย่าง ดร.เจฟฟ์ ทอมป์สัน (Jeff Thompson) ชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราอยากเป็นนักสื่อสารที่ดี เราต้องดูมากกว่าแค่กฎ 7-38-55 เพราะการสนทนาเกิดขึ้นจากบริบทเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่, บทบาทของผู้พูด หรือความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความเข้าใจ
เพราะเวลาที่เราพยายามเข้าใจผู้อื่น ท่าทางเดียวหรือคำพูดเพียงประโยคเดียวอาจไม่ได้มีความหมายชัดเจน แต่ทฤษฎี The 7-38-55 Rule เหล่านี้ช่วยให้เราสังเกตและเข้าใจบริบทของอีกฝ่ายมากขึ้น ดังนั้นการเข้าใจเรื่องการสื่อสารจึงไม่ใช่แค่คำพูด แต่การอ่านภาษากายได้อย่างแม่นยำ และเข้าใจบริบทของอีกฝ่าย จึงถือเป็นทักษะสำคัญสำหรับคนที่อยากพัฒนาทักษะการเจรจา
1
หนึ่งในเคสตัวอย่างจากเว็บไซต์ elearningindustry ที่น่าสนใจของ The 7-38-55 Rule สำหรับคนที่ทำงาน Hybrid Work ก็สามารถใช้กฎนี้ในการสื่อสารได้เช่นกัน
3
🎯 7% ที่มาจาก ‘คำพูด’
แม้คำพูดจะมีสัดส่วนน้อยที่สุด แต่กลับมีผลอย่างมาก โดยเฉพาะในโลกการทำงาน Hybrid ที่มักใช้การสื่อสารเป็นตัวอักษร หรือแชทคุยกันเป็นหลัก เทคนิคคือ
👉 พูดหรือพิมพ์ให้กระชับ: ตัดคำฟุ่มเฟือย ใช้ภาษาที่ชัดเจนและเน้นการลงมือทำ
👉 กระตุ้นให้ร่วมมือ: ใช้คำชวนเช่น “เรามาร่วมคิดไปด้วยกัน” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม
👉 ใส่ความเป็นมนุษย์ลงไป: แทรกอารมณ์ขันเล็กน้อย หรือ จะยกตัวอย่างที่คนเข้าใจง่าย จะช่วยให้ข้อความน่าจดจำมากขึ้น
ดังนั้นไม่ว่าคุณจะพิมพ์อีเมล, ส่งข้อความ หรือพรีเซนต์งาน คำพูดยังคงเป็นรากฐานของความเข้าใจที่ชัดเจนเสมอ
🎯 38% ที่มาจาก ‘น้ำเสียง, โทนเสียง’
น้ำเสียงคือสิ่งที่ถ่ายทอดอารมณ์ของข้อความ เป็น "ส่วนผสมลับ" ที่ช่วยให้คำพูดส่งผลตรงกับใจคนฟัง เรียกได้ว่าขับเคลื่อนบรรยากาศให้ดี หรือไม่ดี ได้เลย
👉 แสดงความเข้าใจ
ใช้เสียงที่นุ่มนวล เมื่อพูดถึงเรื่องที่ยากหรือน่าเป็นห่วง จะช่วยสร้างความไว้วางใจและความรู้สึกปลอดภัยทางใจ ซึ่งวิธีการนี้สามารถไปปรับใช้ได้ทั้งการพิมพ์ และการพูดเช่นกัน
👉 ใส่พลังเข้าไปในน้ำเสียง
น้ำเสียงที่เปลี่ยนจังหวะจะช่วยดึงความสนใจ โดยเฉพาะในประชุมออนไลน์หรือ Hybrid ตัวอย่างเช่น ถ้าในที่ประชุมมีการคุยไอเดียกัน เราอาจจะเพิ่มจังหวะได้ว่า “ไอเดียนี้มีโอกาสต่อยอดไปได้อีกเยอะเลย”
👉 ปรับน้ำเสียงให้เหมาะกับสถานการณ์
ใช้โทนกระตือรือร้นเมื่อระดมไอเดีย หรือ โทนสงบเมื่อถกเรื่องลึกซึ้ง เพราะน้ำเสียงไม่เพียงแค่กำหนดอารมณ์ แต่ยังส่งผลต่อ ‘ความรู้สึก’ ของคนที่ฟังอีกด้วย
1
🎯 55% ที่มาจาก ‘ภาษากาย’
แม้การทำงานแบบ Hybrid Work จะอยู่หน้ากล้อง ภาษากายก็ยังส่งพลังได้มากกว่าคำพูด ดังนั้นการเปิดกล้องเพื่อสื่อสาร จึงเป็นอีกเทคนิคที่สำคัญของการสื่อสารในยุค Hybrid Work
👉 แสดงความมั่นใจ: การนั่งหลังตรง เปิดไหล่ ใช้ท่าทางมือในเฟรมอย่างชัดเจนเพื่อเสริมสิ่งที่คุณพูด
👉 มองกล้อง ไม่ใช่จอ: การสบตาผ่านกล้องจะสร้างความรู้สึกว่าอีกฝ่ายได้รับความใส่ใจ แม้จะเป็นการประชุมออนไลน์
👉 สื่อสารด้วยท่าทางที่มีความหมาย: ไม่ว่าจะรอยยิ้ม พยักหน้า หรือเอนตัวเข้าหาจอเล็กน้อย แสดงถึงความตั้งใจและความเป็นมิตร
สำหรับการพบปะเจอตัวจริง ยิ่งต้องแสดงออกให้ชัดขึ้น ภาษากายคือกุญแจในการสร้างความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นได้เร็วกว่าคำพูด
การอ่านอารมณ์ของคนอื่น และการถ่ายทอดอารมณ์ของตัวเองอย่างถูกต้อง คือทักษะสำคัญอย่างมากในการทำงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจะทำให้ The 7-38-55 Rule มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) คือทักษะสำคัญที่ควรมี เพราะการมีเทคนิค หรือ "วิธีพูด" สำคัญพอ ๆ กับ "สิ่งที่พูด" เสมอ
บางครั้งการอ่านกฎ หรือ ทฤษฎี เพื่อให้เราสามารถสร้างสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหายาก ๆ ในชีวิต แต่ความจริงคือ สูตรพวกนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นให้รู้สึกมั่นใจเท่านั้น การจะเก่งในสิ่งใดต้องใช้ความพยายาม การสร้างนิสัยใหม่ หรือการมีความสุขก็เช่นกัน เช่นเดียวกับการสื่อสาร ต้องใช้ความใส่ใจ, ความเข้าใจผู้อื่น , การสังเกต และความฉลาดทางอารมณ์
มันไม่มีตัวเลขไหนมาจัดการสิ่งเหล่านี้ได้แบบตายตัว
แต่บางทีการรู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับสูตรสำเร็จใด ๆ
ก็อาจทำให้เราสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติและจริงใจยิ่งขึ้นก็ได้
1
✍🏻 เรียบเรียง: กิตติภพ ปานล้ำเลิศ
ที่มา:
• 57 Years Ago, a Legendary Psychologist Discovered the 7-38-55 Rule. It’s Still the Secret to Exceptional Emotional Intelligence -
https://www.inc.com/jessica-stillman/7-38-55-rule-57-years-old-secret-exceptional-emotional-intelligence.html
• Mastering The 7-38-55 Rule Of Communication In Hybrid Work Environments -
https://elearningindustry.com/mastering-the-7-38-55-rule-of-communication-in-hybrid-work-environments
• The 7-38-55 rule: Debunking the golden ratio of conversation -
https://bigthink.com/the-learning-curve/the-7-38-55-rule-debunking-the-golden-ratio-of-conversation/?utm_source=chatgpt.com
113 บันทึก
60
131
113
60
131
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย