Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Weerada Chuncuansungkom
•
ติดตาม
2 ต.ค. 2025 เวลา 02:28 • หุ้น & เศรษฐกิจ
TURBO เข้าหุ้น IPO สู่การให้บริการสินเชื่อครบวงจรชั้นนำที่ ง่าย สะดวก รวดเร็ว
ถ้าพูดถึงธุรกิจ "สินเชื่อรายย่อย" ถือเป็นภาพจำที่คุ้นชินในสมรภูมิ "Red Ocean" ที่การแข่งขันดุเดือดและเน้นสงครามราคาเป็นหลัก แต่ทว่ามีบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่งที่มาแรงไม่แพ้กัน ซึ่งเป็นผู้ให้บริการในด้านสินเชื่อครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจนายหน้าทั้งประกันวินาศภัย และประกันชีวิต และธุรกิจจำหน่ายสินค้าเงินสดและเงินผ่อน ที่ก่อตั้งโดยคุณสุธัช เรืองสุทธิภาพ และครอบครัวตั้งมิตรประชา นั่นคือ บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) (TURBO) ซึ่งเป็นหุ้น IPO ตัวแรกบนกระดาน SET ได้จดทะเบียนในวันที่ 30 กันยายน 2568
ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกับเทอร์โบ โดยเบื้องต้นว่าเค้าทำธุรกิจด้านสินเชื่อในการเข้าถึงลูกค้ารายย่อยได้อย่างไรบ้าง
เงินเทอร์โบ ผู้บุกเบิกสินเชื่อเพื่อ "รากหญ้า"
บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเงินด่วนสำหรับกลุ่มลูกค้ารายย่อย โดยมีจุดเด่นคือความรวดเร็วในการอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งลูกค้าสามารถรับเงินได้ภายในวันนั้น ภายใต้โมเดลธุรกิจที่เน้นการเข้าถึง "สินเชื่อชุมชน" ที่ทีมงานอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้า ทำให้สามารถประเมินศักยภาพการชำระหนี้ได้อย่างแม่นยำ
แม้ลูกค้าจะไม่มีหลักฐานทางการเงินชัดเจนก็ตาม ปัจจุบัน เงินเทอร์โบมีเครือข่ายสาขาที่แข็งแกร่งถึง 996 สาขา ครอบคลุม 54 จังหวัด ทั่วประเทศไทย และยังคงมีเป้าหมายในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มลูกค้าและการเข้าถึงบริการ เร็ว, ง่าย, ใกล้ชิด
เงินเทอร์โบมุ่งเน้นให้บริการกลุ่ม "ลูกค้าฐานราก" ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ไม่เป็นทางการ มีสลิปเงินเดือน หรือเงินโอนเข้าบัญชีน้อย ทำให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ยากและอาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ
ความเร็วคือหัวใจ จุดเด่นที่สุดคือ ความเร็วในการอนุมัติ (เช่น สินเชื่อมอเตอร์ไซค์ใช้เวลาเพียง 10-30 นาที)
เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้หากต้องลางานเพื่อทำเรื่องสินเชื่อ จะต้องเสียค่าแรงหรือโอกาสทางธุรกิจการเข้าถึงที่สะดวก บริษัทเปิดให้บริการ 7 วันต่อสัปดาห์ และใช้โมเดล "สินเชื่อชุมชน" เพื่อให้การประเมินความตั้งใจชำระหนี้ของลูกค้ามีประสิทธิภาพ
TURBO มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ด้านผลประกอบการ ของ บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่ปี 2566-2568 (6 เดือนแรก) พบว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,430.7 ล้านบาท (กำไร 131.7 ล้านบาท) 3,033.2 ล้านบาท (กำไร 141.6 ล้านบาท) และ 1,517.6 ล้านบาท (กำไร 235.9 ล้านบาท) ตามลำดับ สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกนั้นมีการเติบโตขึ้นจากปีก่อน เกิดจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin) อยู่ที่ 19.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ 15.1%
รวมไปถึงอัตรารายได้รวมหลังจากหักค่าใช้ข่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อลูกหนี้เงินกู้ยืมสุทธิเฉลี่ยน 21.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ 18% ผลจากที่บริษัทยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการพัฒนาโครงสร้างการจัดการและโครงสร้างพื้นฐานได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อย้อนกลับไปเมื่อหลายปีที่แล้ว จะเห็นได้ว่า TURBO มีศักยภาพการเติบโตสูงจากภาพรวมตลาดสินเชื่อรายย่อย ที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นตั้งแต่ปี 2561 อยู่ที่ 2.2 แสนล้านบาท จนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2568 อยู่ที่ 6.3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 18.6% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าภาพรวมของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่เติบโตจากสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท เป็น 2.2 แสนล้านบาท
ที่แสดงให้เห็นการเข้าถึงสินเชื่อรายย่อยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในการเจาะกลุ่มลูกค้าระดับล่าง สามารถเข้าถึงในการบริการทางการเงินได้ ถึงแม้จะเป็นผู้เล่นรายกลาง แต่บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณ 30% ในช่วง 4-5 ปีล่าสุด
TURBO มีทุนชําระแล้ว 1,335 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เสนอขาย IPO 537 ล้านหุ้น ประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุน 444.78 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมของ บริษัท กสิกรวิชั่น จำกัด (KVISION) 89.22 ล้านหุ้น และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,005 ล้านบาท โดยมีธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ
และมีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ลําดับแรก ได้แก่ กลุ่มครอบครัวตั้งมิตรประชา ถือหุ้น 74.02% KVISION ถือหุ้น 4.98% และ ผู้บริหาร บุคลากร และประชาชนทั่วไป ถือหุ้น 21% การกําหนดราคาเสนอขาย IPO มาจากการสํารวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ของผู้ลงทุนสถาบัน (Book building) คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) เท่ากับ 12.70 เท่า และบริษัทมีนโยบายจ่ายปันผลไม่น้อยกว่า 20%
กลยุทธ์การขยายธุรกิจและผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อ หลังเข้า IPO
1. การขยายสาขา จุดนัดพบสำคัญของลูกค้าฐานราก
เงินเทอร์โบยังคงเชื่อว่า สาขาเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับลูกค้ากลุ่มฐานรากที่ไม่สามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้สะดวก บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสาขาเป็นประมาณ 1,700-1,800 สาขา (จากเป้าแรกที่ 1,400 สาขา) เพื่อให้ลูกค้าส่วนใหญ่สามารถเดินทางมาใช้บริการได้ภายใน 15 นาที โดยใช้โมเดลการเช่าที่ต้นทุนต่ำ (ประมาณ 3-4 แสนบาทต่อสาขา)
2. ธุรกิจประกัน เป็นโอกาสสำคัญในระยะกลาง
บริษัทมองเห็นโอกาสการเติบโตที่สูงใน ธุรกิจนายหน้าประกัน โดยเฉพาะกับลูกค้าฐานราก เพราะเป็นกลุ่มที่ต้องการประกันมากที่สุด เนื่องจากมีบัฟเฟอร์ทางการเงินน้อย และหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตทันที เงินเทอร์โบจึงร่วมมือกับบริษัทประกันเพื่อ ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการ เช่น ประกันมอเตอร์ไซค์ หรือการชดเชยรายได้ในกรณีที่ทำงานไม่ได้
การบริหารจัดการหนี้และความเสี่ยง สร้างความเชื่อมั่นและรักษาภาพลักษณ์
การจัดการลูกหนี้และการติดตามหนี้
บริษัทแยกกลุ่มลูกหนี้ออกเป็นสองกลุ่มคือ ลูกค้าที่ไม่มีเงินจ่ายจริง (เช่น ตกงานชั่วคราว) และ ลูกค้าที่มีเงินแต่ไม่จ่าย สำหรับกลุ่มแรก บริษัทจะหาทางช่วยเหลือ เช่น การยืดระยะเวลาผ่อนชำระ
นโยบายสำคัญคือ เงินเทอร์โบไม่ใช้ Outsource ในการติดตามทวงหนี้หรือดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อควบคุมคุณภาพการบริการ และ ป้องกันภาพลักษณ์ของบริษัทเสียหาย จากการใช้คำพูดหรือวิธีการที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าที่ดีไม่กลับมาใช้บริการอีกในอนาคต การรักษาชื่อเสียงของแบรนด์จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว
การตั้งสำรองและความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน
การตั้งสำรอง บริษัทใช้มาตรฐานบัญชี TFRS 9 ที่ซับซ้อนและมองไปข้างหน้า ในการคำนวณการตั้งสำรอง เพื่อลดการใช้ดุลยพินิจส่วนตัว
ความเชื่อมั่น IPO เพื่อยืนยันวิสัยทัศน์ระยะยาว โดยผู้บริหารได้ทำการล็อกอัพหุ้นของตนเองเป็นระยะเวลา 100% ตลอดทั้งปี โดยสมัครใจ ซึ่งเกินกว่าข้อกำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจต่อนักลงทุนว่าไม่มีความตั้งใจที่จะขายหุ้นเก่าออกสู่ตลาด
โอกาสในอนาคต พื้นที่เติบโตอีก 5-10 เท่า
เงินเทอร์โบเชื่อมั่นว่าบริษัทยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจุบันยังเป็นบริษัทขนาดกลาง และมีศักยภาพในการเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก 5-10 เท่า ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ยของสาขาอยู่ประมาณ 4 ปีกว่า เมื่อสาขามีอายุมากขึ้น สินเชื่อต่อสาขาจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้กำไรเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากต้นทุนคงที่
และ บริษัทมีทีมงานอายุเฉลี่ยเพียง 27 ปี ทำให้มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังคงยืนยันที่จะเจาะไปหาลูกค้าระดับฐานรากได้เหมือนเดิม
TURBO ถือเป็นหุ้น IPO ตัวแรกเข้า SET ในการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อครบวงจรชั้นนำ โดยมีจุดเด่นสำคัญคือการให้บริการสินเชื่อเงินด่วนแก่ กลุ่มลูกค้าฐานราก ซึ่งเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ยาก ด้วยความมุ่งมั่นในแนวคิด "สินเชื่อชุมชน" ที่เน้นความ ง่าย สะดวก รวดเร็ว (อนุมัติรับเงินได้ในวันเดียว) ซึ่งได้วางกลยุทธ์ในการเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุน โดยมุ่งใช้เงินทุน IPO เพื่อเร่งขยายพอร์ตสินเชื่อและการขยายสาขาในการเจาะกลุ่มลูกค้าฐานรากอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก
www.set.or.th
www.turbo.co.th
#หุ้น #เงินเทอร์โบ #TURBO #FirstTradingDay
หุ้น
เศรษฐกิจ
การลงทุน
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย