Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เหมียวขี้สงสัย
•
ติดตาม
10 ต.ค. 2025 เวลา 08:13 • ความคิดเห็น
Bangkok, Thailand
นาร์ซีซิสในระบบราชการ” ภัยเงียบที่กัดกร่อนคุณภาพของภาครัฐ
ภัยเงียบราชการ: เมื่อ ‘นักสร้างภาพ’ ครองเมือง 🎭
ในระบบราชการที่ซับซ้อน มีบุคคลประเภทหนึ่งที่เติบโตได้ดีเป็นพิเศษ นั่นคือ
"นาร์ซีซิส" หรือ "นักสร้างภาพ" พวกเขาไม่ใช่คนที่ทำงานเพื่อประชาชน แต่ทำงานเพื่อสร้างเวทีให้ตัวเองดูโดดเด่น โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือการได้รับคำชมและเกียรติยศอย่างไม่สิ้นสุด
นักสร้างภาพ’ ต้องเล่นตามเกม : นักสร้างภาพเชี่ยวชาญในการ "เล่นตามเกม" ของระบบราชการที่เน้นตำแหน่งและพิธีรีตอง พวกเขารู้ดีว่าภาพลักษณ์สำคัญกว่าผลงาน และนี่คือกลยุทธ์ที่ใช้เสมอ
●
วาทศิลป์เหนือชั้น: รู้จักพูดจาเอาใจผู้ใหญ่ ใช้คำพูดสวยหรู อ้างความเสียสละเพื่อชาติและส่วนรวมได้อย่างน่าเชื่อถือ
●
สร้างภาพเก่ง: นำเสนอตัวเองให้เป็นคนสำคัญขององค์กร ทั้งที่เบื้องหลังโยนงานหนักให้ลูกน้อง
●
ขโมยซีนเมื่อสำเร็จ หนีปัญหาเมื่อล้มเหลว: เมื่อผลงานออกมาดี พวกเขาจะรีบรับเครดิต แต่เมื่อเกิดปัญหา พวกเขาคือคนแรกที่จะหายตัวไป
มันกัดกร่อนระบบราชการอย่างไร 🌪️
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพวกเขาไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ และมองเพื่อนร่วมงานเป็นเพียงเครื่องมือหรือคู่แข่ง หากใครโดดเด่นกว่า พวกเขาจะหาทางทำลายด้วยการปล่อยข่าวลือหรือบิดเบือนความจริง ทำให้บรรยากาศในที่ทำงานเต็มไปด้วยความหวาดระแวง และส่งผลร้ายในระยะยาว
●
คนทำงานจริงหมดไฟ: เมื่อเห็นว่าความทุ่มเทและความซื่อสัตย์ไม่ถูกมองเห็นเท่าคนพูดเก่ง คนดีมีความสามารถจึงเลือกที่จะเงียบและทำงานไปวันๆ
●
องค์กรหยุดนิ่ง: ความคิดสร้างสรรค์และความสามัคคีจะหายไป เหลือเพียงการแข่งขันสร้างภาพ การประชุมเต็มไปด้วยวาระซ่อนเร้น เอกสารหนาขึ้นแต่ผลลัพธ์ต่อสังคมกลับลดลง
🏛️ทำไมนาร์ซีซิสในระบบราชการ ถึงยังคงมีอยู่🏛️
1. ทฤษฎีระบบราชการของมักซ์ เวเบอร์ (Weber's Bureaucratic Theory) 🏛️
ทฤษฎีกล่าวว่า: ระบบราชการในอุดมคติ (Ideal Type) ควรมีลักษณะสำคัญคือ การมีลำดับชั้นบังคับบัญชาที่ชัดเจน, ยึดถือกฎระเบียบ, ไม่นำความสัมพันธ์ส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง (Impersonality), และ คัดเลือกบุคลากรตามความรู้ความสามารถ (Merit System) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง "ด้านมืด" หรือการบิดเบือนของระบบราชการแบบเวเบอร์ได้อย่างชัดเจน
• การใช้ลำดับชั้นเพื่อแสวงหาผลประโยชน์: นาร์ซีซิสไม่ได้ใช้ลำดับชั้นเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ใช้เป็นเครื่องมือในการ "เข้าหาผู้ใหญ่" และสร้างอำนาจส่วนตน พวกเขาเคารพโครงสร้างอำนาจ แต่เพียงเพื่อจะใช้มันเป็นบันไดไต่เต้า
• การบิดเบือนระบบคุณธรรม: แทนที่จะเติบโตด้วยผลงานจริง (Merit) นาร์ซีซิสกลับใช้ทักษะ "การสร้างภาพ" และการจัดการการรับรู้ของผู้บังคับบัญชาให้เป็นประโยชน์ พวกเขาแทรกแซงหลักการ "Impersonality" โดยการสร้างความสัมพันธ์แบบเอาอกเอาใจ เพื่อให้ได้รับการประเมินที่ดีเกินจริง
ดังนั้น นาร์ซีซิสจึงเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการใช้ "รูปแบบ" ของระบบราชการ (เช่น ตำแหน่ง, เอกสารประเมิน) เพื่อทำลาย "จิตวิญญาณ" ของระบบ (คือการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างมีเหตุผล)
2. ทฤษฎีการเมืองในองค์การ (Bureaucratic Politics Model) ♟️
ทฤษฎีกล่าวว่า: องค์การไม่ใช่เครื่องจักรที่ทำงานอย่างเป็นเหตุเป็นผล แต่เป็น "เวทีการเมือง" ที่แต่ละหน่วยงานหรือบุคคลแข่งขันและต่อรองเพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของตนเอง การตัดสินใจต่างๆ เป็นผลลัพธ์ของเกมการเมืองภายใน
บทความสะท้อนอย่างไร: บทความบรรยายพฤติกรรมของนาร์ซีซิสตรงตามแนวคิดนี้ทุกประการ
• มองเพื่อนร่วมงานเป็นเครื่องมือ: ดังที่บทความกล่าวว่า "พวกเขามองเพื่อนร่วมงานเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในกระดาน" นาร์ซีซิสไม่ได้มองคนอื่นเป็นเพื่อนร่วมทีม แต่เป็นคู่แข่ง (หากเก่งกว่า) หรือเครื่องมือ (หากด้อยกว่า) ในเกมการเมืองของตนเอง
• สร้างความหวาดระแวง: การ "ใส่ร้าย ปล่อยข่าว หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง" เพื่อทำลายคู่แข่ง คือยุทธวิธีทางการเมืองที่เด่นชัด พวกเขาสร้างบรรยากาศที่ไม่ไว้วางใจกัน เพื่อให้ตนเองสามารถควบคุมข้อมูลและสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น
นาร์ซีซิสจึงเป็น "นักการเมืองในองค์การ" ที่มีประสิทธิภาพสูง เป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่ผลประโยชน์ของประชาชน แต่คือชัยชนะในเกมแห่งอำนาจภายในองค์กร
3. ทฤษฎีตัวการ-ตัวแทน (Principal-Agent Theory) 🎭
ทฤษฎีกล่าวว่า: ความสัมพันธ์ในองค์กรคือความสัมพันธ์ระหว่าง "ตัวการ" (Principal) เช่น ประชาชน หรือผู้บังคับบัญชา และ "ตัวแทน" (Agent) คือข้าราชการ ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนมีข้อมูลมากกว่าตัวการ (Information Asymmetry) และทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนแทนที่จะทำเพื่อตัวการ
บทความสะท้อนอย่างไร: นาร์ซีซิสคือ "ตัวแทน" ที่ใช้ประโยชน์จากช่องว่างของข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
• การส่งสัญญาณจอมปลอม: พวกเขาส่งสัญญาณ (Signaling) ที่ดีไปยังผู้บังคับบัญชาผ่าน "คำพูดสวยหรู", "การวางท่า", และ "การสร้างภาพ" ทำให้ผู้บังคับบัญชา (ตัวการ) เชื่อว่าพวกเขาเป็นข้าราชการที่ทุ่มเทและมีประสิทธิภาพ
• ซ่อนเร้นการกระทำ: ในขณะเดียวกัน พวกเขาซ่อนการกระทำที่แท้จริงไว้ เช่น "โยนงานหนักให้ลูกน้อง" และ "หายตัวไปเมื่อเกิดปัญหา" ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบได้ยาก
• รับเครดิต: พวกเขารับความดีความชอบจากผลงาน ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ลงแรงทำจริง ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกของทฤษฎีนี้ที่เรียกว่า "Moral Hazard"
นาร์ซีซิสจึงประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้บังคับบัญชาเชื่อว่าตนกำลังทำงานเพื่อองค์กร ทั้งที่จริงแล้วกำลังทำงานเพื่อตัวเอง
4. ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Theory) 🧠
ทฤษฎีกล่าวว่า: ต้องมองข้าราชการว่าเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผลและมุ่งแสวงหา "ผลประโยชน์ส่วนตน" (Self-Interest) เป็นหลัก เช่น ต้องการขยายอำนาจ, งบประมาณ, หรือเกียรติยศส่วนตัว ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างบริสุทธิ์ใจ
บทความสะท้อนอย่างไร: บทความนี้คือภาพสะท้อนของข้าราชการตามแนวคิด Public Choice ที่ชัดเจนที่สุด
• เป้าหมายคืออัตตา: ดังที่บทความระบุว่า "ไม่ได้ทำงานเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้สังคมหรือองค์กร แต่ทำงานเพื่อสร้างเวทีให้ตัวเอง" และต้องการเพียง "คำชม เกียรติยศ และการยอมรับ" ซึ่งเป็นผลประโยชน์ส่วนตนที่ไม่ใช่ตัวเงิน
• ละครแห่งอัตตา: การบริหารงานกลายเป็นการ "แสดงโชว์เพื่อเอาหน้า" โดยมีประชาชนเป็นแค่ฉากหลัง ซึ่งตรงกับแนวคิดที่ว่า เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความพึงพอใจให้ตนเองและผู้มีอำนาจ ไม่ใช่การตอบสนองความต้องการของประชาชน
ในมุมมองนี้ นาร์ซีซิสไม่ใช่คนผิดปกติ แต่เป็น "ผู้เล่นที่มีเหตุผลที่สุด" ในระบบที่เอื้อให้การสร้างภาพนำมาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตนได้มากกว่าการทำงานจริง
5. ทฤษฎีวัฒนธรรมองค์การ (Organizational Culture Theory) 🇹🇭
ทฤษฎีกล่าวว่า: พฤติกรรมของคนในองค์กรถูกหล่อหลอมจาก "วัฒนธรรม" หรือค่านิยมร่วมที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ความอาวุโส, การรักษาน้ำใจ, หรือการให้ความสำคัญกับพิธีรีตอง
บทความสะท้อนอย่างไร: บทความชี้ให้เห็นว่า "ระบบราชการแบบไทยที่ให้ความสำคัญกับลำดับชั้นและพิธีกรรม" คือดินที่อุดมสมบูรณ์สำหรับนาร์ซีซิส
• พิธีกรรมสำคัญกว่าผลลัพธ์: เมื่อองค์กรให้ค่ากับ "การวางตัวดี" และ "การพูดจาเอาใจ" มากกว่าการทำงานจริง คนที่เก่งด้านการแสดงออกย่อมได้เปรียบ
• การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง: วัฒนธรรมที่กลัวการเผชิญหน้า ทำให้ไม่มีใครกล้าทักท้วงหรือเปิดโปงพฤติกรรมของนาร์ซีซิส เพราะจะถูกมองว่าเป็น "คนมีปัญหา" หรือ "ก้าวร้าว" ซึ่งเปิดทางให้พวกเขาทำอะไรได้ตามใจชอบโดยไม่มีใครขัดขวาง
สรุปได้ว่า นาร์ซีซิสไม่ใช่แค่ "ภัยเงียบ" แต่เป็นอาการป่วยของระบบราชการที่สามารถวิเคราะห์และทำความเข้าใจได้ผ่านทฤษฎีการบริหารจัดการภาครัฐหลายแขนง พวกเขาเติบโตได้เพราะโครงสร้างและวัฒนธรรมของระบบราชการเองที่เปิดช่องว่างให้ "ภาพลักษณ์" มีค่ามากกว่า "ความจริง"
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย