15 ต.ค. 2025 เวลา 00:06 • ความคิดเห็น
โดยธรรมชาติ อารมณ์ความรู้สึกด้านลบเข้มข้นกว่าด้านบวกอยู่แล้วค่ะ จึงฝังลึกกว่าและติดแน่นกว่า
1
แต่กลไกในสมองของมนุษย์ต่อความรู้สึกทั้งสองแบบนั้น ทำงานต่างกันค่ะ
การตอบสนองต่อครส.ด้านลบ (จากคำตำหนิติเตียนหรือใดๆก็ตาม) จัดเป็นกลไกการป้องกันตัว (defense mechanism) ซึ่งมีอยู่ในสัญชาตญาณของมนุษย์ทุกผู้คนอยู่แล้ว อาทิ ปฏิเสธความจริง หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง ฉายความรู้สึกผิดให้ผู้อื่น ถ่ายโอนย้ายที่ ชดเชย ถดถอย เก็บกด แสดงพฤติกรรมตรงข้าม เปลี่ยนขั้วลบให้เป็นแรงขับ ฯลฯ
1
พฤติกรรมที่แสดงออก ที่พบเห็นได้โดยทั่วไปก็เช่น ตอบโต้ กลบเกลื่อน เบี่ยงประเด็น หรือแม้แต่รีแอ็คว่าไม่แคร์-ไม่ใส่ใจ-ไม่ให้ค่า ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมาจากกลไกการป้องกันตัวทั้งสิ้น
1
ตอบสนองต่างกัน เพราะคนเราก็มีความสามารถต่างกัน-ไม่เท่ากัน ในการรับมือกับสิ่งต่างๆค่ะ ดังนั้นสิ่งที่ตามมาจึงต่างกันเช่น บางคนจมดิ่ง แตกสลาย ในขณะที่บางคนเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากสิ่งนั้น ปรับตัวและระแวดระวังมากขึ้น
มองภาพรวมของเหตุการณ์ มองเห็นประโยชน์จากปสก.นั้น แทนที่จะมองแต่ด้านที่เลวร้าย แล้วเอาแต่หลีกเลี่ยง สร้างกำแพง
บางคนปล่อยวางได้ ก้าวข้ามไปได้ หรือบางคนก็ใช้เป็นสปริงบอร์ดไปเลย อัพสกิลตัวเองในการประเมินสถานการณ์ มีความยืดหยุ่นของจิตใจเป็นเกราะป้องกัน ตัดทิ้งสิ่งรุงรัง ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น
ในขณะที่ครส.ด้านบวก กระตุ้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดได้น้อยกว่าครส.ด้านลบ แต่มีบทบาทสำคัญในกระตุ้นสารเคมีต่างๆในสมอง เช่น Endorphin (ฮอร์โมนแห่งความสุข) / Dopamine (ทำให้รู้สึกดี) / Serotonin (ฮอร์โมนที่ลดอาการซึมเศร้า) / Melatonin (ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการนอนหลับ) / Norepinephrine (ฮอร์โมนที่ตอบสนองต่อภาวะเครียด)
1
ซึ่งสารสื่อประสาทเหล่านี้ ไม่เพียงมีบทบาทในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก แต่ยังมีบทบาทในเรื่องของการเรียนรู้และความจำอีกด้วย
อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจากคำสรรเสริญเยินยอหรือคำตำหนิติเตียน สะท้อนว่าสัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ของเรายังฟังก์ชั่น-ยังทำงาน-ยังตอบสนอง อีกทั้งยังบ่งบอกถึงศักยภาพของคนๆนั้น ในการทำความเข้าใจและรับมือกับสิ่งต่างๆที่เกิด แล้วจากนั้นจึงกลายเป็นข้อสรุปให้กับตัวเอง
บางคนอาจมองว่าเป็นโชคชะตา บุญเก่ากรรมเก่า จิตปรุงแต่ง โลกใจดีใจร้าย ฯลฯ นั่นก็ล้วนเป็นไปตามแต่จริต-คตินิยม-ความเชื่อ-ชุดประสบการณ์ชีวิตของคนๆนั้น
1
โฆษณา