16 ต.ค. 2025 เวลา 03:52 • ท่องเที่ยว

Egypt (28)

Egypt (28) : วิหารแห่งเซติที่ 1 ที่อบีดอส: มรดกแห่งการฟื้นฟูและความศักดิ์สิทธิ์
The Great Temple of Abydos วิหารของฟาร์โรเซติ
วันนี้เราจะออกจากเมืองลักซอร์ หรือเมืองธีปในสมัยโบราณ ออกไปยังชานเมืองเพื่อชมวิหารที่น่าสนใจที่เมือง อาบิโดส (Abydos)
ที่ลักซอร์เราเห็นอาคารบ้านเรือนที่มีความเจริญพอสมควร แต่พอเราเดินทางเข้าสู่เมืองที่เล็กลงไป ก็เริ่มจะเห็นความเป็นอียิปต์แบบบ้านๆผ่านเข้ามาในสายตา .. พ่อค้า (ไม่มีแม่ขาย เป็นสร้อยต่อท้ายคำ เพราะยังไม่เห็นผู้หญิงออกมานั่งขายของเลย) มีแต่ผู้ชาย และเด็ก
หนุ่มที่ทำขนมปัง พ่อค้าขายผลไม้ แผงขายเนื้อที่มีชายหน้าตาเหมือนมาเฟียยืนเฉือนเนื้อวัวขายอย่างเมามัน หรือตาเฒ่าที่กำลังต้อนฝูงวัวตามชายทุ่ง .. เลยไม่รู้และลืมถามไกด์ท้องถิ่นว่าผู้หญิงอียิปต์ตามชนบทเขาทำมาหากินอย่างไร
พอรถเข้าเขตเมืองอาบิโดส ได้ยินเสียงหวอๆๆๆๆๆๆ เสียงไม่ดังมากมาจากรถตำรวจซึ่งปาดรถแว๊บเข้ามานำหน้ารถบัสที่เรานั่ง
Why we have to have that police car in front of us? .. ฉันถามไกด์ด้วยความสงสัย ส่วนในใจคิดว่า ขบวนของเราคงเป็น VIP สุดๆ
They just want to facilitate the traffic, so that we will not be blocked on the way. .. ไกด์ตอบ
… ฉันรู้ภายหลังว่า ในเขตอาบิโดส จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยว “ต่างชาติ”เข้าไปชมสถานที่ต่างๆได้ เฉพาะคนที่เดินทางเข้าโดยรถที่มีการรักษาความปลอดภัย (Security Convoy) เท่านั้น เมื่อมาที่เมืองนี้เราจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษที่ต้องได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ .. ก็ปลื้มค่ะ อยู่บ้านมีคนดูแลแม้แต่นาทีเดียว อิอิ
ก่อนจะไปเที่ยวชมวิหารของฟาร์โรห์ที่มีชื่อเสียงขจรขจาย มาทำความรู้จักกันสักนิดกับเมืองและเรื่องราวของเทพเจ้าที่สำคัญ อันเป็นหนึ่งในเหตุผลของการสร้างวิหารเพื่ออุทิศให้กับเหล่าทวยเทพเหล่านี้
เรื่องราวโดยย่อของฟาโรห์เซติที่ 1 (Seti I)
ย้อนกลับไปสู่ยุครุ่งเรืองที่สุดอีกยุคหนึ่งของอียิปต์โบราณประมาณ 1290-1279 ปีก่อนคริสตกาลความสงบสุขของชาวอียิปต์ภายใต้การปกครองของ "ฟาโรห์เซติที่1" บุตรของฟาโรห์รามเซสที่ 1 (Ramesses I) และพระราชินีซีทรี (Sitre) และเป็นบิดาของฟาโรห์รามเซสที่ 2 (Ramesses II)
พระราชประวัติของฟาโรห์เซติที่ 1 พระองค์ที่เด่นชัดก็คือ ด้านการทำสงครามอียิปต์โบราณ ประเทศถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากอียืปต์เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ซึ่งทอดตัวไหลผ่านทั้งประเทศ ทำให้ใครๆ ก็อยากครอบครองดินแดนนี้
ศัตรูตลอดการของอียิปต์ก็คือพวกฮิตไทส์ (Hittites) .. ในยุคราชวงศ์ที่ 18 ตอนปลายเป็นช่วงที่อียิปต์เจอมรสุมมากมายทั้งภายในประเทศก็คือ การขาดฟาโรห์ที่เข็มแข็งพอในการจะปกครองประเทศ เกิดการก่อกบฏประชาชนก็ขาดที่พึง ซ้ำร้ายยังถูกรุกรานจากศัตรูอีก
ในช่วงผ่านต่อของแต่ละราชวงศ์ก็มักจะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้อยู่เสมอ แต่พอบ้านเมืองเกิดความระส่ำระสายก็มักจะมีวีระบุรุษที่มากู้ชาติไว้ และ ฟาโรห์เซติที่ 1 ก็ถือได้ว่าเป็นฟาโรห์องค์หนึ่งที่ช่วยทำให้แผ่นดินไอยคุปต์เกิดความร่มเย็นขึ้นได้อีกครั้ง .. พระองค์ทำศึกสงครามขับไล่พวกฮิตไตส์ให้พ้นจากดินแดนอียิปต์
ในช่วงรัชสมัยของฟาโรห์เซติที่ 1 .. พระองค์ได้สร้างสถานที่อันสำคัญทางประวัติศาสตร์ไว้ อาทิเช่นวิหารเก็บพระศพเซติที่ 1 (Mortuary Temple of Seti I) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง Qurna ฝั้งตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ตรงข้ามกับเมือง Luxor
ถัดมาคือ วิหารแห่งอบิดอส (Temple at Abydos) พระองค์ได้ริเริ่มสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นด้วยหินอ่อนวิหารตั้งอยู่ที่เมืองอบิดอส ทางตอนบนของอียิปต์วิหารแห่งนี้สร้างเสร็จในรัชสมัยของฟาโรห์องค์ต่อมา ซึ่งคือทายาทของพระองค์เองนั่น ฟาโรห์รามเซสที่ 2
อีกสถานที่สำคัญนั่นคือ Hypostyle Hall แห่งเมือง Karnak .. แท่นเสาขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นยังเหลือร่องรอยประติมากรรมเรื่องราวของการทำศึกสงครามของฟาโรห์เซติที่ 1 เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการทำศึกกับเอเชีย ตะวันตก, ลิเบีย,นูเบีย ในช่วงต้นๆ ของรัชกาลของพระองค์
แต่ระยะเวลาการครองราชสมบัติของพระองค์เพียงประมาณ 10 กว่าปีชาวอียิปต์ก็พบกับความเศร้าโศกอีกครั้ง ฟาโรห์เซติที่ 1 สวรรคต .. ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าพระองค์สวรรคตด้วยเหตุอันใด
ทันทีที่ฟาโรห์ขึ้นครองราชคนงานจะเริ่มทำการขุดสร้างสถานที่เพื่อเตรียมไว้สำหรับฝังพระศพของฟาโรห์เอาไว้ทันที และสถานที่ฝังพระศพฟาโรห์เซติที่ 1ถูกเลือกสร้างไว้ที่หุบเขากษัตริย์ (The Valley of the King)
เพื่อให้แน่ใจว่าพระศพของฟาโรห์เซติที่ 1จะถูกเก็บไว้อย่างดี คนงานจะต้องขุดสร้างไว้อย่างดีการขุดสุสานในยุคแรกจะขุดลงไปเป็นรูปตัว L แล้วทำการแบ่งเป็นห้องๆ ไว้เพื่อเก็บสมบัติของฟาโรห์ ของใช้ที่จำเป็นสำหรับฟาโรห์ และห้องเก็บพระศพของฟาโรห์ เพื่อให้แน่ใจว่าฟาโรห์อันเป็นที่รักยิ่ง ผู้เป็นเสมือนเทพของพวกเขาจะเดินไปสู่ดินแดนของพระเจ้าได้อย่างปลอดภัย
ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังดูแลความเรียบร้อยของสุสานฝังพระศพฟาโรห์เซติที่1 ผู้มีหน้าทีทำมัมมี่ของฟาโรห์เซติที่ 1 มีเวลาประมาณ 70 วันในการเตรียมร่างอันไร้วิญญาณของฟาโรห์เซติที่ 1 เพื่อให้แน่ใจว่าฟาโรห์จะได้เดินทางไปยังชีวิตหลังความตายได้สมบูรณ์แบบที่สุด รวมถึงสมบูรณ์แบบที่สุดในวันที่พระองค์ฟื้นคืนชีพมา
พวกเขาก็จะนำร่างพระศพใส่ไว้ในโลงหินศิลาประดับด้วยทองคำ และภาพประติมากรรมอันสวยงาม ก่อนนำโลงพระศพฟาโรห์เซติที่ 1 ในเก็บไว้ยังสุสานที่ได้เตรียมไว้ นอกจากมีสมบัติที่จำเป็นสำหรับฟาโรห์เซติที่ 1แล้วพวกเขายังวางพวกอาหาร เครื่องดื่มไว้ภายในอีกด้วย หรือแม้แต่มัมมี่ของสัตว์เลี้ยงก็ยังทำเก็บไว้ภายในสุสาน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมต่างๆ สุสานที่จะถูกปิดไว้ชั่วนิรันดร์
หลังจากฟาโรห์เซติที่ 1 สวรรคตได้ไม่นาน สุสานของพระองค์ก็ได้ถูกโจรปล้นสุสานขโมยทรัพย์สมบัติไปจนเกือบหมดสิ้น มีการเผาสุสานเพื่อหลอมละลายทองคำ พวกที่ถูกจับได้บางคนก็ถูกทรมานอย่างหนักก่อนที่จะประหารชีวิต
ต่อมาเกิดภัยพิบัติอุทกภัยที่ทำให้สุสานได้รับความเสียหายไปไม่น้อย และหลังจากนั้นจวบจนกว่า 3 พันปีให้หลังไม่มีผู้ใดกล้าย้ำกายไปยังสุสานของฟาโรห์เซติที่ 1 อีกเลย
จนกระทั้งปี 1817 นักล่าสมบัติชื่อ Giovanni Battista Belzoni ชาวอิตาลี เป็นคนแรกในช่วง 3 พันปีที่ค้นพบสุสานฟาโรห์เซติที่ 1ซึ่งในขณะที่เขาค้นพบนั้นภายในสุสานของฟาโรห์เซติที่ 1ไม่มีสมบัติมีค่าใดๆ เหลืออยู่ พวกโจรยุคโบราณทิ้งไว้เพียงแต่รูปสลักข้ารับใช้ที่ถูกค้นและทิ้งไว้กระจัดกระจาย แต่ก็ยังดีที่พวกเขายังเก็บร่างของฟาโรห์เซติที่ 1 เอาไว้
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุด คือ เมื่อทำการแกะผ้าที่พันร่างฟาโรห์เซติที่ 1 ออก ได้เผยพระพักตร์ฟาโรห์เซติที่ 1 อีกครั้งในรอบกว่า 3 พันปี
ฟาโรห์เซติที่ 1 ในร่างมัมมี่ที่สมบูรณ์แบบมากๆเห็นแล้วแทบไม่น่าเชื่อว่าพระองค์เสียชีวิตมาแล้ว 3 พันปี.. พระพักตร์ชัดเจนมาก ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก ปาก และก็ยังค้นพบชิ้นส่วนของเครื่องลางของขลังที่ซ่อนอยู่ใต้มัมมี่ของฟาโรห์เซติที่ 1
ภายในสุสานของฟาโรห์เซติที่ 1 สวยงามมากๆ ทำให้จินตนาการได้ไม่ยากว่าในช่วงที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ว่าจะสวยงามขนาดไหน และเป็นโชคยังดีอย่างยิ่งที่ภาพประติมากรรมอันทรงคุณค่ายังเหลือทิ้งไว้ให้ศึกษาอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ จะมีถูกทำลายไปบ้างโดยฝีมือของพวกโจร และพวกโรมัน ที่มาถูกรุกรานแต่โดยรวมก็ยังถือว่าสมบูรณ์แบบ
กล่าวโดยสรุป .. ฟาโรห์เซติที่ 1 ทรงเป็นฟาโรห์องค์ที่สองแห่งราชวงศ์ที่ 19 (ราว 1294–1279 ปีก่อนคริสตกาล) และเป็นพระบิดาของฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ รามเสสที่ 2 พระนามของพระองค์มีความหมายว่า "ผู้เป็นของเทพเซต (He of Set)"
ชีวิตและการปกครอง:
• ผู้ฟื้นฟูราชอาณาจักร: เซติที่ 1 ขึ้นครองราชย์หลังยุคอะมาร์นา (Amarna Period) ที่เกิดความวุ่นวายทางศาสนา พระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการ ฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย และอำนาจของเทพเจ้าดั้งเดิม (โดยเฉพาะเทพอาเมน) ที่เคยถูกทอดทิ้งไป
• นักรบและนักสร้าง: ทรงเป็นนักรบผู้เกรียงไกรที่นำทัพไปทำสงครามเพื่อฟื้นฟูอาณาเขตของอียิปต์ในเอเชียตะวันตก และทรงเป็นผู้ริเริ่มโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงการเริ่มต้นสร้าง วิหารคาร์นัค (Karnak Temple) และวิหารแห่งนี้ที่อบีดอส
• มรดก: พระองค์ทรงทิ้งมรดกทางศิลปะไว้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแกะสลักนูนต่ำ (reliefs) ที่อบีดอส ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความละเอียดอ่อนและสมบูรณ์แบบที่สุดในประวัติศาสตร์อียิปต์
วิหารของฟาโรห์เซติที่ 1 (Temple of Seti I) มหาวิหารแห่งอบิดอส (The Great Temple of Abydos)
Seti I (1294-1279 BC) เป็นฟาโรห์ในยุค New Kingdom ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก .. ก่อนหน้าที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์ ฟาโรห์ Akhenaten ได้ทำการเปลี่ยนสถาปัตยกรรม ศิลปะ และศาสนาขึ้นมาใหม่ ..
เมื่อ Seti I ขึ้นมาปกครองอียิปต์ นอกจากพระองค์จะต้องเป็นผู้นำในการต่อสู้จากการรุกรานของศัตรูที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านทางทิศตะวันออกแล้ว พระองค์ยังต้องรับบทบาทหนักในการจัดระเบียบบ้านเมืองใหม่ ให้กลับมาบูชาเทพเจ้าของอียิปต์หลายองค์เช่นเดิม ทำให้ชาวอียิปต์กลับมามีวิถีชีวิตแบบเดิมที่คุ้นเคย
อย่างไรก็ตาม มหาวิหารแห่งอาบิดอส (The Great Temple of Abydos) ที่พระองค์เป็นผู้เริ่มต้นให้สร้างนั้น เป็นหนึ่งในมหาวิหารในอียิปต์ที่มีความสำคัญและยังคงอยู่มาจนถึงช่วงเวลาปัจจุบัน
วิหารแห่งอบิดอส ชาวกรีกเรียกว่า Memnonium เริ่มสร้างโดยฟาโรห์ Seti I พระองค์ได้ริเริ่มสร้างวิหารแห่งนี้ขึ้นด้วยหินอ่อน เมื่อ 1300 BC วิหารตั้งอยู่ที่เมืองอบิดอส ในเขตตอนใต้ของทะเลทรายทางทิศตะวันตกของแม่น้ำไนล์ ทางตอนบนของอียิปต์ … วิหารแห่งนี้ สร้างเสร็จในรัชสมัยของฟาโรห์องค์ต่อมาที่มีชื่อเสียงโด่งดังในประวัติศษสจร์ของอียิปต์ คือ ฟาโรห์รามเซสที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของพระองค์เอง
Abydos อยู่ในเขตทะเลทราย Umm al-Qa ab เป็นพื้นที่ศักสิทธิ์ที่มีความสำคัญในยุคอียิปต์โบราณ ด้วยเหตุที่เป็นพื้นที่ที่ใช้เป็นสุสานของบรรดาราชวงศ์ที่ 1&2 รวมถึงเชื่อกันว่าเป็นสถานที่ฝังพระศพของเทพโอซิริส … ด้วยเหตุนี้จึงมีวิหารหลายๆแห่งที่สร้างอุทิศให้กับเทพโอซิลิสในพื้นที่ของอาบิดอส
ลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นของวิหาร:
• ผังรูปตัว L (Bent Axis): วิหารส่วนใหญ่ในอียิปต์จะมีผังแบบเส้นตรง (Straight Axis) แต่เพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับวิหารบูชาเทพโอซิริสที่อยู่ด้านหลัง วิหารของเซติที่ 1 จึงมีลักษณะที่หักมุมเข้าด้านใน ทำให้มีผังเป็นรูปตัว L ซึ่งถือเป็น เอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำใคร
• หินปูนชั้นดี: วัสดุที่ใช้เป็นหินปูนสีขาวคุณภาพสูง ทำให้ศิลปินสามารถแกะสลักภาพนูนต่ำได้อย่างละเอียดอ่อน
• วิหารเจ็ดห้องบูชา: วิหารนี้มี ห้องบูชาศักดิ์สิทธิ์ถึงเจ็ดห้อง เรียงกัน โดยแต่ละห้องบูชาเทพเจ้าหลักของอียิปต์รวมถึงฟาโรห์เซติที่ 1 เอง
เราเดินไปยังตัวมหาวิหารผ่านทางเดินที่เป็นสโลปสูง ด้านหน้าเป็นลานโล่งกว้าง .. ประตูทางเข้าเดิมมี 7 ประตู ปัจจุบันให้เข้าได้เพียงประตูกลางเพียงด้านเดียว
ตัววิหารสร้างด้วยหินทรายคุณภาพดีสีอ่อน ส่วนกำแพงด้านนอกสร้างด้วยอิฐโคลน (Mud Brick) โครงสร้างของวิหารเป็นรูปตัวแอล L เดิมมีขนาดความยาว 550 ฟุต กว้าง 350 ฟุต ..
วิหารนี้ตั้งอยู่ในเมือง อบีดอส (Abydos) ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นศูนย์กลางการบูชาเทพ โอซิริส (Osiris) เทพแห่งการฟื้นคืนชีพและความตาย .. เป็นหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอียิปต์โบราณ และมีงานแกะสลักนูนต่ำที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างมา วิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นวิหารบูชาเทพประจำพระองค์และเทพเจ้าหลักของอียิปต์ โดยเน้นย้ำถึงการสืบทอดราชบัลลังก์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ประกอบไปด้วยไพลอน ลานด้านหน้า 2 ชั้น ซึ่งนำไปสู่ห้องโถงเสาไฮโปสไตล์ (Hypostyle Hall) ปัจจุบันไพลอนและลานด้านหน้าเสียหายไปมาก แต่ยังคงสวยงามด้วยงานจำหลักภาพที่บรรยายถึงภารกิจต่างๆ โดยเฉพาะภาพของรามเสสที่ 2 ที่มาควบคุมการก่อสร้างมหาวิหารในช่วงต่อจากพระราชบิดา รวมถึงภาพการสักการะเทพเจ้าหลายๆพระองค์ในอิริยาบถต่างๆ
ไกด์ของเราชี้ให้ดูภาพสลักที่โด่งดังของที่นี่ ด้วยเหตุที่มีการเล่าลือกันว่า เป็นภาพสลักของยานพาหนะสมัยใหม่ คือ เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ … แต่ไกด์ก็ไม่ได้บอกว่าอันที่จริงแล้วภาพที่เราเห็นบนขื่อนั้นคืออะไรกันแน่ และปรากฏเป็นภาพเหล่านี้ได้อย่างไร
ผู้เขียนได้ไปค้นคว้า และพบคำอธิบาย จึงนำมาแชร์ดังเนื้อความข้างล่างค่ะ
ไขปริศนายานอวกาศ
บนผนังของวิหารแห่งอาบิดอส ซึ่งสร้างโดยฟาร์โรห์เซทติที่ 1 บนคานเสาของโถงไฮโปสไตล์ มีภาพคล้ายยานอวกาศ หรือคล้ายภาพเฮลิคอปเตอร์ รวมถึงเรือดำน้ำอยู่ด้วย … แต่นี่คือเทคโนโลยีล้ำยุคของชาวไอยคุปต์จริงหรือ?
.. แม้ว่าชาวอียิปต์จะมีความสามารถถึงกับสร้างพามิด และวิหารใหญ่โตมากมายได้ โดยที่คนในสมัยปัจจุบันก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าทำได้อย่างไร รวมถึงมีความรู้เรื่องเรขาคณิตที่ซับซ้อนอย่างดีเยี่ยม … แต่หากอ่านเรื่องราวของพวกเขา จะเห็นว่ายานพาหนะที่พวกเขาใช้ มักจะเป็นม้า ลา หรือยานพาหนะที่ทำด้วยไม้ และเรือไม้หรือทำจากต้นกก .. ไม้หรือต้นกก ไม่สามารถสร้างยานอวกาศได้ อีกทั้งไมเคยปรากฏจารึกเกี่ยวกับเทคโนโลยีชั้นสูง เครื่องยนต์ต่างๆในสมัยอียิปต์โบราณ
… แม้แต่ฟาร์โรห์เองเมื่ออกรบ ก็ยังใช้รถศึกที่สร้างด้วยไม้
ภาพที่เราเห็นคล้ายยานอวกาศ เฮลิคอปเตอร์ และเรือดำน้ำ .. เป็นแค่เพียงภาพที่บังเอิญคล้ายเท่านั้น ไม่ใช่ภาพที่หลายคนเข้าใจ
การตีความภาษาอียิปต์โบราณไม่สามารถมองแค่คำๆเดียวแล้วจะเข้าใจได้เสมอไป จะต้องมองรอบๆด้วย .. หากสังเกตรูปก่อนหน้ายานปริศนา จะมีรูปของนกแร้งและงูเห่าปรากฏอยู่บนอักษรรูปครึ่งวงกลม ซึ่งอักษรภาพนี้อ่านว่า เนบติ (nbti) หมายถึงพระนามแห่งสองสตรี ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของพระนามของฟาร์โรห์
.. ส่วนด้านหลังภาพเครื่องบิน ประกอบไปด้วยภาพต้นกกและรังผึ้ง อ่านว่า “เนซู บิตี (nsw bity)” .. หมายถึงกษัตริย์แห่งอียิปต์บนและอียิปต์ล่าง และที่สำคัญมีคาร์ทูซ ที่สลักพระนามของฟาร์โรห์เอาไว้ด้วย แต่ที่น่าสังเกตคือมีพระนามของฟาร์โรห์ 2 พระองค์ซ้อนอยู่ในคาร์ทูซอันเดียวกัน
โดยสรุป .. ประโยคยาวๆตั้งแต่นกแร้งและงูเห่าเป็นต้นมา เป็นจารึกพระนามของฟาร์โรห์ 2 พระองค์ และบริเวณที่เห็นเป็นเรือดำน้ำ และยานอวกาศ คือ พระนามแห่งสองสตรี ของฟาร์โรห์สองพระองค์ที่ซ้อนทับกันอยู่เท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้
พระนามแห่งสองสตรีของฟาโรห์รามเสสที่ 2 คือ “ผู้ซึ่งขับไล่คันศรทั้ง 9” และจารึกบนผนังก็แสดงให้เห็นขีดเส้นตรง 9 ขีด ซึ่งเป็นตัวแทนของคำว่า ศรทั้ง 9 อยู่ใต้ภาพภาพของรูปที่คล้ายเฮลิคอปเตอร์
ส่วนพระนามแห่งสองสตรัของฟาร์โรห์เซทติที่ 1 คือ “ผู้ซึงปกป้องอียิปต์และล้มล้างดินแดนต่างชาติ” .. ตรงผนังบริเวณ 9 ขีดที่เป็นพระนามของรามเสสที่ 2 จะเห็นภาพภูเขา 3 ลูก เป็นอักษณอียิปต์โบราณอ่านว่า คาสูท (xAswt) แปลว่าดินแดนของชาวต่างชาติ ซ้อนทับอยู่เช่นกัน
เมื่อหินกร่อนและร่อนออกไป จึงบังเอิญไปเหมือนภาพยานอวกาศ และเรือดำน้ำ
Hypostyle Hall ห้องที่ 2 มีเสาหินทรายแบบ Papyrus Column ขนาดใหญ่ 24 ต้นอยู่ภายใน ภาพจำหลักในห้องนี้สวยงามมากด้วยศิลปะในยุค Old Kingdom .. ว่ากันว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ดำเนินการก่อนที่ฟาโรห์ Seti I จะสิ้นพระชนม์
ภาพนูนต่ำ Bas-Reliefs .. งานแกะสลักในวิหารแห่งนี้ถือเป็น สุดยอดแห่งศิลปะ ในยุคอาณาจักรใหม่ มีลักษณะเป็น ภาพนูนต่ำตื้น (Shallow Relief) ที่มีความละเอียดอ่อนมาก ทำให้เกิดเงาที่นุ่มนวลและรายละเอียดที่คมชัด ซึ่งสื่อถึง ความสมบูรณ์แบบและความสงบ หลังการฟื้นฟูอาณาจักร
ห้องบูชาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ด (The Seven Sanctuaries)
วิหารนี้มีความพิเศษด้วยการมีห้องบูชา (Chapel) ฟาโรห์และเทพเจ้าต่างๆรวม 7 ห้องเรียงติดกัน ซึ่งแตกต่างจากวิหารทั่วไปที่มีเพียงหนึ่งหรือสองห้อง ห้องบูชาแต่ละห้องมีประตูทางเข้าเป็นของตนเอง และแต่ละห้องอุทิศให้กับเทพเจ้าองค์สำคัญ
Osiris .. เทพแห่งยมโลก และการฟื้นคืนชีพ
Isis .. พระชายาของโอริซิส เทพีแห่งเวทมนรต์ และการรักษา
ห้องที่น่าสนใจมากที่สุด คือ เรื่องราวของเทพ โอริซิส และเทวี ไอซิส … ตามตำนานของเทวี Isis กล่าวว่า .. เทพแห่งความชั่วร้าย Seth ได้ฆาตกรรมพี่ชายตนเอง คือ เทพ Orisis (ซึ่งก็คือพี่ชายและพระสวามีของเทวี Isis นั่นเอง) ด้วยการตัดร่างกายออกเป็นส่วนๆ แล้วนำไปทิ้งในที่ต่างๆกัน กระจัดกระจายไปทั่วทั้งอียิปต์ (สถานที่แต่ละแห่งเรียก Burisis)
เทวี Isis พระชายาได้ระหกระเหินทำการรวบรวมชิ้นส่วนของพระสวามีได้จนครบ แล้วห่อผ้าทำเป็นมัมมี่ร่างแรกของอียิปต์ เทวีไม่มีลูก จึงแปลงร่างเป็นนกแล้วสมสู่กับร่างของเทพโอซิลิส จนกำเนิดบุตรชาย คือ Horus
ในภาพจำหลักจะเห็น ไอซิสในร่างของนกบินอยู่ในตำแหน่งเหนือมัมมี่ของโอซิลิส ด้านข้างมีภาพของไอซิสและ ฮอรัส
Horus .. พระโอรสของโอริซิส และไปซิส เทพแห่งท้องฟ้า และสัญลักษณ์ของฟาโรห์ผู้ครองบัลลังก์
Amun-Ra .. เพสูงสุดแห่งธีปส์ เทพผู้สร้างที่ทรงอำนาจที่สุดในอาณาจักรใหม่
Ra-Horakhty .. เทพสุริยะ การวมตัวกันของเทพรา และฮอรัส
Ptah .. เทพแห่งเมืองเมมฟิส เทพแห่งช่างฝีมือและพการสร้างสรรค์
Setti I .. ห้องที่เจ็ด อุทิศให้กับฟาโรห์เอง เป็นการยืนยัยถึงการกลายเป็นเทพของพระองค์
ภาพแกะสลักใน ห้องบูชาศักดิ์สิทธิ์ทั้งเจ็ด โดยเฉพาะบริเวณเพดานและผนังที่ยังคงมีสีสันเกือบจะสมบูรณ์ สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีทองยังคงสดใสอย่างน่าทึ่งเพราะได้รับแสงแดดน้อย
ห้องบูชาเทพเจ้า .. ภาพด้านบนเป็นมุมที่มองจาก Hypostyle Hall ไปยังห้องบูชาเทพเจ้าด้านใน
ภาพที่โดดเด่น เป็นภาพบนผนังบนส่วนหลังของผนังห้อง ซึ่งเป็นฉากที่ฟาโรห์ Seti I กับเทพเจ้าโอซิลิส รวมถึงภาพของเทพเจ้าอื่นๆ
Gallery of the King
จุดเด่นของมหาวิหารแห่งนี้ และจุดนี้ คือ รายพระนามฟาโรห์ในสมัยโบราณ (Abydos King List) ซึ่งถือเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของอียิปต์โบราณ เพราะเป็นแหล่งเดียวที่ทำให้รู้ว่าฟาโรห์ในราชวงศ์ที่ 7 & 8 ในยุค Old Kingdom & First Intermediate Period มีใครบ้าง …
ประกอบด้วยรายชื่อของฟาโรห์ 76 พระองค์ที่ปกครองอียิปต์ก่อนหน้าเซติที่ 1 โดยเริ่มตั้งแต่ฟาโรห์เมเนส (Menes) ผู้รวบรวมสองอียิปต์
.. จารึกของป้ายพระนามฟาโรห์สลักอยู่บนกำแพงของมหาวิหารด้านหนึ่ง เรียงกัน 3 แถวๆละ 38 แผ่น โดยสองแถวแรกเป็นรายชื่อ ส่วนแถวที่ 3 เป็นการซ้ำ …
มีภาพสลักของ Seti และพระโอรส คือ Ramesses II ซึ่งเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษ ทำการถวายเครื่องสักการะต่อ Ptah-Seker-Osiris อยู่ด้วย
ความหมายและความชอบธรรม:
• การเชื่อมโยงสายเลือด: การปรากฏของฟาโรห์เซติที่ 1 และเจ้าชายรามเสสที่ 2 (ในวัยเยาว์) ต่อหน้ารายชื่อกษัตริย์ เป็นการแสดงต่อเทพเจ้าและประชาชนว่าราชวงศ์ที่ 19 ของพระองค์นั้นมี ความชอบธรรมและสืบทอดอำนาจ มาอย่างถูกต้องตามประเพณี
• ฟาโรห์ที่ถูกคัดออก: รายชื่อนี้จงใจ ตัดชื่อ ฟาโรห์บางพระองค์ออกไป เนื่องจากถือเป็นผู้ปกครองนอกรีต หรือเป็นผู้ที่ไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างผู้ที่ถูกตัดออก ได้แก่:
• ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut): ถูกคัดออกเพราะผู้สืบทอดถือว่าการปกครองของสตรีไม่ถูกต้องตามประเพณี
• ฟาโรห์อะเคนาเตน (Akhenaten) และผู้สืบทอดในยุคอะมาร์นา (สเมนคคาเร, ตุตันคามุน, อัย): ถูกมองว่าเป็น พวกนอกรีต (Heretics) ที่ทำลายศาสนาของเทพอาเมน และต้องถูกลบออกจากบันทึกประวัติศาสตร์อย่างถาวร
วิหาร Osireion:
ถัดไปเป็นบันไดที่จะนำไปสู่พื้นที่ด้านนอก ซึ่งมีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า Osireion .. โครงสร้างใต้ดินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารหลัก เชื่อกันว่าเป็น สุสานเชิงสัญลักษณ์ ของเทพโอซิริส การสำรวจโครงสร้างหินแกรนิตขนาดมหึมาและทางเดินที่มืดมิดจะมอบประสบการณ์ที่แตกต่าง ให้ความรู้สึกถึงการเชื่อมโยงกับตำนานแห่งการเกิดใหม่ของเทพเจ้าโดยตรง
บนผนังทางเดินไปยังบันได มีภาพจำหลักที่น่าสนใจ คือ ภาพของ Prince Amenhirkopeshef และ Ramsess II ในพิธีไล่จับวัว ปรากฏอยู่บนผนังด้านนี้
โฆษณา