16 ต.ค. 2025 เวลา 04:05 • ท่องเที่ยว

Egypt (29)

Egypt (29) : สาเหตุของการทำลายภาพสลักในวิหาร: การเมือง, ศาสนา, และการทำลายความทรงจำ
เมื่อเราเข้าชมวิหารอียิปต์โบราณ เรามักจะเห็นภาพสลักที่น่าทึ่ง แต่หลายครั้งก็จะสังเกตเห็นการทำลายอย่างจงใจ เช่น ชื่อที่ถูกสกัดออก ใบหน้าหรือแขนขาของบุคคลหรือเทพเจ้าที่ถูกทุบทำลาย การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการทำลายของเวลา แต่เป็นการสื่อสารที่มีความหมายสำคัญในยุคนั้น
1. เรื่องราวโดยย่อ: การทำลายภาพสลักและอำนาจ
ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่า ชื่อ (Ren) และ รูปภาพ (Sema) ของบุคคลเป็นที่สถิตของพลังงานชีวิตหรือวิญญาณ (Ba และ Ka) ดังนั้น การทำลายชื่อหรือภาพสลักจึงมีความหมายเท่ากับการ ทำลายพลังชีวิต หรือ ลบการมีตัวตน ของบุคคลนั้นออกจากโลกนิรันดร์
ช่วงเวลาการทำลายที่สำคัญ:
• ยุคฟาโรห์ (Political Iconoclasm): การทำลายเพื่อล้างแค้นหรือเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมือง
• ยุคปลาย (Religious Iconoclasm): การทำลายโดยกลุ่มศาสนาใหม่ (โดยเฉพาะศาสนาคริสต์ยุคแรก) เพื่อทำลาย "รูปเคารพ" ของศาสนาโบราณ
2. ที่ตั้งและลักษณะของการทำลาย
การทำลายเหล่านี้พบได้แทบทุกวิหารทั่วอียิปต์ แต่จะมีความเข้มข้นในบางพื้นที่และบางลักษณะเฉพาะ
ลักษณะทางกายภาพของการทำลาย:
• การสกัด Cartouche: การทำลายที่พุ่งเป้าไปที่ กรอบรูปวงรีที่บรรจุพระนามของฟาโรห์ (Cartouche) โดยเฉพาะ เพื่อลบชื่อของฟาโรห์องค์ก่อนหน้าออกจากบันทึก
• การทำลายใบหน้าและแขน/มือ: มักจะเจาะจงที่ส่วนที่ทำหน้าที่สื่อสารหรือรับเครื่องบูชา เพราะการทำลายส่วนนี้จะทำให้เทพเจ้าหรือบุคคลในภาพ ไม่สามารถพูด/รับฟังคำสวดมนต์ หรือ ไม่สามารถรับเครื่องถวาย ในโลกหน้าได้ ซึ่งเป็นการทำลายพลังอำนาจของเขาในพิธีกรรม
• การแกะสลักซ้ำ: ในบางกรณี มีการสลักชื่อหรือรูปภาพของฟาโรห์องค์ใหม่ทับลงไปบนภาพสลักเดิม
3. การประดับตกแต่ง (ภาพสลัก) ที่ถูกทำลาย: ความเชื่อ ความหมาย และรายละเอียดเชิงลึก
เหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดการทำลายภาพสลักสามารถแบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก:
3.1. การประณามความทรงจำ (Damnatio Memoriae) หรือการล้างแค้นทางการเมือง
• วัตถุประสงค์: การลบประวัติศาสตร์ของบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามหรือผิดกฎหมายเพื่อยืนยันความชอบธรรมของผู้สืบทอด
• ตัวอย่างสำคัญ:
• ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุต (Hatshepsut): หลังการสิ้นพระชนม์ของพระนาง ภาพและพระนามส่วนใหญ่ของพระนางถูกสกัดออกอย่างเป็นระบบตามคำสั่งของฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 (Thutmose III) ซึ่งเป็นผู้ที่ทรงครองบัลลังก์ร่วมกับพระนางก่อนหน้านี้
การทำลายครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดขึ้นหลังจากที่ทุตโมสที่ 3 ทรงมั่นคงในอำนาจแล้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อ ลบหลักฐานการปกครองของสตรี เพื่อให้ดูเหมือนว่าการปกครองของสตรีไม่เคยเกิดขึ้น และยืนยันความชอบธรรมในการครองบัลลังก์ของผู้ชายตามประเพณีของอียิปต์
• ฟาโรห์อะเคนาเตน (Akhenaten): หลังการปฏิรูปศาสนาของพระองค์ที่เน้นการบูชาเทพอาเตน (Aten) เพียงองค์เดียว ฟาโรห์ในราชวงศ์ถัดมาได้ดำเนินการสกัดชื่อและทำลายวิหารของพระองค์ รวมถึงวิหารของพระนางเนเฟอร์ติติอย่างหนัก เพื่อฟื้นฟูความเชื่อในเทพเจ้าดั้งเดิม (เช่น เทพอาเมน)
3.2. การทำลายพลังอำนาจทางศาสนา (Ritual Destruction)
• วัตถุประสงค์: เพื่อทำให้รูปปั้นหรือภาพสลักของเทพหรือวิญญาณไม่สามารถใช้พลังอำนาจได้อีกต่อไป
• การทำลายมือและปาก: เชื่อกันว่าส่วนเหล่านี้คือช่องทางที่วิญญาณจะสามารถรับเครื่องบูชาหรือใช้เวทมนตร์ได้ การสกัดส่วนนี้จึงเป็นเหมือนการ ทำลายฟังก์ชัน ของรูปภาพนั้น ๆ เพื่อปกป้องโลกมนุษย์จากพลังงานที่ไม่พึงปรารถนา
• การทำลายรูปเทพเจ้าต่างชาติ: เมื่อฟาโรห์พิชิตศัตรู หรือเมื่อเทพเจ้าบางองค์ตกอยู่ในความไม่โปรดปราน มักจะมีการทำลายภาพสลักของเทพหรือศัตรูเหล่านั้นอย่างรุนแรง เพื่อลดทอนอำนาจในโลกวิญญาณ
3.3. การทำลายรูปเคารพ (Iconoclasm) ในยุคศาสนาใหม่
• วัตถุประสงค์: เมื่อศาสนาคริสต์ (Coptic Christianity) เข้ามามีอิทธิพลในอียิปต์ช่วงปลายสมัย ภาพเทพเจ้าอียิปต์โบราณถูกมองว่าเป็น รูปเคารพ (Idols) หรือ ภูตผีปีศาจ
• การเปลี่ยนวิหารเป็นโบสถ์: วิหารหลายแห่ง (เช่น วิหารลักซอร์ หรือ วิหารอะบูซิมเบล) ถูกเปลี่ยนเป็นโบสถ์หรือที่พักสงฆ์คริสต์ การทำลายภาพสลักเทพเจ้าจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการ ชำระล้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ให้บริสุทธิ์ก่อนใช้เป็นที่นมัสการพระเจ้าองค์ใหม่ กลุ่มที่ทำลายภาพเหล่านี้มักจะเป็นนักพรตและชาวคริสต์ยุคแรก ที่ต้องการหลีกหนีจากโลกภายนอกและมองว่าวิหารเหล่านี้เป็นที่หลบภัยที่เหมาะสม
• ร่องรอยที่เห็นได้: มักจะเห็นการทุบทำลายใบหน้าของเทพเจ้าและบุคคลต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ และมีการแกะสลัก สัญลักษณ์กางเขน (Coptic Crosses) ทับซ้อนลงไปบนภาพสลักเดิมเพื่อประกาศความเป็นเจ้าของทางศาสนาใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือบนเพดานวิหารหลายแห่งที่ถูกทาสีขาวทับภาพวาดเดิม ก่อนที่จะวาดภาพนักบุญคริสเตียนทับลงไป
4. สิ่งอื่น ๆ ที่ผู้มาเยือนควรทราบ
1. การสกัดออกอย่างระมัดระวัง: การทำลายในยุคฟาโรห์มักจะทำอย่างประณีตและเน้นเฉพาะจุด (เช่น Cartouche) ขณะที่การทำลายในยุคคริสเตียนมักจะทำอย่างรุนแรงและสุ่มกว่า โดยเน้นที่ใบหน้าทั้งหมด
2. ความสำคัญของการอนุรักษ์: ทุกครั้งที่คุณเห็นภาพสลักถูกสกัดออก นั่นคือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวความขัดแย้งที่ทรงพลังที่สุดในอียิปต์
รายละเอียดเชิงลึก: นักโบราณคดีระบุผู้ทำลายได้อย่างไร?
นักโบราณคดีใช้หลักฐานหลายอย่างในการระบุผู้กระทำและช่วงเวลาของการทำลาย ซึ่งเปรียบเสมือนการสืบสวนคดีทางประวัติศาสตร์:
• หลักฐานที่ 1: การแกะสลักทับ (Re-engraving):
• ตัวอย่าง: หากพบว่ามีการสกัดชื่อของฟาโรห์ A ออก แล้วแทนที่ด้วย พระนาม (Cartouche) ของฟาโรห์ B วิธีการทำลาย และ ชื่อที่ถูกแทนที่ จะบ่งชี้โดยตรงว่าฟาโรห์ B คือผู้สั่งการทำลายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง (เช่น กรณีของรามเสสที่ 2 ที่สลักชื่อทับของฟาโรห์องค์อื่น)
• หลักฐานที่ 2: รูปแบบและเทคนิคการทำลาย (Style of Damage):
• ยุคฟาโรห์: การทำลายมักจะมีความ เป็นระบบ (Systematic) และ พิถีพิถัน (Precise) โดยใช้เครื่องมือที่คมและเจาะจงไปที่ชื่อหรืออวัยวะที่สำคัญต่อพิธีกรรมอย่างแม่นยำ (เช่น การเจาะรูเพื่อตอกลิ่มหิน)
• ยุคโรมัน/คริสเตียน: การทำลายมักจะ หยาบกว่า (Cruder) และ ไม่เจาะจง (Non-selective) โดยใช้เครื่องมือทื่อ ๆ (เช่น ค้อน) เพื่อทุบทำลายใบหน้าและรูปปั้นทั้งหมดอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
• หลักฐานที่ 3: บริบททางศาสนา (Religious Context):
• หากการทำลายเกิดขึ้นในบริเวณที่เป็น สถานที่สักการะบูชาในยุคคริสเตียน และมีการแกะสลักสัญลักษณ์กางเขน หรือมีการใช้สีขาวทาทับภาพอียิปต์โบราณ สิ่งนี้บ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นการกระทำของ นักพรตหรือชุมชนชาวคริสต์ยุคแรก ที่ต้องการกำจัดอิทธิพลของ "เทพเจ้าผู้ไม่เชื่อ"
• หลักฐานที่ 4: บันทึกทางประวัติศาสตร์ (Historical Records):
• ข้อความที่หลงเหลืออยู่ในวิหารที่ได้รับการบูรณะในภายหลัง อาจกล่าวโทษผู้ทำลาย หรือระบุเหตุผลในการทำลาย ตัวอย่างเช่น บันทึกที่ต่อมาโดยฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 ที่ระบุถึงโครงการสร้างสรรค์ของพระองค์ ยืนยันถึงการพยายามลบภาพของฟาโรห์ฮัตเชปซุตอย่างเป็นทางการ
การทำลายภาพสลักจึงไม่ใช่การกระทำที่ไร้ความคิด แต่เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อที่ว่า การควบคุมภาพคือการควบคุมอำนาจและการมีอยู่ชั่วนิรันดร์นั่นเอง
โฆษณา