แต่นักลงทุนมืออาชีพกลับมองภาพเหล่านี้ด้วยความกังวล และมีคนหนึ่งส่งภาพคิวยาวหน้าโรงกลั่นทองคำให้ Jack Ryan นักข่าวของ Bloomberg พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า "that's a bad sign"
แต่ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงเริ่มกังวลเมื่อเห็นคนทั่วไปแห่ซื้อทองคำ? Jack Ryan จาก Bloomberg อธิบายด้วยกฎเหล็กของการลงทุนว่า "เหมือนกับที่พวกเขาพูดกัน ถ้าพ่อของคุณโทรมาถามว่า 'ลูกคิดว่าควรลงทุนอะไรดี?' แสดงว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่ได้ยินเรื่องนั้น และนั่นคือสัญญาณให้ขาย"
Vivek Dhar หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ของ Commonwealth Bank เรียกการเพิ่มขึ้นของทองคำปีนี้ว่า "spectacular" แต่ก็เตือนว่าการที่ราคาเป็นเส้นตรงขึ้นมาสองสามปีติดต่อกันนั้น "feels a bit toppy" หรือให้ความรู้สึกว่าใกล้จุดสูงสุดแล้ว
ขณะที่ Jamie Dimon CEO ของ JP Morgan บอกว่านี่เป็น "หนึ่งในไม่กี่ครั้งในชีวิตที่การถือทองคำดู semi-rational" แต่ Ken Griffin CEO ของ Citadel กลับแสดงความกังวลว่าทองคำกำลังแทนที่บทบาทของดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
Bank of America คาดการณ์ว่าทองคำอาจไปถึง $5,000 ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2025 ซึ่งหากเป็นจริงจะสูงกว่าจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ (ปรับเงินเฟ้อ) ถึง 38.9% นั่นหมายความว่าหากเป็นจริง นี่อาจเป็นฟองสบู่ทองคำที่ใหญ่กว่าปี 1980
แต่ Jack Ryan ยอมรับว่าการทำนายราคาทองคำเป็นเรื่องยากมาก เพราะมันไม่ได้สร้างรายได้และขึ้นอยู่กับอารมณ์ของตลาดเป็นหลัก สิ่งที่อาจทำให้ราคาลดลงได้คือการที่ความตึงเครียดทางการเมืองลดลง หรือโลกมีสันติภาพมากขึ้น
**🤔 คำถามสำคัญ**
ดังนั้นเมื่อเห็นภาพคิวยาวหน้าร้านทองคำ นักลงทุนควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราซื้อเพราะ FOMO (Fear of Missing Out) หรือเพราะเข้าใจปัจจัยพื้นฐานจริงๆ? และที่สำคัญคือเราพร้อมที่จะขาดทุนถ้าประวัติศาสตร์เกิดซ้ำหรือไม่?