16 ต.ค. 2025 เวลา 07:42 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🚨 **สัญญาณอันตราย: เมื่อคนต่อคิวซื้อทองเป็นพันคน ผู้เชี่ยวชาญเริ่มเตือน**

ภาพเหล่านี้คุ้นตาไหม? คิวยาวเหยียดรอบตึกในใจกลางซิดนีย์ คนนับพันแห่ซื้อทองคำแท่งจนร้านเปิดไม่ทัน ราคาทองคำทำสถิติใหม่ที่ $4,200 ต่อออนซ์ และทุกคนดูเหมือนจะอยากได้ชิ้นส่วนจากโลหะเหลืองมันวาวนี้
แต่นักลงทุนมืออาชีพกลับมองภาพเหล่านี้ด้วยความกังวล และมีคนหนึ่งส่งภาพคิวยาวหน้าโรงกลั่นทองคำให้ Jack Ryan นักข่าวของ Bloomberg พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า "that's a bad sign"
**📈 ตัวเลขที่น่าตกใจ**
ที่ ABC Bullion เพียงเครือข่ายเดียวในออสเตรเลีย มีคนเข้าร้านซื้อขายทองคำวันละ 1,000 คน ตัวเลขที่ Jordan Eliseo ผู้จัดการทั่วไปบอกว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ขณะที่คิวหน้าสาขาใหญ่ในซิดนีย์มีคนเข้าแถวประมาณ 100 คนในตอนบ่าย
ที่น่าสนใจคือภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในออสเตรเลียเท่านั้น ในจีน ผู้บริโภคเห็นราคาทองคำต่อกรัมพุ่งจาก 630 หยวนในเดือนมกราคมเป็น 1,160 หยวนในเดือนตุลาคม ส่วนในสหรัฐอเมริกาและยุโรป นักลงทุนสถาบันเทเงินเข้า Gold ETF มากที่สุดเป็นประวัติการณ์
**⚠️ เสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญ**
แต่ทำไมผู้เชี่ยวชาญถึงเริ่มกังวลเมื่อเห็นคนทั่วไปแห่ซื้อทองคำ? Jack Ryan จาก Bloomberg อธิบายด้วยกฎเหล็กของการลงทุนว่า "เหมือนกับที่พวกเขาพูดกัน ถ้าพ่อของคุณโทรมาถามว่า 'ลูกคิดว่าควรลงทุนอะไรดี?' แสดงว่าเขาเป็นคนสุดท้ายที่ได้ยินเรื่องนั้น และนั่นคือสัญญาณให้ขาย"
Vivek Dhar หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ของ Commonwealth Bank เรียกการเพิ่มขึ้นของทองคำปีนี้ว่า "spectacular" แต่ก็เตือนว่าการที่ราคาเป็นเส้นตรงขึ้นมาสองสามปีติดต่อกันนั้น "feels a bit toppy" หรือให้ความรู้สึกว่าใกล้จุดสูงสุดแล้ว
**📊 บทเรียนจากประวัติศาสตร์**
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ทองคำเคยทำสถิติสูงสุดที่ $800 ต่อออนซ์ในปี 1980 ซึ่งหากปรับตามเงินเฟ้อแล้วเท่ากับประมาณ $3,600 ในปัจจุบัน หมายความว่าราคาทองคำตอนนี้แพงกว่าจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ไปแล้ว 16.7%
สิ่งที่น่าสนใจคือหลังจากทองคำทำสถิติในปี 1980 ราคาก็ "tumbled" ลงมาอย่างรวดเร็วและไม่สามารถกลับขึ้นไปสู่ระดับนั้นอีกเป็นเวลาหลายสิบปี คนที่ซื้อทองคำในช่วงใกล้จุดสูงสุดต้องรอนานมากกว่าจะได้เงินคืน
**💰 เหตุผลที่ทำให้ราคาพุ่ง**
แน่นอนว่าการขึ้นราคาของทองคำในรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การที่รัสเซียถูกแช่แข็งสินทรัพย์ทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศหันมาซื้อทองคำแทนการถือดอลลาร์ และสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐว่าอาจลดดอกเบี้ยอีก
ธนาคารกลางต่างๆ เพิ่มการซื้อทองคำจาก 500 ตันต่อปีเป็น 1,000 ตันต่อปี โดยเฉพาะจีน อินเดีย และประเทศในยุโรปตะวันออกที่ต้องการลดการพึ่งพาระบบการเงินของตะวันตก
**🎯 ความเห็นแตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญ**
ขณะที่ Jamie Dimon CEO ของ JP Morgan บอกว่านี่เป็น "หนึ่งในไม่กี่ครั้งในชีวิตที่การถือทองคำดู semi-rational" แต่ Ken Griffin CEO ของ Citadel กลับแสดงความกังวลว่าทองคำกำลังแทนที่บทบาทของดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
Warren Buffett ยังคงมองทองคำในแง่ลบ เรียกว่าเป็น "การเดิมพันกับความกลัว" และไม่มีประโยชน์เชิงผลิต แต่เสียงวิจารณ์เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่สามารถหยุดกระแสของคนทั่วไปที่แห่ซื้อทองคำได้
**🔮 จะจบลงอย่างไร?**
Bank of America คาดการณ์ว่าทองคำอาจไปถึง $5,000 ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2025 ซึ่งหากเป็นจริงจะสูงกว่าจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์ (ปรับเงินเฟ้อ) ถึง 38.9% นั่นหมายความว่าหากเป็นจริง นี่อาจเป็นฟองสบู่ทองคำที่ใหญ่กว่าปี 1980
แต่ Jack Ryan ยอมรับว่าการทำนายราคาทองคำเป็นเรื่องยากมาก เพราะมันไม่ได้สร้างรายได้และขึ้นอยู่กับอารมณ์ของตลาดเป็นหลัก สิ่งที่อาจทำให้ราคาลดลงได้คือการที่ความตึงเครียดทางการเมืองลดลง หรือโลกมีสันติภาพมากขึ้น
**🤔 คำถามสำคัญ**
ดังนั้นเมื่อเห็นภาพคิวยาวหน้าร้านทองคำ นักลงทุนควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราซื้อเพราะ FOMO (Fear of Missing Out) หรือเพราะเข้าใจปัจจัยพื้นฐานจริงๆ? และที่สำคัญคือเราพร้อมที่จะขาดทุนถ้าประวัติศาสตร์เกิดซ้ำหรือไม่?
1
ตามคำพูดของ Stephen Innes นักวิเคราะห์อิสระ "ที่ $4,200 ต่อออนซ์ มันไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นเข็มทิศชี้ทางความสงสัยของมวลชน เมื่อนักการเงินสัญญาว่าจะเดินเรือได้อย่างราบรื่น แต่ผู้ค้ากลับรู้สึกถึงกระแสน้ำใต้ ทองคำจึงกลายเป็นเหนือแท้จริงเพียงแห่งเดียว"
คำถามคือ เราจะเป็นผู้ซื้อที่ชาญฉลาด หรือจะเป็นอีกหนึ่งคนในคิวยาวที่อาจต้องเสียใจในภายหลัง?
โฆษณา