17 ต.ค. 2025 เวลา 13:16 • ธุรกิจ

เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าคนตายมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ? คำถามสำคัญ จากหนังเรื่อง “ลักกันวันตาย”

-“ลักกันวันตาย” เป็นภาพยนตร์เรื่องใหม่จาก Netflix ใครยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ สรุปแบบคร่าว ๆ คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับพนักงานธนาคาร 2 คน ที่ลักลอบนำเงินจากบัญชีคนตายมาใช้ส่วนตัว โดยที่ลูกของผู้ตายก็ไม่รู้ว่า แม่ของตัวเองมีเงินในบัญชีถึง 30 ล้านบาท
หลายคนที่ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบแล้ว อาจจะมีคำถามในใจหลายอย่าง เช่น
- ถ้าสมาชิกในครอบครัวของเราตาย โดยไม่มีพินัยกรรม จะต้องทำอะไรบ้าง ?
- เราจะรู้ได้อย่างไรว่า คนตายมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ?
- เราต้องไปสอบถามเรื่องทรัพย์สินของผู้ตายจากหน่วยงานไหน ?
คำถามทั้งหมดนี้ BrandCase สรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ
โดยปกติเมื่อมีผู้เสียชีวิต นอกจากการแจ้งตายกับนายทะเบียนในท้องที่ภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อออกใบมรณบัตรแล้ว สิ่งที่ตามมาอีกอย่างก็คือ การจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย
โดยถ้าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ผู้มีสิทธิ์รับมรดกก็คือ ผู้รับพินัยกรรม
แต่ถ้าผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ผู้มีสิทธิ์รับมรดกก็จะเป็น “ทายาทโดยธรรม” ตามลำดับ ได้แก่
1. ผู้สืบสันดาน
2. บิดามารดา
3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
4. พี่น้องร่วมบิดา หรือร่วมมารดาเดียวกัน
5. ปู่ ย่า ตา ยาย
6. ลุง ป้า น้า อา
โดยทายาทจำเป็นต้องยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อแต่งตั้งตัวเองหรือทายาทคนอื่นเป็นผู้จัดการมรดก จึงจะสามารถจัดการทรัพย์สินของผู้ตาย และแบ่งทรัพย์มรดกต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่มักจะเกิดเมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมก็คือ ทายาทไม่รู้ว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอะไรบ้าง และอาจมารู้ภายหลังว่า ผู้ตายน่าจะมีทรัพย์สินอื่น ๆ เหลืออยู่อีก
วิธีแก้ปัญหานี้ก็คือ ต้องทำการสืบทรัพย์มรดกเพิ่มเติม โดยมีขั้นตอนคือ
1. รวบรวมเอกสารจำเป็น ที่จะนำไปใช้ยื่นกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน, ทะเบียนบ้าน, ใบมรณบัตร, คำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกจากศาล
2. รวบรวมทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดของผู้ตายให้เป็นระบบ
โดยการรวบรวมเอกสารทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เช่น โฉนดที่ดิน, ใบหุ้น, ทะเบียนรถยนต์, สัญญาที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินต่าง ๆ และสมุดบัญชีคู่ฝาก (ทรัพย์สินเหล่านี้มักจะรู้เห็นแล้วในขั้นตอนแต่งตั้งผู้จัดการมรดก)
ส่วนทรัพย์สินที่เราสงสัยว่า ผู้ตายมี แต่ไม่มีเอกสารหลักฐานชัดเจน เช่น จำได้ว่าผู้ตายเคยพูดถึงเมื่อนานมาแล้ว หรือมีเอกสาร แต่เอกสารสูญหายไปตามเวลา
การสืบหาทรัพย์มรดกก็จะมีความยุ่งยากมากขึ้น โดยเราจำเป็นต้องนำเอกสารในข้อ 1. ไปติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้น ๆ โดยตรง เพื่อตรวจสอบว่าผู้ตายมีทรัพย์สินอื่น ๆ อีกหรือไม่ ได้แก่
- เงินฝากธนาคาร ให้ติดต่อธนาคารที่คาดว่าผู้ตายฝากเงินไว้ หรือติดต่อทุกธนาคารที่มีความเป็นไปได้
- หุ้นและกองทุนไทย ติดต่อศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD)
- หุ้นและกองทุนต่างประเทศ ติดต่อกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ทุกแห่งที่คาดว่าผู้ตายมีทรัพย์สิน
- สินทรัพย์ดิจิทัล ติดต่อโดยตรงกับแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ที่คาดว่าผู้ตายอาจมีบัญชีอยู่
- ประกันชีวิต ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)
- พันธบัตรและตราสารหนี้ ติดต่อธนาคารแห่งประเทศไทย
- สลากออมสิน ติดต่อธนาคารออมสิน
- ที่ดิน บ้าน และสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ติดต่อสำนักงานที่ดิน
- รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ติดต่อสำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งในเขตพื้นที่
- ทรัพย์สินทางปัญญาต่าง ๆ ติดต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
3. หลังจากติดต่อกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยตรงแล้ว ก็ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ว่า ต้องนำส่งเอกสารเพิ่มเติมหรือไม่ และสามารถจัดการทรัพย์มรดกต่อไปได้อย่างไรบ้าง
แต่ถ้าเราไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดก ก็ต้องนำข้อมูลนี้ไปบอกกล่าวกับผู้จัดการมรดก เพื่อให้ผู้จัดการมรดกมาดูแลบริหารทรัพย์มรดกนี้ต่อไป
ทั้งหมดนี้ก็คือ วิธีจัดการทรัพย์มรดกเบื้องต้น เมื่อผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ และมีข้อสงสัยว่า ผู้ตายอาจมีทรัพย์มรดกอื่น ๆ เหลืออยู่นั่นเอง
โดยกระบวนการนี้ ผู้จัดการมรดกหรือทายาท สามารถจ้างทนายให้ช่วยสืบทรัพย์มรดก เหมือนกับการสืบทรัพย์ของลูกหนี้ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหายุ่งยากแบบนี้ตามมา การจัดการทรัพย์สินไว้ล่วงหน้าจึงมีความสำคัญอย่างมาก
โดยเราอาจทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้า หรืออย่างน้อยมีการจัดทำทะเบียนทรัพย์สินของตัวเองไว้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน ก็จะช่วยให้ทายาทสามารถสืบทรัพย์มรดกได้ง่ายขึ้น
1
และยังช่วยป้องกันทรัพย์มรดกที่อาจตกหล่น เพราะความไม่รู้หรือหลงลืมของทายาทได้อีกด้วย
#ลักกันวันตาย
#สืบทรัพย์มรดก
________________
อ้างอิง
- เว็บไซต์ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในบทความ
โฆษณา