Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สารพันความรู้
•
ติดตาม
27 ต.ค. 2025 เวลา 01:00 • ไลฟ์สไตล์
สวีฝู นักพรตผู้ตามหายาอมตะให้จิ๋นซีฮ่องเต้
(Xu Fu – The Taoist Who Sailed to the Edge of Eternity)
บทนำ: ความฝันของจักรพรรดิผู้ไม่ยอมตาย
ในหน้าประวัติศาสตร์จีน ไม่มีใครยิ่งใหญ่และลึกลับเท่า จิ๋นซีฮ่องเต้ (秦始皇) — จักรพรรดิองค์แรกผู้รวมแผ่นดินจีนเป็นหนึ่งเดียวหลังสงครามยืดเยื้อหลายร้อยปี เขาคือผู้สร้างกำแพงเมืองจีน ผู้สร้างสุสานมหึมาพร้อมกองทัพทหารดินเผา และยังเป็นผู้แสวงหาสิ่งที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันแต่ไม่มีใครได้ครอบครอง — ชีวิตนิรันดร์
แต่ในขณะที่นักรบและขุนนางของพระองค์ต่างแสวงหาความรุ่งเรืองทางอำนาจ “จิ๋นซีฮ่องเต้” กลับแสวงหาความเป็นอมตะทางจิตวิญญาณ เขาทรงเชื่อว่าบนโลกนี้ต้องมี “ยาอายุวัฒนะ” หรือ “ยาอมตะ” ที่จะทำให้ผู้ดื่มไม่แก่ไม่ตาย และผู้ที่จะออกเดินทางไปตามหาสิ่งนั้นให้พระองค์ก็คือชายผู้มีนามว่า “สวีฝู” (徐福) — นักพรตเต๋าผู้เปี่ยมปัญญา และเป็นบุคคลที่กลายเป็นตำนานยิ่งใหญ่ทั้งในจีนและญี่ปุ่น
บทที่ 1: จิ๋นซีฮ่องเต้และความหมกมุ่นในความเป็นอมตะ
หลังจากที่จิ๋นซีฮ่องเต้รวมแผ่นดินจีนสำเร็จในปี 221 ก่อนคริสต์ศักราช พระองค์ทรงเริ่มมองโลกในฐานะจักรพรรดิที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน พระองค์เห็นว่าตนคือ “บุตรแห่งสวรรค์” (天子) ผู้ปกครองโลกตามพระบัญชาฟ้า และด้วยสถานะนี้ พระองค์จึงไม่อาจยอมรับความตายได้
ในลัทธิเต๋า ความตายมิใช่จุดจบ หากเป็นเพียงการเปลี่ยนสภาพของ “ชี่” หรือพลังชีวิต นักพรตเต๋าเชื่อว่าด้วยการบำเพ็ญเพียรและเสพ “ยาอายุวัฒนะ” ที่ประกอบจากธาตุศักดิ์สิทธิ์ เช่น แร่ทองคำ ปรอท และกำมะถัน จะสามารถหลอมร่างเป็น “เซียน” (仙) ผู้ไม่ตายได้
คำสอนนี้หลงใหลจิ๋นซีฮ่องเต้อย่างลึกซึ้ง พระองค์ทรงตั้ง “กรมนักพรต” ขึ้นในราชสำนัก มีหน้าที่ค้นหายาอายุวัฒนะและติดต่อกับภูเขาศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ที่เชื่อว่าเป็นถิ่นพำนักของเซียน พระองค์ทรงเดินทางไปตามภูเขาและชายฝั่งทะเลตะวันออกหลายครั้ง เพื่อบวงสรวงเทพเซียน เช่น เผิงไหล ฟางจาง และอิ๋งโจว ซึ่งเชื่อว่าลอยอยู่กลางทะเลอันกว้างใหญ่
บทที่ 2: การปรากฏตัวของสวีฝู
สวีฝู (Xu Fu) เป็นนักพรตเต๋าจากรัฐฉี (齐国) ในสมัยปลายยุครัฐจ้านกว๋อ (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช) เขามีชื่อเสียงเรื่องความรู้ด้านสมุนไพร ดาราศาสตร์ และพิธีกรรม เต๋าในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงศาสนา แต่เป็นทั้งศาสตร์แห่งชีวิต วิทยาศาสตร์ และเวทมนตร์ รวมถึงศาสตร์แห่ง “การยืดอายุ”
เมื่อสวีฝูได้เข้าเฝ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ เขาได้กราบทูลถึงตำนานเก่าแก่ของ “สามภูเขาศักดิ์สิทธิ์กลางทะเลตะวันออก” — เผิงไหล (蓬莱) ฟางจาง (方丈) และอิ๋งโจว (瀛洲) — ที่เป็นถิ่นของเทพเซียนผู้ถือครองยาอมตะ จักรพรรดิผู้ใฝ่ฝันในความเป็นนิรันดร์จึงมีพระบัญชาให้สวีฝูเป็นผู้นำคณะเดินทางออกตามหาดินแดนเหล่านั้น
บทที่ 3: ภารกิจสู่ทะเลตะวันออก
ตามบันทึกในพงศาวดาร สือจี้ (史记) ของซือหม่าเชียน ระบุว่า ในปีที่ 28 แห่งรัชกาล (ประมาณ 219 ปีก่อนคริสต์ศักราช) จิ๋นซีฮ่องเต้ได้ส่งสวีฝูออกเดินทางครั้งแรก โดยนำเรือหลายสิบลำ บรรทุกชายหญิงพรหมจารีหลายพันคน พร้อมช่างฝีมือ นักสมุนไพร และเสบียงมากมาย
พวกเขาออกจากชายฝั่งซานตง มุ่งหน้าไปทางตะวันออก สู่ทะเลอันกว้างใหญ่ ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปถึงที่ใด หรือพบสิ่งใด
บันทึกเล่าว่า สวีฝูกลับมารายงานว่ามี “สัตว์ทะเลยักษ์” ขัดขวางทาง และขอให้จักรพรรดิส่ง “นักธนู” ไปยิงสัตว์นั้นเสียก่อน จิ๋นซีฮ่องเต้จึงส่งคณะทหารติดตามออกไปพร้อมธนูศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 4: การเดินทางครั้งที่สอง — และการหายสาบสูญ
ภารกิจครั้งที่สองของสวีฝูยิ่งใหญ่กว่าครั้งแรกหลายเท่า เขานำเรือหลายร้อยลำพร้อมผู้ติดตามกว่า สามพันคน ทั้งชายหญิงพรหมจารี เกษตรกร ช่างฝีมือ และนักวิทยาศาสตร์ยุคโบราณบางคน พวกเขาแล่นออกจากแผ่นดินใหญ่ครั้งสุดท้าย โดยไม่มีผู้ใดหวนกลับมาอีกเลย
จากจุดนี้ เรื่องราวของสวีฝูกลายเป็นตำนาน มีทั้งบันทึกทางจีนและญี่ปุ่นที่เล่าแตกต่างกัน
ในฝั่งจีน เขาถูกมองว่าเป็น “คนทรยศ” ที่หนีราชโองการ เพราะไม่สามารถหายาอมตะได้ ส่วนในญี่ปุ่น เขากลับถูกยกย่องเป็น “ผู้บุกเบิกอารยธรรม” คนหนึ่ง
บทที่ 5: ตำนานสวีฝูในญี่ปุ่น
ในญี่ปุ่น ปรากฏตำนานเกี่ยวกับชายชื่อ “徐福 (Jofuku)” มาถึงชายฝั่งพร้อมคณะชาวจีนจำนวนมาก บางตำนานบอกว่าเขามาถึง จังหวัดวาคายามะ (Wakayama) และตั้งรกรากถาวร
ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเขานำ ข้าว พืชผัก สมุนไพร และความรู้การชลประทาน มาสู่แผ่นดินนี้ และได้แต่งงานกับหญิงท้องถิ่น สร้างชุมชนใหม่ที่เจริญรุ่งเรือง
ในจังหวัด Saga, Shizuoka และ Kumano ยังมีศาลเจ้า “Jofuku Shrine” ที่ชาวบ้านกราบไหว้สวีฝูในฐานะ “ผู้สร้างอารยธรรมและแพทย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์” จนถึงปัจจุบัน
นักประวัติศาสตร์บางคนตั้งข้อสังเกตว่า
การเดินทางของสวีฝูอาจเป็น “การอพยพขนาดใหญ่จากจีนสู่หมู่เกาะญี่ปุ่น” ซึ่งมีอิทธิพลต่อการก่อตั้งวัฒนธรรมยุคโจมงตอนปลาย และอาจเป็นต้นกำเนิดของเทคโนโลยีการเกษตรและเครื่องปั้นดินเผาที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่นยุคนั้น
บทที่ 6: ยาอมตะ หรือพิษปรอท
ในขณะเดียวกันที่สวีฝูออกเดินทางไม่กลับมา จิ๋นซีฮ่องเต้ยังคงเชื่อมั่นว่ายาอมตะมีอยู่จริง พระองค์ทรงสั่งให้นักพรตในราชสำนักปรุง “ยาอายุวัฒนะ” จากแร่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ปรอท” ซึ่งในความเชื่อเต๋าโบราณถือว่าเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่เปลี่ยนสภาพได้
แต่ความจริง ปรอทคือพิษร้ายแรง เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายระบบประสาทและอวัยวะภายในทั้งหมด บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า จิ๋นซีฮ่องเต้เริ่มมีอาการสติหลอนและร่างกายทรุดโทรมลงในช่วงปลายรัชกาล
ในปี 210 ก่อนคริสต์ศักราช พระองค์สิ้นพระชนม์ระหว่างการเดินทางตรวจราชการภาคตะวันออก — เส้นทางเดียวกับที่เคยส่งสวีฝูออกไปหายาอมตะนั่นเอง
บทที่ 7: เมื่อความตายคือความจริงสูงสุด
เรื่องของสวีฝูและจิ๋นซีฮ่องเต้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ความพยายามของมนุษย์ในการเอาชนะธรรมชาติ” พระจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่สามารถรวมแผ่นดิน แต่ไม่อาจรวมชะตาแห่งชีวิต ส่วนนักพรตผู้ถูกส่งไปหายาอมตะกลับได้กลายเป็น “อมตะในตำนาน”
นักประวัติศาสตร์เต๋ามองว่า สวีฝูไม่ได้ล้มเหลว แต่ “ได้บรรลุเป้าหมายในอีกทางหนึ่ง” เขาพาผู้คนไปสร้างอาณาจักรใหม่ที่ปลอดจากความโลภและอำนาจ ซึ่งอาจสะท้อนถึงแก่นแท้ของลัทธิเต๋า — การหลีกหนีโลกวัตถุ เพื่อเข้าถึงสัจธรรมของธรรมชาติ
บทที่ 8: ร่องรอยและหลักฐานในประวัติศาสตร์
มีการค้นพบทางโบราณคดีในญี่ปุ่นบางแห่ง เช่น เครื่องปั้นดินเผาและเทคนิคการหลอมเหล็ก ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับของจีนยุครัฐฉี ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่สวีฝูออกเดินทาง บางนักวิชาการจึงเชื่อว่าอิทธิพลของสวีฝูอาจมีอยู่จริง
ขณะเดียวกัน ในจีนเองก็ยังมีบันทึกในหลายฉบับ เช่น หานซู (汉书) และ เยี่ยนจื่อชุนชิว ที่กล่าวถึงสวีฝูในฐานะ “คนทรยศ” ที่ไม่กลับมารายงานผลการค้นหา มีการระบุด้วยว่า “เขาอ้างว่าเกรงภัยจากสัตว์ทะเล จึงตั้งรกรากอยู่บนเกาะใหญ่ที่มีภูเขาสูงและอุดมสมบูรณ์”
ถ้าตีความจากคำบรรยาย — “เกาะใหญ่ที่มีภูเขาและอุดมสมบูรณ์” — นั่นตรงกับลักษณะของ ญี่ปุ่นตอนกลาง พอดี
บทที่ 9: ตำนานที่ข้ามพรมแดน
ความงดงามของตำนานสวีฝู คือการที่เรื่องราวของเขา เชื่อมโยงสองอารยธรรมยักษ์ใหญ่ — จีนและญี่ปุ่น — เข้าด้วยกันผ่านท้องทะเล
ในจีน เขาคือสัญลักษณ์ของการหลงใหลในความเป็นอมตะและผลลัพธ์ของการท้าทายสวรรค์
ในญี่ปุ่น เขาคือวีรบุรุษผู้สร้างบ้านเมืองและนำวิชาความรู้มาให้ผู้คน
แม้ทั้งสองมุมมองจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งหนึ่งที่ตรงกันคือ “สวีฝู” ได้กลายเป็น อมตะในความทรงจำของมนุษย์
บทที่ 10: ความหมายเชิงปรัชญา
ตำนานสวีฝูมิใช่เพียงเรื่องราวของนักพรตผู้หายสาบสูญ แต่ยังสะท้อน คำถามนิรันดร์ของมนุษย์ — เราควรแสวงหาความเป็นอมตะจริงหรือไม่?
ในมุมมองของเต๋า “ชีวิตยืนยาว” ไม่ได้หมายถึงการมีลมหายใจชั่วนิรันดร์ แต่คือ “การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล” หากเราสามารถดำรงอยู่โดยไม่ขัดแย้งกับสวรรค์และโลก นั่นก็คือการเป็นอมตะในอีกความหมายหนึ่ง
สวีฝูอาจไม่ได้นำยาอมตะกลับมาให้จักรพรรดิ แต่เขาได้มอบตำนานที่สืบต่อมาหลายพันปี เป็นสิ่งยืนยันว่าความเชื่อ ความฝัน และการเดินทางเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิตนั้น ยิ่งใหญ่กว่า “ความตาย” เสียอีก
บทที่ 11: สวีฝูในวัฒนธรรมร่วมสมัย
ปัจจุบัน สวีฝูปรากฏในนิยาย ภาพยนตร์ และเกมหลายเรื่อง ทั้งในจีนและญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่นในนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของจีน “จิ๋นซีฮ่องเต้และยาอมตะ” หรือในเกมญี่ปุ่นที่นำตำนาน Jofuku มาผสมกับแนวแฟนตาซีสมัยใหม่
ในเมือง Lianyungang ประเทศจีน มีการสร้าง พิพิธภัณฑ์สวีฝู ขึ้นใกล้ชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อรำลึกถึงการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ ส่วนในญี่ปุ่น เมือง Shingu และ Wakayama มี อนุสาวรีย์ Jofuku ที่เชื่อว่าเป็นสถานที่ที่เขาได้ขึ้นฝั่ง
สวีฝูจึงกลายเป็นสะพานทางวัฒนธรรมระหว่างสองชาติที่เคยมีประวัติศาสตร์ซับซ้อนกันยาวนาน
บทที่ 12: จิ๋นซีฮ่องเต้ — ความตายของจักรพรรดิผู้ไม่ยอมตาย
ขณะที่สวีฝูหายสาบสูญกลางทะเล จิ๋นซีฮ่องเต้ยังคงหลงใหลในพิธีกรรมอันลึกลับ พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวความตายและกบฏภายในราชสำนัก
เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์กลางทางระหว่างการเดินทาง ขุนนางต้องเก็บศพไว้ในเกวียน พร้อมใส่ปลาร้าบนรถอีกคันเพื่อกลบกลิ่นเน่า — ภาพสะเทือนใจนี้บ่งบอกถึงความเปลี่ยวเหงาของผู้ปกครองผู้ยิ่งใหญ่ที่แม้แต่ “ชีวิตหลังความตาย” ยังไม่อาจควบคุมได้
บทที่ 13: ความจริงและตำนาน
ไม่มีใครรู้ว่าสวีฝูมีอยู่จริงเพียงใด หลักฐานทางโบราณคดีไม่สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจน แต่ในเชิงสัญลักษณ์ เรื่องราวของเขาเป็น “ตำนานสะท้อนความเป็นมนุษย์” — ความกลัว ความหวัง และความใฝ่ฝันที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ในแง่หนึ่ง สวีฝูอาจเป็นเพียงนักพรตที่ฉวยโอกาสใช้ศรัทธาของฮ่องเต้หลบหนีออกจากแผ่นดินใหญ่ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เขาคือวีรบุรุษผู้เปิดโลกใหม่ให้กับมนุษย์ชาติ
บทส่งท้าย: มนุษย์ผู้กลายเป็นอมตะด้วยเรื่องราว
“สวีฝูอาจไม่เคยพบยาอมตะ แต่เขาได้กลายเป็นอมตะด้วยเรื่องราวของตนเอง”
กว่า 2,200 ปีผ่านไป ตำนานของเขายังเดินทางต่อจากจีนสู่ญี่ปุ่น จากตำนานสู่ประวัติศาสตร์ จากความเชื่อสู่ศิลปวัฒนธรรม
และแม้จิ๋นซีฮ่องเต้จะพ่ายแพ้ต่อความตาย
แต่ความฝันของพระองค์ — ความปรารถนาที่จะไม่สูญสลาย —
กลับมีชีวิตอยู่ในชื่อของ “สวีฝู”
นักพรตผู้แล่นเรือข้ามทะเลเพื่อแสวงหาความเป็นนิรันดร์ให้มนุษย์ทุกคน
ความรู้รอบตัว
ชีวิต
เรื่องเล่า
บันทึก
3
2
3
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย