-ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเขาจงใจหยอกเย้าอาการ brain rot ของพวกเราหรือเปล่า ? ที่ดันเข้าถึงอาการเสพติดโลกโซเชี่ยลที่อัลกอริทึ่มขยันป้อนอะไรที่เป็น more like this เข้ามาอย่างปุบปับ และดันเป็นสายพานที่ยาวไม่รู้จักจบ รู้ตัวอีกทีเราก็เสียเวลากับการดูมือถือมากกว่าการใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงเสียอีก
วงเลือกที่จะเล่าความย้อนแย้งอย่างกระโดดไปมา ตั้งแต่คอรัสของชาวคณะอันโฉงเฉง การเอา reference เพลง Love Takes Miles จากอัลบั้ม Heavy Metal ของ Winter มาปนด้วยประโยค My love takes a long time ขึ้นมาเกริ่นนำแล้วก็ลบล้างภาพแห่งความโลกสวยด้วยความยากลำบากในการเดินทางที่เริ่มจะเหน็บชาไม่ต่างจากตัวละครในหนังเรื่อง The Long Walk
-เพลงที่บ้าพอๆกันก็คือการร่ายรำอย่างฝุ่นตลบของไพร่พลกองพลทหารม้าในเพลง 100 Horses ที่การลากเสียง All people ของ Winter และการตวัดรีฟกีตาร์ได้กลายเป็นลายเส้นแห่งความเย้ยหยันที่ห้อมล้อมความตลกร้ายของสงครามที่มักจะมาพร้อมกับผลผลิตบทเพลงเต้นรำอันแสนดีเลิศ ซึ่งก็มาจากความพยายามลืมความโหดร้ายให้ผ่านพ้นไปวันๆ
-ในฐานะที่พวกเขามีสมาชิกเป็นมือกีตาร์หญิงข้ามเพศอย่าง Emily Green ก็ได้เกิดเพลงสุดเท่ห์และประนีประนอมที่สุดแล้วอย่าง Island of Men ในแบบที่ไม่เกรงกลัวสังคมชายเป็นใหญ่ในอุตสาหกรรมเพลงร็อค รวมไปถึงนโยบายของลุง Donald Trump ที่รับรองแค่สองเพศสภาพเท่านั้น
-การกลัวถูกทอดทิ้งในเพลงสุดเอื้อยอิ่ง Au Pays du Cocaine (In The Land of Cocaine) อาการไม่ต่างจากเสี้ยนโคเคนใจจะขาด ถ้าต่อจากภาพของเพลง Cobra มันก็เป็นการอ้อนวอนให้สาวคนรัก (ที่กลายเป็นงูพิษ) กลับใจเป็นคนที่เชื่องและเลือกที่จะอยู่ต่อกับเขา การอวยพรให้เธอนั้นเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ แล้วบอกให้หายห่วงว่า “ฉันไม่เป็นอะไร” มันก็แค่คำโกหกที่ทำให้ตัวเองดูเข้มแข็งหวังซื้อใจให้กลับมาก็เท่านั้น
-Half Real หยอกเย้านิยามความสัมพันธ์ที่แอบซับซ้อนและคิดเล็กคิดน้อย รักอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นของจริงมั้ย ? หรือเป็นแค่ข้อผูกมัดที่ถูกตรึงไว้ โดนลงโทษเอาตอนที่จบได้ไม่สวยจนอยากไปล้างสมองเพื่อลืมให้หมดสิ้นทั้งความดีงามและความขมขื่นที่เคยมี ต่อให้ทั้งหมดทั้งมวลมันจะออกหัวหรือก้อย การตัดสินความจริงมีเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
-ผมคิดว่า ถ้าอัลบั้มปิดท้ายด้วย Taxes แค่นี้ก็รับจบเพียงพอแล้วนะ ที่ไหนได้แม่งไปได้อีกเว้ยในเพลง Long Island City, Here I Come ที่ยังคงเป็นไอ้ขบถคนเดิมที่พกระเบิดมาด้วยในเพลง Trinidad สู่การตั้งเป้าหมายเพื่อพุ่งชนไปถึงแดนสวรรค์ masterpiece อาจมีไว้สำหรับคนตายไปแล้ว แต่การอุทิศตัวเพื่อบางสิ่งคือของจริง
ทึ่งในหลายๆอย่าง ทั้งการฮัม Here I Come (ข้ามาแล้ว) วนไปวนมาแทบจะแทนกลองและเครื่องประกอบจังหวะใดๆได้แล้ว การละเลงเปียโนชวนระลึกถึงเพลง Nina + Field of Cops แต่พอเติมการสับแหลกของชาวคณะเข้าไป กลายเป็นความมะรุมมะตุ้มดุจการกรอภาพย้อนไปย้อนมา เป็นการ wrap up ให้สมบูรณ์อีกชั้น พวกเขาเก่งกาจพอที่จะไปไกลเกินขีดจำกัด เอาคนฟังให้สาแก่ใจจนได้
-ขนาดประโยค There’s a bomb in my car ไม่มีใครไว้ใจสิ่งที่ Winter ระบุไว้เลยว่ามันเกี่ยวกับความรักและสันติภาพ ผมยังมอง 100 Horses จินตนาการถึงความขัดแย้งไทย-เขมรอยู่เลย ในขณะที่คนต่างประเทศอาจมองเพลงนี้เป็นเรื่องของปาเลสสไตน์ ที่แน่ๆผมสนุกชิบหายกับการได้เจอเพลงที่เล่นประเด็นสากลโลกเหล่านี้ โดยที่ไม่อยู่ในกรอบของ domestic จนเกินไป
-การลากเสียงยาวโหยหวนของ Winter สร้างความรำคาญหน่อยช่วงแรก แต่หลังๆเริ่ม make sense ในแง่ของการแช่ความรู้สึกไม่ให้เกิดการช็อตฟีลอย่างปุบปับ อย่างน้อยคน Gen Z ก็เห็นแก่คน Gen Y ที่ไม่อยากเปลี่ยนเรื่องคุยเร็วเกินเหมือนตอนไถ TikTok เราจึงพอมีเวลาขบคิดและ catch up ได้ทัน นี่จึงเป็นอัลบั้มที่ติด Top 3 ปีนี้แน่นอน (ถ้าไม่มีอะไร hype ในช่วงสองเดือนสุดท้าย) และมันเป็นบาร์ที่สูงเหลือเกินไอ้น้องเอ๋ย ให้พวกพี่ๆไม่รู้สึกหนาวบ้างเหอะ
-อย่างไรก็ดี มันคืองานร็อคแอนด์โรลที่เข้มข้นและใจกว้างพอที่จะเปิดรับแนวทางใหม่ๆได้ทุกเมื่อ มันเป็นการเติมเต็มมนุษย์นักฟังเพลงอย่างเราให้มีหูตาที่กว้างไกลขึ้น มีอะไรให้พูดถึง และ aging well มากพอให้กลับมาฟังในจดหมายเหตุของพวกเขา ในยุคสมัยที่อะไรหลายอย่างมาสอดแทรกผ่านหูผ่านตาง่ายกว่าแต่ก่อน แด่มนุษย์ผู้คิดมากกับการค้นหาตัวเองเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย
จนสุดท้ายก็ถูกฆ่าจากการเติมเต็มเช่นกัน
Top Tracks: Trinidad, Cobra, Getting Killed, Islands of Men, 100 Horses, Half Real, Au Pays du Cocaine, Taxes, Long Island City, Here I Come