30 ต.ค. 2025 เวลา 10:13

[รีวิวอัลบั้ม] Getting Killed - Geese >>> ปั้ง !!!

🚨🚨FPFM’s Best New Album Alert 🚨🚨
-เอาจริงผมก็เพิ่งรู้จักวงนี้เมื่อตอนที่มีเพจรีวิวเพจนึงเค้าแนะนำอัลบั้ม Heavy Metal ของ Cameron Winter (นักร้องนำไอ้วงห่านนี่แหละ) ผมเลยไปตามฟัง ความรู้สึกสำหรับผมยังไม่ถึงขั้น Perfect Score ซึ่งไม่ได้แปลว่า Overrated แบบโก่งๆอ่ะนะ เพียงแต่มันมี method และการเล่น pacing บางอย่างที่ไม่คุ้นชิน มันเป็นความเฉพาะทางของ singer-songwriter ไม่ได้จูนติดจนคลิ๊กได้ 100% แต่ก็ไม่ทำให้ความน่าสนใจของเขาคนนี้ลดน้อยถอยลงแม้แต่น้อย นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมได้รู้จักวง Geese
-ผลปรากฏว่า Geese แม่งเจ๋งสาด ผมดันเริ่มต้นที่ 3D Country เลย ซึ่งก็จิ้มได้ถูกในแง่ของการได้เห็นวงอยู่ในช่วงที่กำลังสดใหม่ได้ที่ แต่ขณะเดียวกันพอกลับไปย้อนฟังชุดสอง Projector ก็รู้สึกดรอปราวกับว่า เราเริ่มต้นที่จะฟังในจุดที่พวกเขาได้ก้าวกระโดดไปอีกขั้นแล้วโดยที่ไม่ได้เป็นสักขีพยานในช่วงที่พวกเขากำลังค้นหาตัวเอง ค้นพบช้าดีกว่าค้นพบเอาตอนที่พวกเขาแก่ตัวก็แล้วกัน รีวิวนี้จึงเริ่มต้นที่การอวยวงที่ไม่รู้ว่าเคยพูดถึงในเพจตอนไหน ไม่มีแม้กระทั่งคอนเทนท์รีวิวเพลงเดี่ยวอะไรเลยทั้งสิ้น
จากซ้ายไปขวา Dominic DiGesu, Emily Green, Max Bassin, Cameron Winter
-Geese เป็นวงอินดี้-ร็อคชาวอเมริกัน มาจากเมืองบรู๊กลิน รัฐนิวยอร์ค ประกอบด้วย Cameron Winter (ร้องนำ/คีย์บอร์ด/กีตาร์), Emily Green (กีตาร์), Dominic DiGesu (เบส) และ Max Bassin (กลอง) เห็นพวกเขาออกอัลบั้มมาแล้ว 3-4 ชุดและจัดจ้านขนาดนี้ ต้องเป็นวงที่สมาชิกอยู่ช่วง 20 ปลายๆแน่ แต่หารู้ไม่ว่า พวกเขาเป็น Gen Z อายุราวๆ 23 ปีเท่านั้น คิดดูซิครับว่า พวกเขาดันเกิดมาในยุคสื่อโซเชี่ยลมีเดียที่พรั่งพรูด้วยข้อมูลข่าวสารและคอนเทนท์มากมายเสียจน Gen Y อย่างเราก็สมาธิสั้น โฟกัสอะไรยาวๆก็ไม่ค่อยจะได้แล้ว
-ที่ผมพูดแบบนี้ก็ไม่ได้รู้ลึกหรอกว่า พวกเขาติดโซเชี่ยลมากน้อยเพียงใด รู้แต่ว่าการฟังอัลบั้ม Getting Killed สำหรับผม มันมากกว่าการปล่อยของทางดนตรี สิ่งที่ผมรู้สึกได้คือ พวกเขากำลังเขย่า “โซเชี่ยลมีเดีย” เอามาละเลงเป็นมหกรรมแห่งความมะรุมมะตุ้มที่ทุกอย่างถูกจับต้นชนปลายแบบไม่สนสี่สนแปด
-ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกเขาจงใจหยอกเย้าอาการ brain rot ของพวกเราหรือเปล่า ? ที่ดันเข้าถึงอาการเสพติดโลกโซเชี่ยลที่อัลกอริทึ่มขยันป้อนอะไรที่เป็น more like this เข้ามาอย่างปุบปับ และดันเป็นสายพานที่ยาวไม่รู้จักจบ รู้ตัวอีกทีเราก็เสียเวลากับการดูมือถือมากกว่าการใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงเสียอีก
-แทนที่จะเสพคอนเทนท์เป็นอาหารสมองและความบันเทิงอย่างมีคุณภาพ กลับกลายเป็นขยะที่ล้นจนสมองฝ่อ จับต้องแก่นสารอย่างเป็นชิ้นเป็นอันไม่ค่อยจะได้ มีแต่วนลูปอย่างสิ้นหวัง โดดเดี่ยว อาจหนักถึงขั้นซึมเศร้า กลไกทางสมองก็ดันเชื่อมโยงให้เอาตัวเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือเอาตัวเราไปอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในซีกมุมนึงของโลกโดยที่ไม่จำเป็น
-จากการตีความด้วยมุมมองส่วนตัว…เพลง Getting Killed อันเป็นไตเติ้ลแทร็คที่ represent สิ่งที่อัลบั้มนี้เป็นได้ครอบคลุมมากที่สุด โดยเฉพาะแก่นสารแห่งการค่อยๆถูกฆ่าจากสภาวะ “สมองเน่า” ที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น
วงเลือกที่จะเล่าความย้อนแย้งอย่างกระโดดไปมา ตั้งแต่คอรัสของชาวคณะอันโฉงเฉง การเอา reference เพลง Love Takes Miles จากอัลบั้ม Heavy Metal ของ Winter มาปนด้วยประโยค My love takes a long time ขึ้นมาเกริ่นนำแล้วก็ลบล้างภาพแห่งความโลกสวยด้วยความยากลำบากในการเดินทางที่เริ่มจะเหน็บชาไม่ต่างจากตัวละครในหนังเรื่อง The Long Walk
I, I can’t even hear myself talk
I’m trying to talk over everybody in the world
I, I can’t even taste my own tears
They fall into an even sadder bastard’s eyes
Getting Killed
หลังจากนั้นก็ความโอดครวญที่เสียงของคนอื่นตีกันในหัวจนไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง คราบน้ำตาที่ไหลรินดันแยกไม่ออกจนนึกว่าเป็นน้ำตาจระเข้ มันมีดราม่าและสงครามที่ให้เรารู้สึกเสียใจมากกว่า trauma ของตัวเอง
และแน่นอนการห้อมล้อมด้วยชีวิตดีๆในโลกยุคดิจิตอล สิ่งมอมเมาราคาถูก มันเป็นความซับซ้อนที่ทำให้เราใช้ชีวิตในความเงียบสงัดไม่ได้ กลายเป็นการค่อยๆถูกฆ่าอย่างน่าอดสูในที่สุด mood and tone แห่งความวุ่นวายและการ fuss ข้อความซ้ำไปซ้ำมา นี่คือสิ่งที่เราจะได้เจอในอัลบั้มนี้
-ในแทร็คเปิดอัลบั้ม Trinidad พวกเขาก็ provoke เราด้วยการแหกปาก “There’s a bomb in my car” เป็นการประกาศศักดาความขบถที่รุนแรงชวนตื่นตูมได้ตั้งแต่แรกฟัง ต่อให้คุณเพิ่งมาฟัง Geese ไอ้ประโยค “มีระเบิดอยู่ในรถกู !!!” คุณต้องจำมันได้ไม่มีทางลืมแน่นอน เพราะแม่งบ้าชิบหาย
อย่างไรก็ดี Winter เคลมไว้ใน Interview Magazine ว่า เจตนารมย์ของเพลงนี้ไม่ได้มาแนวก่อการร้าย แต่มันเกี่ยวกับความรักและความสงบในแบบของเขา สุดแล้วแต่ประสบการณ์ของผู้ฟังจะ relate ถึงสิ่งใด
ที่แน่ๆพวกเขาพยายามที่จะปลดปล่อยตัวเองอย่างตูมตามกว่าครั้งไหนๆ หรือไม่ก็สัญญาณแห่งระเบิดเวลาเริ่มทำงานเอาตอนที่พวกเขาเริ่มคลั่งด้วยฤทธิ์ของแป้ง หรือไม่ก็..ยุคดิจิตอลที่เริ่มจะอิ่มตัวและน่าเบื่อเต็มทน สิ่งที่งงกว่าคือ JPEGMAFIA ไปร่วมวงแหกปากได้ไง ?
-เพลงที่บ้าพอๆกันก็คือการร่ายรำอย่างฝุ่นตลบของไพร่พลกองพลทหารม้าในเพลง 100 Horses ที่การลากเสียง All people ของ Winter และการตวัดรีฟกีตาร์ได้กลายเป็นลายเส้นแห่งความเย้ยหยันที่ห้อมล้อมความตลกร้ายของสงครามที่มักจะมาพร้อมกับผลผลิตบทเพลงเต้นรำอันแสนดีเลิศ ซึ่งก็มาจากความพยายามลืมความโหดร้ายให้ผ่านพ้นไปวันๆ
ท่านนายพลก็เอาแต่พร่ำบอกว่า ยิ้มก่อนที่จะตุย พอหลังจบศึกไป พวกเอ็งจะยิ้มไม่ออกเอง ซึ่งมันคงไม่มีใครยิ้มออกตั้งแต่ถูกเกณฑ์มารับใช้ชาติตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทุกคนกลัวตายกันทั้งนั้น
ร่ายรำไปกับการได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐล้มเหลว จนกลายมาเป็น circus ที่รวมคนร้อยพ่อพันแม่ที่พร้อมจะผลิตคอนเทนท์ความสุขบนความระทมของผู้อื่นให้ไอ้ชนชั้นนำหัวเราะเยาะได้ทุกเมื่อ ในขณะเดียวกันก็มีคนได้ประโยชน์จากสงครามและเงินบริจาคอย่างที่เราเห็นๆกัน พลทหารทั้งหลายยังคงได้เบี้ยน้อยหอยน้อยอยู่เหมือนเดิม ถ้าไม่อยากเป็นส่วนนึงของระบบก็จงตาสว่างให้ได้ก่อนที่จะปลดแอกตัวเอง
-ในฐานะที่พวกเขามีสมาชิกเป็นมือกีตาร์หญิงข้ามเพศอย่าง Emily Green ก็ได้เกิดเพลงสุดเท่ห์และประนีประนอมที่สุดแล้วอย่าง Island of Men ในแบบที่ไม่เกรงกลัวสังคมชายเป็นใหญ่ในอุตสาหกรรมเพลงร็อค รวมไปถึงนโยบายของลุง Donald Trump ที่รับรองแค่สองเพศสภาพเท่านั้น
ซึ่งพวกเขาก็เลือกที่จะถ่ายทอดความกังวลของคนเป็นชาย(แต่ลึกๆเป็นหญิง)ที่ยังลังเลที่จะแสดงออก เมื่อต้องไปอยู่กับเหล่าชายแท้ด้วยกันเอง ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เธอห้ามเก็บเอาไปฝันก็ไม่ได้ ไม่สามารถหลีกหนีความจริงและความเฟคไปได้พ้นตลอดชีวิต
Lazy eyed, you look weak
You have seen islands of men
Sinking low as you speak
I’m not surprised
Island of Men
-นอกจากเราจะได้เห็นความคลั่งความตึงทางการเมืองและการค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเองในยุคดิจิตอลที่ซับซ้อนแล้ว โหมดเพลงรักในแบบของเขาก็ไม่ได้เน้นความโรแมนติกในมิติเดียว แต่ยังแอบแฝงไปด้วยความไม่ชอบมาพากล หวาดระแวงในความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของคนในยุคนี้ โดยที่ยังไม่สามารถปลดพันธนาการให้หลุดมือไปได้
-เริ่มตั้งแต่ Cobra ที่ต่อให้ท่วงทำนองชวนเคลิ้มหวานเพียงใด เมื่อเห็นชื่อเพลงก็ต้องเตรียมตั้งการ์ดระวังงูเห่าแผ่แม่เบี้ยไว้ให้ดี การตกเป็นทาสของเสน่ห์ที่ถูกล่อลวงให้ติดกับดักอย่างโงหัวไม่ขึ้นจนสามารถยอมถวายชีวิตเป็นคนล้างตีนก็ยังได้
-การกลัวถูกทอดทิ้งในเพลงสุดเอื้อยอิ่ง Au Pays du Cocaine (In The Land of Cocaine) อาการไม่ต่างจากเสี้ยนโคเคนใจจะขาด ถ้าต่อจากภาพของเพลง Cobra มันก็เป็นการอ้อนวอนให้สาวคนรัก (ที่กลายเป็นงูพิษ) กลับใจเป็นคนที่เชื่องและเลือกที่จะอยู่ต่อกับเขา การอวยพรให้เธอนั้นเลือกที่จะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ แล้วบอกให้หายห่วงว่า “ฉันไม่เป็นอะไร” มันก็แค่คำโกหกที่ทำให้ตัวเองดูเข้มแข็งหวังซื้อใจให้กลับมาก็เท่านั้น
-Half Real หยอกเย้านิยามความสัมพันธ์ที่แอบซับซ้อนและคิดเล็กคิดน้อย รักอย่างไม่มีเงื่อนไขเป็นของจริงมั้ย ? หรือเป็นแค่ข้อผูกมัดที่ถูกตรึงไว้ โดนลงโทษเอาตอนที่จบได้ไม่สวยจนอยากไปล้างสมองเพื่อลืมให้หมดสิ้นทั้งความดีงามและความขมขื่นที่เคยมี ต่อให้ทั้งหมดทั้งมวลมันจะออกหัวหรือก้อย การตัดสินความจริงมีเพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
-ความกลัวที่จะโดดเดี่ยวก็ถูกสื่อสารไปยังแฟนเพลงเพื่อให้เข้าใจในเพลง Husbands ในเมื่อแฟนเพลงอยากได้รับการเติมเต็มจากบทเพลงของเขาแล้ว พวกเขาก็มีภาระแห่งความโดดเดี่ยวอยู่บนบ่าที่อยากยกออกไปเช่นกัน ทั้งนี้มันก็มีบางบทเพลงที่เขาเลือกที่จะปล่อยให้ “อิหยังวะ” เฉกเช่นเพลงนี้ที่พวกเขาไม่อยากให้เราเสียเวลาไต่เขาเพื่อไปถอดรหัสมากนัก ปล่อยให้พวกเขาได้ไต่เขาอย่างท้าทายตัวเองต่อไป
-การตั้งคำถามถึงการอุทิศตนและการรักษาพรรมจรรย์ที่ดูเคร่งครัดอย่างน่ารำคาญในเพลง Bow Down ซึ่งคนที่ออกกฎดูเหมือนจะไม่เข้าใจเลยว่า ปถุชนข้าราชบริพารทั้งหลายต่างก็ไม่ได้สมบูรณ์บริสุทธิ์ผุดผ่อง ทุกคนล้วนมีข้อจำกัดและบาปติดตัวที่ต้องชำระ ถ้ามัวแต่อยู่ในกรอบ ชีวิตก็เฉาตายห่า
-จากการยอมจำนนก้มหัวในเพลงที่แล้วได้เชื่อมโยงสู่ราคาที่ต้องจ่ายในรูปแบบของ “ภาษีอากร” อันเป็นการใช้เวรใช้กรรมที่หนีไม่พ้นตลอดชีวิตอย่างเพลง Taxes ซิงเกิ้ลแรกสุดของวงที่ดันเอามาไว้ในลำดับรองสุดท้าย ไม่ใช่แค่การโชว์เพลงที่เข้าถึงง่ายเน้นตกคนฟังเท่านั้น แต่พวกเขาคิดมาอย่างดีในการใช้เพลงนี้ wrap up ความ Getting Killed ได้ดีพอสมควร
ไม่ว่าจะเป็นการโดนชีวิตดีๆที่ไม่เคยหลับไหลเลย การไม่สามารถเปลี่ยนคนรักให้กลายมาเป็นคู่ชีวิตเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระภาษี ความหดหู่และโกรธเคืองจากการเห็นคลิปความรุนแรงทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรังส่วนนึงก็หนีไม่พ้นการนำ “ภาษี” ไปใช้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ หมอกลับกลายเป็นคนที่ต้องดูแลตัวเองก่อนที่จะเทศนากล้ามาดูแลผู้อื่น ในเมื่อโลกมันแย่ ก็ยอมตกนรกมอดไหม้เอาตอนนี้แม่งเลย
ถึงแม้บริบทแลดูสิ้นหวัง แต่ท่วงทำนองอย่างสวยและหนักแน่นพอให้รู้สึกปลดปล่อยจากการเป็นคนบาปที่ไม่มีอะไรจะเสีย MV โคตรเจ๋งแบบคิดได้ไงวะ เป็นความเรียบง่ายที่แสนวิเศษ แค่อาศัยความดิบของฟุตเทจที่ถ่ายทำแบบ hand held ประหนึ่งทีมงานท่านนึงมาคอนเสิร์ตสายฝ่าวงคนดูเพื่อที่จะไปดูใกล้ๆหน้าเวที เล่นกับความออแกนิคของบรรยากาศจนได้เป็นส่วนหนึ่ง ไปพร้อมๆกับการเข้าสู่ไคล์แม็กซ์ตามวิถี MV เพลงแบบปกติ ซึ่งก็ถือว่าตีโจทย์ได้แตกมากๆ อยากให้ไปดูเพื่อสัมผัสความไม่ธรรมดานี้เอง
-ผมคิดว่า ถ้าอัลบั้มปิดท้ายด้วย Taxes แค่นี้ก็รับจบเพียงพอแล้วนะ ที่ไหนได้แม่งไปได้อีกเว้ยในเพลง Long Island City, Here I Come ที่ยังคงเป็นไอ้ขบถคนเดิมที่พกระเบิดมาด้วยในเพลง Trinidad สู่การตั้งเป้าหมายเพื่อพุ่งชนไปถึงแดนสวรรค์ masterpiece อาจมีไว้สำหรับคนตายไปแล้ว แต่การอุทิศตัวเพื่อบางสิ่งคือของจริง
เหมือนที่ Winter เลือกงัดเพลงนี้จากที่เคยเอาไปเล่นสดคอนเสิร์ตเดี่ยวเอามาให้วงได้ปรุงได้ปั่นเล่นๆจนกลายเป็นฟังก์ชั่นที่โคตรถูกต้องในการทำให้เพลงนี้มันออกมาดิ้น ล้อมวงท่องมนต์บูชา “ศิลปะฉันยืนยาว” แล้วค่อย mosh pit กับคนฟังให้เหงื่อท่วมซะหน่อย
ทึ่งในหลายๆอย่าง ทั้งการฮัม Here I Come (ข้ามาแล้ว) วนไปวนมาแทบจะแทนกลองและเครื่องประกอบจังหวะใดๆได้แล้ว การละเลงเปียโนชวนระลึกถึงเพลง Nina + Field of Cops แต่พอเติมการสับแหลกของชาวคณะเข้าไป กลายเป็นความมะรุมมะตุ้มดุจการกรอภาพย้อนไปย้อนมา เป็นการ wrap up ให้สมบูรณ์อีกชั้น พวกเขาเก่งกาจพอที่จะไปไกลเกินขีดจำกัด เอาคนฟังให้สาแก่ใจจนได้
-Winter และชาวคณะได้ก้าวขึ้นมาเป็นความหวังใหม่ของคน Gen Z ด้วยสกิล singer-songwriter สุดร้อนแรงที่โดดเด่นและรู้ดีเกินวัย ผสานกับความบ้าบิ่นของชาวคณะที่พร้อมแหกขนบอย่างหาญกล้า การได้ Kenneth Blume (a.k.a. Kenny Beats) โปรดิวซ์เซอร์ที่ผ่านงานตั้งแต่ hip-hop ยัน alternative มาคุมงานให้พวกเขาเป็นครั้งแรก ดูเหมือนเป็นการ “ให้ใจเต็มร้อย” หลังจากที่ Kenny ติดใจการแสดงสดของวงจนถึงขั้นดักเจอหลังเวทีเพื่อขอร่วมงานเอง โดยที่พวกเขาไม่เคยเข้าหาเขามาก่อนด้วยซ้ำ
-การอัดเสียงเพียงแค่ 10 วัน (ไม่นับ edit process) เป็นความทรหดที่สามารถเค้นการ improvise ที่ดิบและแน่นปึ๊กที่สุดของเขา มหกรรมแห่งความโกลาหลจึงฟังดู “ไม่มั่ว” เหมือนได้ครู Kenny มาช่วยขัดเกลาให้มีแกนของริทึ่มที่จับต้องได้ ยึดหลักว่าต้องมี taste note ของแต่ละอย่างให้ชัดก่อนที่จะเอาไปยำ ศิลปินหลายคนมองข้ามการให้ความสำคัญของริทึ่ม มันเลยระคนกันมากกว่า catchy ไม่ hit note จนจึ้งใดๆทั้งสิ้น เหมือนสนุกกับการทดลองมากกว่าจะแคร์คนฟัง
-ในขณะเดียวกันก็สามารถเปิดประสบการณ์แปลกใหม่อย่างไม่ซ้ำหน้าทุกครั้งที่ฟัง เหมือนที่ Winter ได้บอกเจตจำนงแห่งการเปิดกว้างไว้ในเพลง Husbands นั่นแหละ “รอให้ผัวหรือเมียของพวกคุณตุยไปเสียก่อน” คุณอาจจะฟังเพลงของพวกเขาไม่เหมือนเดิมก็เป็นไปได้ มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ฟังว่าอยากให้เพลงนั้นมันเป็นตัวแทนของอะไร
-ขนาดประโยค There’s a bomb in my car ไม่มีใครไว้ใจสิ่งที่ Winter ระบุไว้เลยว่ามันเกี่ยวกับความรักและสันติภาพ ผมยังมอง 100 Horses จินตนาการถึงความขัดแย้งไทย-เขมรอยู่เลย ในขณะที่คนต่างประเทศอาจมองเพลงนี้เป็นเรื่องของปาเลสสไตน์ ที่แน่ๆผมสนุกชิบหายกับการได้เจอเพลงที่เล่นประเด็นสากลโลกเหล่านี้ โดยที่ไม่อยู่ในกรอบของ domestic จนเกินไป
-การลากเสียงยาวโหยหวนของ Winter สร้างความรำคาญหน่อยช่วงแรก แต่หลังๆเริ่ม make sense ในแง่ของการแช่ความรู้สึกไม่ให้เกิดการช็อตฟีลอย่างปุบปับ อย่างน้อยคน Gen Z ก็เห็นแก่คน Gen Y ที่ไม่อยากเปลี่ยนเรื่องคุยเร็วเกินเหมือนตอนไถ TikTok เราจึงพอมีเวลาขบคิดและ catch up ได้ทัน นี่จึงเป็นอัลบั้มที่ติด Top 3 ปีนี้แน่นอน (ถ้าไม่มีอะไร hype ในช่วงสองเดือนสุดท้าย) และมันเป็นบาร์ที่สูงเหลือเกินไอ้น้องเอ๋ย ให้พวกพี่ๆไม่รู้สึกหนาวบ้างเหอะ
-อย่างไรก็ดี มันคืองานร็อคแอนด์โรลที่เข้มข้นและใจกว้างพอที่จะเปิดรับแนวทางใหม่ๆได้ทุกเมื่อ มันเป็นการเติมเต็มมนุษย์นักฟังเพลงอย่างเราให้มีหูตาที่กว้างไกลขึ้น มีอะไรให้พูดถึง และ aging well มากพอให้กลับมาฟังในจดหมายเหตุของพวกเขา ในยุคสมัยที่อะไรหลายอย่างมาสอดแทรกผ่านหูผ่านตาง่ายกว่าแต่ก่อน แด่มนุษย์ผู้คิดมากกับการค้นหาตัวเองเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย
จนสุดท้ายก็ถูกฆ่าจากการเติมเต็มเช่นกัน
Top Tracks: Trinidad, Cobra, Getting Killed, Islands of Men, 100 Horses, Half Real, Au Pays du Cocaine, Taxes, Long Island City, Here I Come
Give 9/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา