31 ต.ค. 2025 เวลา 05:03 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ถ้าเปรียบร่างกายเราเป็นจักรวาล สิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนร่างกายของเรา ก็จะมีอยู่แค่บริเวณที่สัมผัสกับอากาศภายนอกได้ เช่น ปาก ผิวหนัง ลำไส้ แต่ร่างกายของเราก็จะมีระบบป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเหล่านี้ เข้าไปสู่อวัยวะภายในที่สำคัญ เช่น หัวใจ สมอง ตับ ถือเป็นพื้นที่ปอดเชื้อ ถ้ามีสิ่งมีชีวิตหลงเข้าไป เกิดการติดเชื้อ ก็จะทำให้เราป่าย เชื้อโรคบางชนิด อยู่ที่ผิวหนังก็ดี แต่พอเข้าร่างกายกลายเป็นศัตรูทำร้ายเราซะงั้น ก็ต้องฆ่าเสีย เพื่อให้อวัยวะภายในปลอดเชื้อ
ถ้าเปรียบโลกเราเป็นจักรวาล บางพื้นที่ก็อยู่ได้ บางพื้นที่สิ่งมีชีวิตก็อยู่ไม่ได้ เรียกว่าโลกเราอนุญาติให้มีสิ่งมีชีวิตอยู่แค่บริเวณเปลือกนอกเท่านั้น ใจกลางโลกก็ไม่อนุญาติให้มีสิ่งมีชีวิตใดๆอยู่ได้ มนุษย์ไปอวกาศได้ แต่ลงไปในใจกลางโลกที่ตัวเองอยู่ก็ไม่ได้ บางพื้นที่บนผิวโลก ที่สภาพอากาศสุดขั้ว สิ่งมีชีวิตก็แทบอยู่ไม่ได้ ต้องปรับตัวหนักมากถึงจะสามารถอยู่ได้
ถ้ามองตัวเรา มองโลก แล้วไปมองจักรวาล โดยในข้อสันนิษฐานเดียวกัน แปลว่า จักรวาลก็อาจจะอนุญาติให้มีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้บางพื้นที่ แต่ไม่ได้อนุญาติให้มีสิ่งมีชีวิตอยู่โดยทั่วไป ใจกลางสิ่งสำคัญ อาจเป็นที่ปลอดเชื้อ เช่นดวงอาทิตย์ หรือกลางจักรวาลจริงๆ หลุดดำ ก็อาจจะไร้สิ่งมีชีวิตใดๆ แต่พื้นที่บางส่วน อาจจะกำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ และโลกก็อาจจะอยู่ในตำแหน่งพอดีที่สามารถกำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ และอาจมีดาวดวงอื่นอันไกลโพ้น ที่มีสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกันต่างไปสภาพดวงดาว
แต่ถ้าเทียบสิ่งมีชีวิตบนร่างกายเช่นปาก กับ ลำไส้ มันก็ไม่เคยเจอกัน แต่ถ้าเจอกัน มันจะกลายเป็นศัตรูต่างถิ่นทันที แบคทีเรียประจำถิ่น จะเป็นผลดีกับร่างกาย แต่ถ้าเป็นแบคทีเรียผิดถิ่น ร่างกายจะมีกลไลกำจัดทันที ไม่ให้มารุนราน ก่อนที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย กลายเป็นโรคร้าย
ลองเปรียบกับจักรวาล ถ้าเราเป็นแบคทีเรียประจำถิ่น อยู่ในระบบสุริยะ ถือว่าเราเป็นแบคทีเรียที่ดี แต่ถ้าเราดันอยากออกจากทางช้างเผือกไปแอนดรอเมดาบ้าง เราก็จะกลายเป็นแบคทีเรียผลัดถิ่นที่จักรวาลต้องกำจัดทิ้ง เรียกว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่จักรวาลจะยอมให้เราไปเป็นแบคทีเรียผลัดถิ่น หรือจะไปรู้จักแบคทีเรียถิ่นอื่น เพราะจะก่อให้เกิดผลร้ายกับจักรวาลมากกว่าผลดี จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราไม่เคยเจอสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลก นั่นเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพจักรวาล ถึงมีก็ไม่อยากให้เจอ
โฆษณา