Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Cyber Masters co. ltd
•
ติดตาม
4 พ.ย. เวลา 04:01 • ธุรกิจ
เมื่อเครื่องของนักพัฒนา กลายเป็นช่องทางของแฮกเกอร์: ช่องโหว่ใหม่ใน Docker Compose และ Docker Desktop
คุณอาจคิดว่า “เครื่องนักพัฒนา (Developer) ไม่ใช่จุดอันตราย” เพราะมันไม่ได้เชื่อมกับข้อมูลลูกค้า หรือระบบจริงขององค์กร…
แต่ในโลกไซเบอร์ทุกวันนี้ เครื่องของนักพัฒนากลับกลายเป็น “ประตูหลัง” ที่แฮกเกอร์ใช้เจาะเข้ามาสู่ระบบได้ง่ายที่สุด
เกิดอะไรขึ้นกับ Docker Compose และ Docker Desktop?
ล่าสุด ทีมวิจัยจาก Imperva ได้ค้นพบช่องโหว่ร้ายแรงใน Docker Compose และ Docker Desktop — สองเครื่องมือยอดนิยมที่ถูกใช้ในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (DevOps, CI/CD, Cloud Environment) ทั่วโลก
ฟังดูเหมือนเรื่องเทคนิค แต่ผลกระทบกลับร้ายแรงกว่าที่คิด เพราะช่องโหว่นี้อาจเปิดทางให้แฮกเกอร์ “เขียนไฟล์ลงในเครื่อง” หรือ “รันคำสั่ง” ในระบบของคุณได้โดยตรง
รายละเอียดช่องโหว่ที่ควรรู้
1️⃣ CVE-2025-62725 – Path Traversal ใน Docker Compose
ช่องโหว่นี้มีความรุนแรงระดับ 8.9 (Critical)
เกิดจากฟีเจอร์ใหม่ของ Docker Compose ที่ชื่อว่า OCI artifact
ระบบจะเชื่อถือข้อมูล (annotations) ที่แนบมากับ image โดยไม่ตรวจสอบให้ดีพอ
ผลคือ แฮกเกอร์สามารถใส่ path ปลอม เพื่อให้ Docker Compose เขียนไฟล์ออกไปยังตำแหน่งใดก็ได้ในเครื่อง
➡️ หากเครื่องรัน Docker ด้วยสิทธิ์สูง (เช่น root/admin) ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์ควบคุมระบบได้เลย
2️⃣ EUVD-2025-36191 – DLL Hijacking ใน Docker Desktop (Windows)
ช่องโหว่นี้มีความรุนแรงระดับ 8.8 (High)
เกิดจากตัวติดตั้ง (Installer.exe) ของ Docker Desktop ที่ตรวจสอบไฟล์ DLL จากโฟลเดอร์ Downloads ก่อน
หากผู้โจมตีวาง DLL ปลอมไว้ในโฟลเดอร์นั้น เมื่อผู้ใช้ติดตั้งโปรแกรม — โค้ดของแฮกเกอร์จะถูกรันแทน
แล้วมันกระทบกับธุรกิจไทยอย่างไร?
ในหลายองค์กรไทย Docker เป็นหัวใจสำคัญของระบบพัฒนา เช่น
●
ใช้ใน CI/CD Pipelines
●
ใช้สร้างสภาพแวดล้อมจำลอง (Dev / Test)
●
ใช้ Deploy ระบบขึ้น Cloud
แต่เครื่องเหล่านี้มักไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบป้องกันระดับองค์กร เช่น Firewall หรือ Endpoint Protection เต็มรูปแบบ
ดังนั้น ถ้าเครื่องของนักพัฒนาถูกเจาะ — แฮกเกอร์สามารถใช้เป็น “สะพาน” เข้าสู่ระบบ Production ได้ทันที
ยิ่งองค์กรที่ยังไม่มีระบบตรวจจับพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ หรือไม่อัปเดตแพตช์อย่างสม่ำเสมอ ความเสี่ยงยิ่งสูง
ทำไม “การป้องกันเชิงรุก” จึงเป็นคำตอบที่ดีกว่า?
โซลูชันอย่าง Morphisec เข้ามาเปลี่ยนแนวคิดจาก “การตรวจจับหลังโจมตี” ไปสู่ “การป้องกันก่อนโจมตีเริ่ม”
ด้วยเทคโนโลยี Automated Moving Target Defense (AMTD) ที่จะ “เปลี่ยนโครงสร้างหน่วยความจำของระบบตลอดเวลา”
ทำให้มัลแวร์ไม่สามารถคาดเดาตำแหน่งหน่วยความจำเพื่อรันโค้ดได้ แม้จะเจาะผ่านช่องโหว่เข้ามาแล้วก็ตาม
พูดง่าย ๆ คือ Morphisec
🧠 “หยุดการโจมตีได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม”
โดยไม่ต้องพึ่ง Signature หรืออัปเดตฐานข้อมูลไวรัสแบบระบบเก่า
ในยุคที่ “ช่องโหว่ใหม่เกิดทุกวัน”
การรอให้ระบบถูกโจมตีก่อนค่อยรับมือ อาจสายเกินไป
เพราะในโลกไซเบอร์วันนี้...
🔐 องค์กรที่ปลอดภัยที่สุด คือองค์กรที่ป้องกันก่อนถูกโจมตี
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
ข่าวรอบโลก
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย