4 พ.ย. 2025 เวลา 11:30 • ไลฟ์สไตล์

“อย่าให้เงินลูกแบบตู้ ATM เพราะเขาจะรู้แค่วิธีถอนเงิน”

5 ขั้นตอนให้เงินและสอนลูกหลานวัยนักศึกษา เพื่อให้เขารู้ว่า “เงินมีจำกัด - ต้องใช้เป็น”
เมื่อวันเปิดเทอมใหญ่กลับมาอีกครั้ง เชื่อว่าผู้ปกครองหลายท่านกำลังวุ่นกับการเตรียมความพร้อมให้น้องๆ นักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการหาหอพักใกล้ๆ มหาวิทยาลัย การพาไปซื้ออุปกรณ์การเรียน หรือการจัดแจงเรื่องเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะให้ลูกใช้ระหว่างเทอม
ในมุมของน้องๆ นักศึกษา นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต เพราะจะได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ และเรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยเจอมาก่อน แต่ในมุมของผู้ใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย เราก็อยากให้ช่วงเวลานั้นของลูกเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด และอยากให้พวกเขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่างกลับมาด้วย
ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ต้องส่งเสียน้องที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่เหมือนกัน และสิ่งที่ผมคิดมาโดยตลอดก็คือ "การให้เงินไปใช้เฉยๆ มันน่าเสียดายโอกาสในการเรียนรู้เรื่องเงิน"
ดังนั้นผู้เขียนจึงคิดว่าไหนๆ ก็ต้องให้เงินไปใช้แล้ว เราก็ควรจะใช้โอกาสนี้สอนให้เขาได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการเงินไปด้วยเลยดีกว่า
[ 5 ขั้นตอนสอนน้องๆ วัยนักศึกษาบริหารเงิน ]
การสอนเรื่องเงินอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่จริงๆ แล้วมันสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัวที่สุด อย่างเงินที่เราให้เขาไปใช้ในชีวิตประจำวันนี่แหละครับ
Step 1️⃣: ประเมินค่าใช้จ่ายและงบประมาณ
ก่อนอื่นเลย เราต้องมานั่งประเมินค่าใช้จ่ายที่จำเป็นทั้งหมดร่วมกับน้องๆ ก่อนครับ จะได้รู้ว่าควรให้งบประมาณเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ โดยลองแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ
(1) ค่าใช้จ่ายคงที่ คือ รายจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำและมีจำนวนที่แน่นอน เช่น ค่าหอพัก, ค่าเทอม (ถ้าต้องจ่ายเอง) หรือค่าเดินทางประจำ
(2) ค่าใช้จ่ายผันแปร คือ รายจ่ายที่จำนวนไม่แน่นอนในแต่ละเดือน เช่น ค่าอาหาร, ค่าของใช้ส่วนตัว, ค่ากิจกรรมต่าง ๆ หรือค่าเที่ยวกับเพื่อน
สำหรับค่าใช้จ่ายผันแปร อาจจะใช้การประมาณการเบื้องต้นจากไลฟ์สไตล์ของน้องๆ หรือจากค่าเฉลี่ยทั่วๆ ไปก็ได้ครับ
เมื่อได้ตัวเลขคร่าวๆ แล้ว ให้มาดูงบประมาณที่เราสามารถให้ได้ เช่น 5,000 บาท, 8,000 บาท หรือ 10,000 บาทต่อเดือน ตัวเลขนี้ไม่มีสูตรตายตัวนะครับ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละครอบครัว แต่โดยส่วนตัวผมคิดว่าไม่ควรเกิน 20% ของรายได้หลักของเรา เพื่อไม่ให้กระทบกับการเงินของเราเองจนเกินไป
Step 2️⃣: ให้เงินก้อนใหญ่แบบรายเทอม
เมื่อรู้ตัวเลขงบประมาณรายเดือนแล้ว ให้เราลองเอามาคูณเป็นงบประมาณรายเทอมดูครับ ซึ่งปกติแล้ว 1 เทอมจะประมาณ 6 เดือน ถ้าเราให้เดือนละ 8,000 บาท งบประมาณสำหรับเทอมนี้ของน้องๆ ก็คือ 48,000 บาท ( = 8,000×6 )
และถ้าหากน้องๆ มีรายได้อื่นๆ เข้ามาด้วย เช่น เงินกู้ กยศ. ที่ได้เดือนละ 3,000 บาท ก็ให้เอามาบวกเพิ่มเข้าไปด้วยครับ เช่น 18,000 บาท ( = 3,000×6 ) เท่ากับว่าใน 1 เทอม น้องจะมีเงินใช้รวมทั้งสิ้น 66,000 บาท ( = 48,000+18,000 ) นี่คือเงินก้อนใหญ่ที่จะต้องบริหารให้พอใช้ตลอดเทอมนี้
แต่ต้องบอกว่า ไม่จำเป็นต้องให้เงินทั้งก้อนคราวเดียวแบบผู้เขียนก็ได้นะครับ เนื่องจากก็มีความเสี่ยงที่น้องๆ จะเผลอใช้เงินเกินตัว ถ้าหักห้ามใจไม่ได้ แต่ส่วนตัวมองว่า อยากฝึกเรื่องของความรับผิดชอบเข้าไปด้วย
อีกทั้ง การให้เงินแบบรายเทอมนี้จะช่วยฝึกให้ลูกรู้จักการวางแผนระยะยาว และเห็นภาพรวมของเงินที่เขามีทั้งหมด ซึ่งจะต่างกับการให้เงินรายเดือนหรือรายสัปดาห์ที่ทำให้เห็นภาพแค่ระยะสั้นๆ
Step 3️⃣: ตั้งเป้าหมายทางการเงินร่วมกัน
เมื่อมีเงินก้อนใหญ่แล้ว สิ่งสำคัญต่อมาคือการ "ตั้งเป้าหมาย" ครับ ลองถามน้องๆ ดูว่า "จากเงิน 66,000 บาทก้อนนี้ เมื่อจบเทอมแล้ว หนูอยากมีเงินเหลือเก็บสักกี่บาท?"
คำถามนี้จะช่วยกระตุ้นให้น้องๆ คิดถึงอนาคต ไม่ใช่แค่เรื่องการใช้จ่ายในปัจจุบัน สมมติว่าน้องบอกว่าอยากมีเงินเก็บ 5,000 บาท นั่นหมายความว่าเงินที่เขาจะสามารถใช้จ่ายได้จริงๆ ในเทอมนี้คือ 61,000 บาท ( = 66,000−5,000 ) การทำแบบนี้ทำให้เขารู้สึกว่าการมีเงินเหลือเก็บเป็นเรื่องที่เป็นไปได้
Step 4️⃣: วางแผนการใช้จ่ายอย่างละเอียด
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว ก็ถึงเวลาวางแผนการใช้จ่ายให้เป็นรูปเป็นร่างครับ ให้เขาลองแบ่งเงิน 61,000 บาทที่เหลืออยู่เป็นรายจ่ายแต่ละเดือน โดยเริ่มจากการแบ่งเงินสำหรับค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายผันแปรรายวัน เช่น ค่ากิน ค่าเดินทาง หรือค่าของใช้ส่วนตัว
ให้เขาคิดไปทีละเดือนว่าควรใช้เงินในแต่ละส่วนเท่าไหร่ ซึ่งในฐานะผู้ให้เงิน เรามีหน้าที่เป็นเหมือนที่ปรึกษาทางการเงินครับ ลองดูแผนของเขาว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน มีรายการไหนที่ดูเยอะเกินความจำเป็นเป็นพิเศษหรือไม่ และถ้ามีก็อาจจะลองพูดคุยเพื่อหาเหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้เงินจำนวนนั้น และควรปรับลดส่วนไหนลงได้บ้าง
การวางแผนแบบนี้จะช่วยให้น้องๆ ได้เรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิต รวมถึงได้ฝึกทักษะการมองภาพรวมและการวางแผนล่วงหน้าด้วย
Step 5️⃣: บันทึกรายจ่ายและติดตามผล
เมื่อแผนพร้อมแล้ว ก็ถึงเวลาลงมือทำจริงครับ ขั้นตอนนี้สำคัญมากไม่แพ้ขั้นตอนอื่นๆ คือการ "จดบันทึกรายจ่าย"
การจดบันทึกจะช่วยให้ลูกได้เห็นภาพจริงว่าในแต่ละวันเขาใช้เงินไปกับอะไรบ้าง และเป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ ถ้ามีรายการไหนที่เกินงบก็ต้องมานั่งทบทวนกันว่าทำไมถึงเกิน และจะปรับปรุงแก้ไขอย่างไรในเดือนถัดไป
ถ้าจะให้ดี เราอาจจะต้องขอให้น้องๆ ทำสรุปค่าใช้จ่ายให้เราดูทุกเดือนมาด้วยครับ จะได้เห็นว่าเขาบริหารจัดการเงินได้ดีแค่ไหน และถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ต้องใช้เงินนอกเหนือจากงบที่ตั้งไว้จริงๆ ก็ให้มาพิจารณาเป็นกรณีไป
[ สิ่งที่น้องๆ มหาวิทยาลัยจะได้เรียนรู้ ]
✅1. เงินมีอยู่อย่างจำกัด: ลูกจะเรียนรู้ว่าเงินที่เรามีไม่ได้มากมายมหาศาล และต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบและคุ้มค่าที่สุด
✅2. ทุกการใช้จ่ายต้องมีแผน: การจะทำอะไรสักอย่าง ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องอื่นๆ
✅3. ความสำคัญของการทำตามแผน: การตั้งเป้าหมายและการทำตามแผนจะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายได้จริง
✅4. รู้จักควบคุมตัวเอง: ได้เรียนรู้ว่าเขาคือคนที่ควบคุมชะตาทางการเงินของตัวเองได้ อยากมีเงินเก็บหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเอง
✅5. ทักษะการบันทึกและติดตามผล: เป็นทักษะสำคัญที่จะช่วยให้บริหารจัดการชีวิตและเรื่องต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
แน่นอนว่าแต่ละบ้านอาจมีวิธีสอนเรื่องเงินที่แตกต่างกันไป และไม่มีวิธีไหนที่ถูกหรือผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การให้เงินลูกไปใช้แบบมีระบบและมีหลักการ อย่างน้อยก็ถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่ดีก่อนที่เขาจะก้าวเข้าสู่โลกของการทำงานจริง ที่จะต้องบริหารจัดการเงินก้อนที่ใหญ่ขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นด้วยตัวเอง
แล้วผู้อ่านล่ะครับ มีวิธีสอนลูกเรื่องการเงินอย่างไรกันบ้าง? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ
เขียนโดย: วัฒนา มะสันเทียะ AFPT™
#aomMONEY #สอนลูกเรื่องเงิน #สอนเนื่องเงิน #เด็กมหาวิทยาลัย #บริหารเงิน #นักศึกษา
โฆษณา