Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
4 พ.ย. 2025 เวลา 21:26 • หนังสือ
บทนำ
พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราชรัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์บรมาธิเบศตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศัย สมุทัยตโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีวิบุลยคุณอักนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราช
เดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรบรมาธิเบศ โลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎ ประเทศคตา มหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว๑ (ทรงมีพระนามเดิมว่า ทองด้วง ประสูติ ณ วันพุธ เดือน ๔ แรม ๕ ค่ำ ปีมะโรง อัฐศก จ.ศ. ๑๐๙๘ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๒๗๙ เป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระบรมมหาปัยกา (ทองดี) และสมเด็จพระบรมมหาปัยยิกา (ดาวเรือง)
ขณะที่ยังทรงพระเยาว์ได้มีเหตุการณ์เสมือนจะเป็นนิมิตว่า ในกาลภายหน้าพระองค์จะได้เถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ตามความในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ ซึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต โปรดฯ ให้พิมพ์เป็นของเจ้าภาพชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าปิยภักดีนารถสุประดิษฐ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ ที่ได้ระบุถึงเรื่องราวหลังจากพระองค์ประสูติ ๓ วันว่า
“....เมื่อประสูตรแล้วครบกำหนด ๓ วันจะทำขวัญนั้น พระชนกจึงได้ไปกราบทูลเจ้าฟ้านเรนทร กรมขุนสุเรนทรพิทักษ๒ เชิญเสด็จมาเสวยในเวลาเช้า ณ ที่บ้านท่านหลังป้อมเพชร์ เมื่อเจ้าฟ้านเรนทร กรมขุนสุเรนทรพิทักษเสวยแล้วเสร็จจะเสด็จกลับยังพระอารามนั้น ทรงฉีกชายสบงทรงผูกพระศอพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เปนมหามงคลฤกษ ทำขวัญตามลัทธิคะติสมณเพศ เหตุเช่นนั้นเปนมหาอัศจรรย์ศุภนิมิตรที่พระองค์จะได้รับบรมราชเสวตรฉัตร เปนพระเจ้าแผ่นดิน ณ กรุงสยามสืบมาฯ...”
อภินิหารบรรพบุรุษยังได้ระบุถึงพระบารมีของพระองค์ที่จะได้เป็นกษัตริย์โดยกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งพระชนมายุ ๕ พรรษาว่า ทรงวิ่งเล่นโดยยั้งพระองค์ไม่ทันล้มลงไปในกองเพลิงใหญ่ซึ่งคนสุมไว้ในฤดูหนาว เป็นการอัศจรรย์ที่มิได้ทรงเป็นอันตรายแต่อย่างใด
“...ขณะนั้นสมเด็จพระชนกชนนีไม่เห็นๆ แต่พระเจ้าพี่นางทั้งสองพระองค์ก็เสด็จวิ่งไปฉุดพระกายออกมาจากกองเพลิงใหญ่ ก็ไม่เปนอันตราย ชั้นแต่พระกายก็ไม่พองเปนปรกติดังพระกายเดิม แล้วก็ทรงวิ่งต่อไปได้ ในทันใดนั้น เปนมหาอัศจรรย์ยิ่งนัก ชะรอยเทพยเจ้าจะพิทักษ์รักษาพระองค์ จึงมิได้เปนอันตราย เหตุด้วยพระองค์จะได้เปนพระเจ้าแผ่นดินบำรุงพระพุทธศาสนา แลอาณาประชาราษฎร...”
หลังจากพิธีโสกันต์แล้วสมเด็จพระบรมมหาปัยกาธิบดีจึงพาไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต (เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ) ซึ่งต่อมาได้เป็นพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล แทนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรมขุนเสนาพิทักษ์ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ที่สิ้นพระชนม์ด้วยราชทัณฑ์เหตุเพราะล่วงพระราชอาญาเป็นชู้กับเจ้าฟ้าหญิงสังวาล พระราชชายาของพระราชบิดา
เมื่อพระชนมายุครบ ๒๑ พรรษา ได้เสด็จออกผนวชที่วัดมหาทลายเป็นเวลาใกล้เคียงกับการผนวชของพระเจ้าตากที่วัดโกษาวาส พระเจ้าตากเป็นบุตรบุญธรรมของเจ้าพระยาจักรีซึ่งถวายตัวเป็นมหาดเล็กในพระราชวังหลวง วันหนึ่งทั้งสองพระองค์หยุดสนทนากันระหว่างเสด็จออกบิณฑบาต ขณะนั้นมีจีนชราเดินผ่านมาได้ทำนายว่าทั้งสองพระองค์จะได้เป็นกษัตริย์ อภินิหารบรรพบุรุษกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“...จีนนั้นจึ่งจับพระหัตถ์ดู แล้วจึงถามถึงปีเดือนวันพระชนม์พรรษา ทราบแล้วก็ทักทำนายว่าท่านจะได้เปนกระษัตริย์ พระเจ้าตากก็ทรงพระสรวลเปนทีไม่เชื่อ ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จึงตรัสกับจีนชะรานั้นว่า ท่านจงช่วยดูให้เราบ้าง จีนนั้นจึงจับพระหัตถ์ แล้วถามถึงปีเดือนวันพระชนม์พรรษา ทราบแล้วจึงทำนายว่า ท่าน
ก็จะได้เปนกระษัตริย์เหมือนกัน ขณะนั้นท่านทั้งสองพระองค์ก็ทรงพระสรวลแล้วจึงตรัสตอบจีนนั้นว่า เรามีอายุศม์อ่อนกว่าพระเจ้าตากสองปีเศษเท่านั้น จะเปนกระษัตริย์พร้อมกันอย่างไรได้ ไม่เคยได้ยิน สัดตวงเข้าดอกกระมัง ตรัสเท่านั้นแล้วก็เสด็จเลยไปบิณฑบาตทั้งสององค์...”
ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระศรีสรรเพชญ์อุทุมพรราชาธิราช (เจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ) พระองค์จึงได้ลาสิกขามารับราชการเป็นมหาดเล็กตามเดิม ภายหลังเมื่ออภิเษกสมรสกับสมเด็จพระอมรินทรามาตย์แล้ว จึงเสด็จไปรับราชการที่เมืองราชบุรีเป็นตำแหน่ง “หลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี” ถือศักดินา ๕๐๐
ภายหลังเมื่อพระเจ้าตากได้สถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานีแล้ว พระองค์จึงได้เสด็จเข้ามารับราชการในกรุงธนบุรีเป็นตำแหน่ง “พระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจ” ถือศักดินา ๑,๐๐๐ ทำราชการสนองพระเดชพระคุณ พงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์กล่าวว่า ทรงมีความดีความชอบและเป็นกำลังอันสำคัญของพระเจ้ากรุงธนบุรี สอดคล้องกับเนื้อความในอภินิหารบรรพบุรุษ ซึ่งระบุว่าทรงมีความดีความชอบในการทำศึกสงครามหลายครั้งดังนี้
ครั้งที่ ๑ เมื่อปีชวด สัมฤทธิศก จ.ศ.๑๑๓๐ ได้โดยเสด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปปราบปรามด่านขุนทดแขวงเมืองนครราชสีมาและเมืองนครเสียมราฐ เสร็จการศึกได้รับบำเหน็จความชอบเลื่อนตำแหน่งเป็น “พระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางกรมพระตำรวจซ้าย”
“...โปรดเกล้าฯ เลื่อนพระราชวรินทร์ เปนที่พระยาอภัยรณฤทธิ์ จางวางกรมพระตำรวจซ้าย ถือศักดินา ๓๐๐๐ ไร่ ในจุลศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ขณะนั้นพระชนม์ได้ ๓๒...”
ครั้งที่ ๒ เมื่อปีฉลู เอกศก จ.ศ.๑๑๓๑ ทรงนำกองทัพเสด็จไปตีเมืองพระตะบองและเมืองนครเสียมราฐ แต่มีข่าวลือว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีสวรรคตจึงยกกองทัพกลับเมือง
ครั้งที่ ๓ เมื่อปีขาล โทศก จ.ศ.๑๑๓๒ โดยเสด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปปราบปรามเมืองสวางคบุรีนำลูกช้างเผือกกลับมาถวายมีความดีความชอบได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “พระยายมราช”
“...ในปีขาล โทศก นั้น ทรงเลื่อนพระยาอภัยรณฤทธิ์ผู้พี่เปนเจ้าพระยายมราชเสนาบดี เพราะมีความชอบที่จัดนายทัพนายกองไปติดตามช้างเผือกกลับคืนมาได้ จึ่งได้เปนเสนาบดีกรมพระนครบาลถือศักดินา ๑๐๐๐๐ ไร่ ในจุลศักราช ๑๑๓๒ ปีขาล โทศก ขณะนั้นพระชนม์ได้ ๓๔ พรรษา พระราชทานเครื่องยศตามตำแหน่งเสนาบดี พานทอง กระบี่ฝักทอง คนโททอง กระโถนทองสองปักปูมดอกใหญ่ลายเทพนมก้านแย่งพก ๑ แคร่คันหามแลของอื่นอีกมาก...”
ครั้งที่ ๔ เมื่อปีเถาะ ตรีศก จ.ศ.๑๑๓๓ ทรงเป็นแม่ทัพไปปราบปรามเมืองเขมรพร้อมกับพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งเสด็จไปทางทะเล ตีได้เมืองบันทายเพชร๓ และเมืองบาพนม ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “เจ้าพระยาจักรี” พระราชทานกลดคันสั้นยอดปิดทองคำเปลว โปรดฯ ให้กั้นทุกครั้งที่เข้ามาทูลละอองธุลีพระบาทในพระราชวัง
“...จึ่งทรงเลื่อนเจ้าพระยายมราช เปนเจ้าพระยาจักรีอรรคมหาเสนาบดีที่สมุหนายก ถือศักดินา ๑๐๐๐๐ ไร่ พระราชทานเครื่องยศตามธรรมเนียมอรรคมหาเสนาบดี เมื่อได้รับตำแหน่งยศนี้ ในจุลศักราช ๑๑๓๓ ปีเถาะ ตรีศก ขณะนั้นพระชนม์ได้ ๓๕ พรรษา...”
ครั้งที่ ๕ เมื่อปีมะเมีย ฉศก จ.ศ.๑๑๓๖ ทรงเป็นแม่ทัพยกไปตีได้เมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูน และเมืองน่าน
“...ครั้งนั้นโปสุพลาแลโปมะยุง่วน ยกทหารฟันฝ่าแหกหักออกจากเมืองเชียงใหม่หนีไปได้ เมืองเชียงใหม่ก็เสียแก่ไทย ไทยได้ไชยชำนะครั้งนั้นพระเจ้าตากพระราชทานสนองพระองค์เข้มขาบอย่างน้อยกับผ้าส่านเกี่ยวพุงเปนรางวัล...”
“..เจ้าพระยาจักรีก็รีบภาเจ้านครเมืองน่านลงมาเฝ้าทูลลออง พระเจ้าตากก็ทรงโสมนัศตรัสสรรเสริญความดีความชอบของเจ้าพระยาจักรีว่า มีความชอบต่อราชการแผ่นดินเปนอันมาก จึงพระราชทานพระแสงฝักทองคำด้ามทองคำ จำหลักเปนศีศะนาคราชกับพระธำรงค์ทรงมณฑปประดับเพ็ชร์วงหนึ่ง...”
ครั้งที่ ๖ พม่ายกกองทัพมาตีเมืองราชบุรี ทรงยกกองทัพจากเมืองเชียงใหม่ลงมาช่วยรบได้ชัยชนะแก่พม่า
ครั้งที่ ๗ เมื่อปีมะแม สัปตศก จ.ศ.๑๑๓๗ พม่ายกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ทรงยกกองทัพไปช่วยแต่พม่าถอยทัพไปเสียก่อน ยังมิทันได้สู้รบกัน
ครั้งที่ ๘ อะแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่ายกทัพมาตั้งล้อมเมืองพิษณุโลกไว้ทุกด้าน แต่กองทัพไทยสามารถป้องกันเมืองไว้ได้ ภายหลังกองทัพพม่าคอยตัดทางลำเลียงมิให้ไทยส่งเสบียงอาหารเข้าเมือง กองทัพไทยรักษาเมืองไว้ได้เพียง ๓ เดือนเศษเสบียงอาหารหมด จึงจำเป็นต้องทิ้งเมืองตีฝ่าค่ายทหารพม่าออกไปชุมนุมกองทัพอยู่ที่เมืองเพชรบูรณ์
ครั้งที่ ๙ เมื่อปีวอก อัฐศก จ.ศ.๑๑๓๘ ทรงยกกองทัพไปตีหัวเมืองลาวตะวันออกได้เมืองจำปาศักดิ์ เมืองโขง๔ เมืองอัตปือ และไปตีเมืองเขมรป่าดงได้เมืองตลุง เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์ ในครั้งนั้นทรงมีความดีความชอบได้เลื่อนตำแหน่งเป็น “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก”
“...พระเจ้าตากทรงพระราชดำรัสว่า เจ้าพระยาจักรีมีความชอบต่อแผ่นดินมาก แต่ยศศักดิ์ยังหาเสมอกับความชอบไม่ จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่งยศใหญ่ เปนสมเด็จเจ้าพระยามหากระษัตริย์ศึก พิฦกมหิมา ทุกนัคราระอาเดช นเรศวรราชสุริยวงษ องค์อัคบาทมุลิกากร บวรรัตนบรินายก เอกอรรคมหาเสนาธิบดี ทรงศักดินา ๓๐๐๐๐ ไร่...”
ครั้งที่ ๑๐ เมื่อปีจอ สัมฤทธิศก จ.ศ.๑๑๔๐ ทรงยกกองทัพไปตีเมืองล้านช้าง ตีได้เมืองเวียงจันทน์และเมืองหลวงพระบาง ครั้งนี้ได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรลงมาถวายพระเจ้ากรุงธนบุรีด้วย
“...ปราบปรามราษฎรราบคาบแล้ว จึงได้อัญเชิญพระพุทธปฏิมากรแก้วมระกฎลงมาถวายสมเด็จพระเจ้าตาก พระเจ้าตากพระราชทานสังวาลทองคำประดับเนาวรัตนสาย ๑...”
ครั้งที่ ๑๑ ในปลายรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ทรงเป็นแม่ทัพไปปราบจลาจลในเมืองเขมร อภินิหารบรรพบุรุษ กล่าวถึงเหตุการณ์อันเป็นนิมิตว่าพระองค์จะได้เป็นกษัตริย์ว่า
“...เมื่อจะไปนั้นพระราชทานสนองพระองค์๕ ทรงประภาษอันเปนเครื่องต้น ทรงถอดออกจากพระองค์ พระราชทานเปนรางวัลโดยอัศจรรย์ เปนบุพนิมิตรเหตุที่พระองค์กลับมาจะได้ศิริราชสมบัติ...”
ภายหลังเมื่อทรงครองราชสมบัติเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้วได้ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองตลอดจนทรงอุปถัมภ์ทั้งในด้านพระพุทธศาสนา และวรรณคดี แม้ว่าในช่วงรัชกาลของพระองค์จะมีการศึกสงครามซึ่งจำเป็นต้องทำนุบำรุงบ้านเมืองเป็นการเร่งด่วนก็ตาม วรรณคดีชิ้นสำคัญที่ทรงพระราชนิพนธ์ อาทิ รามเกียรติ์
อิเหนา ดาหลังและอุณรุท เป็นต้น ส่วนในด้านการศาสนานั้นโปรดฯ ให้สังคายนาพระไตรปิฎก อีกทั้งสถาปนาและปฏิสังขรณ์พระอารามรวมทั้งสิ้น ๑๓ แห่ง ที่สำคัญได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดสระเกศ และวัดราชบูรณะ เป็นต้น
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงประชวรด้วยพระโรคชราและเสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก จ.ศ.๑๑๗๑ ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระชนมายุ ๗๔ พรรษา ทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ ๒๘ ปี
๑. จากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ↩
๒. พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ขณะนั้นทรงผนวชอยู่วัดโคกแสง ↩
๓. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาว่า เมืองพุทไธเพชร ↩
๔. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า เมืองสีทันดร ↩
๕. หมายถึง ฉลองพระองค์ ↩
ความเป็นมาของหนังสือและข้อมูลเกี่ยวกับผู้ประพันธ์
หนังสือเรื่อง “โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์” นี้ เรียบเรียงขึ้นจากต้นฉบับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ซึ่งกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ได้ทรงตรวจสอบชำระและตีพิมพ์ไว้เมื่อ พ.ศ.๒๕๗๐ เนื่องในโอกาสที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านภาพรประภา ทรงประทานเป็นของตอบแทนให้แก่ผู้ที่ไปถวายรดน้ำในวันสงกรานต์
ในการตรวจชำระเพื่อจัดพิมพ์ครั้งนี้ได้ปรับปรุงต้นฉบับให้มีอักขรวิธีสอดคล้องกับอักขรวิธีในปัจจุบัน โดยตรวจสอบชำระเทียบเคียงกับสมุดไทยเรื่องโคลงเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ ๑ (พระชำนิโวหารแต่ง) ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก สำนักหอสมุดแห่งชาติ จำนวน ๒ เล่ม ดังนี้
๑. สมุดไทย เลขที่ ๑๗๙ ตู้ ๑๑๔ ชั้น ๒/๕ มัดที่ ๑๖ มีลักษณะเป็นสมุดไทยดำ ขนาดความกว้าง ๔.๒ นิ้ว ความยาว ๑๒.๘ นิ้ว เขียนตัวอักษรด้วยเส้นหรดาล ในทะเบียนเก่าของหอพระสมุดวชิรญาณระบุไว้ว่า
๑. ชื่อ หนังสือ เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ ๑
๒. ฉบับ (เดิม) นายชำนิโวหาร แต่ง
๓. ลักษณ โคลง ๑ เล่ม จบ
๔. ประวัติ พระองค์เจ้าวงศ์จันทร์ ถวาย วันที่ ๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๕
๕. หมายสำคัญ อักษร ฉ ที่ ...
๖. ที่เก็บตู้ ... ชั้น ...
๒. สมุดไทย เลขที่ ๑๘๐ ตู้ ๑๑๔ ชั้น ๒/๕ มัดที่ ๑๖ มีลักษณะเป็นสมุดไทยดำ ขนาดความกว้าง ๔.๒ นิ้ว ความยาว ๑๒.๘ นิ้ว เขียนตัวอักษรด้วยเส้นดินสอขาว ในทะเบียนเก่าของหอพระสมุดวชิรญาณระบุไว้ว่า
๑. ชื่อ หนังสือ เฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ ๑
๒. ฉบับ (เดิม) นายชำนิโวหาร แต่ง
๓. ลักษณ โคลง ๑ เล่ม จบ
๔. ประวัติ กรมหลวงวงษาฯ กรมหมื่นไชยนาถ ประทาน ๖/๑๑/๕๘
๕. หมายสำคัญ อักษร ฉ ที่ ...
๖. ที่เก็บตู้ ... ชั้น ...
ต้นฉบับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ประพันธ์ด้วยโคลงสี่สุภาพ จำนวน ๑๓๔ บท โดย ๑๓ บทแรกนั้นเป็นกระทู้ “ธงนำริ้ว” บอกนามผู้ประพันธ์ไว้ในโคลงบทที่ ๓ ว่า
ชำ นินรนาถตั้ง นามกร
นิ พัทธ์นิพนธ์กลกลอน กล่าวไว้
โว หารแห่งอักษร เสาวภาพ
หาร ยกพระยศไท้ ธิราชเจ้าจอมกรุง ฯ
สมุดไทยเลขที่ ๑๗๙ และเลขที่ ๑๘๐ บอกนามผู้ประพันธ์ไว้ในทะเบียนเก่าเอกสารโบราณต้นฉบับตัวเขียนของหอพระสมุดวชิรญาณ ระบุตรงกันว่า “นายชำนิโวหาร” เป็นผู้แต่ง
พระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งชำระในสมัยรัชกาลที่ ๑ ระบุไว้ว่าราชทินนาม “ชำนิโวหาร” เป็นบรรดาศักดิ์ตามทำเนียบข้าราชการสังกัดกรมพระอาลักษณ์ เป็น “นายชำนิโวหาร” คู่กับตำแหน่ง “นายชำนาญอักษร” ถือศักดินา ๔๐๐
แต่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ได้ทรงแสดงข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับนามผู้ประพันธ์เรื่องโคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ไว้ในคำนำหนังสือเรื่องนี้ เมื่อคราวที่พิมพ์ในปี พ.ศ.๒๔๗๐ ว่า ผู้ประพันธ์น่าจะมีราชทินนามเป็น “พระชำนิโวหาร”
“...โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์นี้ ได้ชื่อผู้แต่งว่า “ชำนิโวหาร” ชำนิโวหารนั้นเปนราชทินนาม จดกันไว้ว่านายชำนิโวหารบ้าง ขุนชำนิโวหารบ้าง พระชำนิโวหารบ้าง แลจะเปนหมื่นชำนิโวหารก็ยังได้ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าเปนพระชำนิโวหาร เพราะกทู้โคลงข้างต้นว่า สรวม พระ ชำนิโวหาร ศรี สิทธิ์ ฤทธิ์ ชัย ไกร กรุง ฟุ้ง ฟ้า นั้น ถ้าจะไม่เอา พระ กับ ชำนิโวหาร ต่อกันแล้วก็ไม่ได้ความว่ากระไรเลย...”
เมื่อพิจารณาตามข้อสันนิษฐานของกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ เฉพาะเนื้อความจากกระทู้ต้นบาทของโคลงบทที่ ๑ - ๓ แล้วจะได้ความดังนี้
สรวม แสดงพระเกียรติก้อง โกลา หลเฮย
สรวม เสด็จถวัลย์อยุธยา ยิ่งไซร้
สรวม เป็นปิ่นราชา จอมจักร พรรดิพ่อ
สรวม ชีพชุบชีพไว้ วอดแล้วคืนคง ฯ
พระ ทรงอิสรภาพเรื้อง เรืองฤทธิ์
พระ ดับเข็ญคือพิษ ณุไท้
พระ คุณอเนกนิตย์ นับร่ำ ไฉนนา
พระ บาทบำรุงให้ ฟ่องฟื้นศาสนา ฯ
ชำ นินรนาถตั้ง นามกร
นิ พัทธ์นิพนธ์กลกลอน กล่าวไว้
โว หารแห่งอักษร เสาวภาพ
หาร ยกพระยศไท้ ธิราชเจ้าจอมกรุง ฯ
พระชำนิโวหารจะมีนามเดิมว่าอย่างไร และประพันธ์โคลงเรื่องนี้ไว้ในสมัยใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาของโคลงทั้งหมดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าโคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์นี้นำจะแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ เนื่องจากในโคลงบทที่ ๑๑๙ ได้กล่าวถึง “ทวิไท้ธิบดินทร์” ซึ่งน่าจะหมายถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
เสร็จกษิณเศิกเสี้ยนราบ โรมรณ
เพรียงไพร่ยั้งเย็นกมล ทั่วด้าว
ชีชาติทวิชาจล เจริญสุข เกษมนา
เพราะพระเกียรติยศท้าว ทวิไท้ธิบดินทร์ ฯ
ขณะที่สมุดไทยทั้ง ๒ เล่มได้กล่าวถึงกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ไว้ในโคลงบทที่ ๙๖ ความว่า
ขอพระไตรรัตนเจ้า อันเปน
หลักโลกยจงดับเขญ ไปล่เปลื้อง
สองกระษัตรเพิ่มบำเพญ บุญลาภ
พุทธสาศนจักรุ่งเรื้อง ตราบห้าพันวษา ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๗๙)
ขอพระไตรรัตนเจ้า อันเปน
หลักโลกยจงดับเขญ ไปล่เปลื้อง
สองกระบษัตรเพิ่มบำเพญ บุญลาภ
พุทธสาศนจักรุ่งเรื้อง ตราบห้าพันวษา ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๘๐)
เกี่ยวกับสมัยที่แต่งโคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ นี้ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงแสดงข้อสันนิษฐานไว้ว่า
“ ..พระชำนิโวหารจะมีชีวิตอยู่ครั้งไร ได้แต่งโคลงชุดนี้เมื่อไรก็ไม่มีบอกไว้ที่ไหน ถามใครก็ไม่มีใครทราบ ข้าพเจ้าไม่เคยอ่านโคลงเหล่านี้ แต่ครั้นอ่านดูจนตลอดก็ลงความเห็นว่า แต่งในรัชกาลที่ ๑ เพราะพูดเหมือนคนที่เห็นด้วยตา แลมีบางแห่งแต่งตามลักษณะโคลงที่ใช้กันครั้งกรุงเก่า แลต้นกรุงรัตนโกสินทร์...”
คุณค่าทางวรรณศิลป์
โคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ นอกจากมีเนื้อหาโดยรวมเพื่อสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชแล้ว การใช้ภาษาที่สละสลวยในการบรรยายความงามที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่อง นับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้วรรณกรรมเรื่องนี้มีคุณค่าทางด้านวรรณศิลป์มากยิ่งขึ้น เช่น ในบทชมทัพ
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกคราวเสด็จมายังกรุงธนบุรีเมื่อวันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล นั้น ผู้ประพันธ์บรรยายให้เห็นถึงความงามของเครื่องแต่งกาย ตลอดจนความงามของช้างม้าในกระบวนทัพด้วยการเล่นคำทั้งสัมผัสสระและสัมผัสอักษร ดังเนื้อความในโคลงว่า
เถลิงศกศักราชขึ้น ขลาจัต วาแฮ
กาฬปักษจิตรนักขัต ค่ำเก้า
วันเสาร์สิริสวัสดิ์ วรนาถ
ทวนทัพกลับคืนเข้า เขตรแคว้นธนสถาน ฯ
เมิลหมู่พยู่ห์ย่อมเชื้อ ชาญสมร
แซ่แซ่แสนยากร คล่าวคล้อย
คล่ำคล่ำส่ำอัศวดร ดูเดช
คั่งคั่งคชนับร้อย เรื่อยผ้ายเพ็ญผลู ฯ
ช้างเขนเขนคู่เคื้อ ควรแสยง
ช้างพชดชำนนแซง แทรกข้าง
ช้างดั้งพู่ทวนแดง เดินเหมื่อย มาพ่อ
ช้างกูบที่นั่งช้าง เครื่องเต้ามาตาม ฯ
สมุดไทยทั้ง ๒ เล่มกล่าวถึงกระบวนทัพสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเมื่อคราวเสด็จมายังกรุงธนบุรีว่า
ระดูแขเจดเข้า คิมหันต์
เถลิงศกกาลปักขัน นพเก้า
ฉนำขาลจัตวาวัน เสาเรศ
เสดจเลิกพลคืนเต้า สู่ด้าวดลสถาน ฯ
เสดจโดยสถลมารรค์เข้า เวียงทวาร
เปื้องฝ่ายบูรรพาสถาน ทิศไซ้
ดูดุจหยาดสวรรค์ปาน ลงสู่ ดินนา
ตอหลักฤามานได้ ยากเบื้องบทศรี ฯ
ทวยหารแหนแห่หน้า หลงงตาม
สบหมู่ชาญสงคราม ฮึกห้าว
พลหลวงดั่งพลราม รอนราพ
โจมจู่สยองทุกด้าว เดชล้ำฦๅขจร ฯ
นุ่งแพรศรีสอดเสื้อ เศิกแสยง
โพกทับทิมศรีแสง ไพร่นั้น
มงคลสักระหลาดแดง สพักเครื่อง
เถือกถ่องเปนทิวชั้น แห่ห้อมกรรกง ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๘๐)
ความตอนที่กล่าวถึงกระบวนทัพของเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกนี้ สมุดไทยทั้ง ๒ เล่มจะเน็นการบรรยายรูปแบบของการจัดกระบวนทัพ แต่ไม่เน้นการเล่นคำสัมผัสสระสัมผัสอักษรมากนัก นอกจากความงามในบทชมทัพเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกแล้ว ยังมีความงามของกระบวนเรือที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานแห่ผ้าพระกฐิน ซึ่งโปรดเกล้าฯ
ให้พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการทั้งหลายมีส่วนร่วมโดยการประดับตกแต่งเรือทำเป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ เพื่อเข้าร่วมกระบวนแห่ แล้วโปรดฯ ให้นำผ้าไตรพระกฐิน และผ้าไตรปีที่จะพระราชทานลงในเรือกิ่งและเรือเอกไชย ความในโคลงสรรเสริญพระเกียรติ ฯ มีว่า
เรือลอยเรือเลขล้วน ลายทอง
เรืออย่างเยียงผาผยอง เผ่นผ้าย
เรือเสือเช่นเสือคะนอง นึกน่า ดูแฮ
เรือดุรงค์รวดคล้าย มิ่งม้าแมนเหียน ฯ
เรือแซเรือดั้งพู่ พันเหา
ศรีสอดสักหลาดเพรา เพริศจ้า
เรือโขนขัดงามเงา งอนแง่
เรือกระเชียงมอญหม้า ใหม่แต้มตะเลงลาย ฯ
การวิกว่องหว้ายคู่ เคียงอิน ทรีแฮ
เรือกิเลนลอยสินธุ์ เสียดคล้อย
เรือหงส์พ่างหงส์บิน แบสลาบ เล่นนา
เรือกิ่งเรือไชยช้อย เชิดท้ายระทวยงาม ฯ
เกี่ยวกับเรื่องกระบวนเรือแห่ผ้าพระกฐินนี้ไม่มีกล่าวไว้ในสมุดไทยทั้ง ๒ เล่ม แต่พระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุว่ามีทั้งเรือที่ประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ซึ่งภายในประดับตกแต่งด้วยเครื่องเล่นนาๆ ชนิด
“ ..โปรดให้แห่ผ้าไตรยพระกถินที่จะพระราชทาน แลผ้าไตรยปีลงเรือกึ่งเรือเอกไชยกระบวนแห่พยุหเรือ แล้วเกณฑ์พระราชวงษานุวงษ แลขุนนางข้าราชการทำเรือแห่ต่างๆ ตามแต่ปัญญา ผู้ใดจะทำเปนจรเข้บ้าง เปนหอยบ้าง เปนปลาบ้าง เปนสัตว์น้ำต่าง ๆ แล้วมีเครื่องเล่นไปในเรือนั้นด้วย แห่รอบพระนคร แล้วจึงได้เสด็จพระราชทานผ้าพระกถิน ตามธรรมเนียมเปนเอิกเกริกครั้งหนึ่ง...”
จะเห็นว่าการแห่ผ้าพระกฐินทางชลมารคในครั้งนั้นจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ กระบวนเรือแห่ที่โคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ กล่าวถึงล้วนประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์ชนิดต่างๆ เช่น เรือเยียงผา (เลียงผา) เรือเสือ เรือดุรงค์ (ม้า) เรือกิเลน เรือหงส์ เป็นต้น แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเรือที่ประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์บกซึ่งโคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ กล่าวถึงนี้ ความในพระราชพงศาวดารมิได้ระบุไว้
คุณค่าทางประวัติศาสตร์
วรรณกรรมประเภทยอพระเกียรติหรือสดุดีบุคคลสำคัญในอดีต นอกจากมีเนื้อหาโดยรวมเพื่อสรรเสริญบุคคลสำคัญแล้ว ย่อมจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในสมัยดังกล่าวแทรกอยู่ด้วย
วรรณกรรมยอพระเกียรติหรือสดุดีบุคคลสำคัญนี้อาจแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะคือ
ลักษณะแรก กวีประพันธ์ขึ้นเมื่อพระมหากษัตริย์หรือบุคคลสำคัญที่ได้รับการสดุดียังมีชีวิตอยู่ กวีผู้ประพันธ์อาจเป็นผู้ใกล้ชิด หรือเป็นบุคคลร่วมสมัย ซึ่งได้รับรู้และบันทึกเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นไว้ด้วยตนเอง เช่น โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ เมื่อครั้งทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และเรื่องคำฉันท์สรรเสริญพระเกียรติ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง ของพระมหาราชครู เป็นต้น
ลักษณะที่สองกวีมิได้เป็นบุคคลร่วมสมัยเดียวกับผู้ที่ได้รับการสดุดีแต่กวีรวบรวมข้อมูลซึ่งอาจได้มาจาก พงศาวดาร เอกสาร ตำนานต่างๆ แล้วนำมาประพันธ์ขึ้นในภายหลัง เช่น เรื่องลิลิตตะเลงพ่าย ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเพื่อสรรเสริญพระเกียรติคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชภายหลังจากสิ้นรัชกาลนั้นไปแล้วเป็นเวลานานถึง ๒๕๐ ปี รายละเอียดของเนื้อหาเป็นไปตามที่ทรงคาดคะเนมิได้ทรงประสบด้วยพระองค์เอง จึงให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่หนักแน่นเท่าลักษณะแรก
โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์มีเนื้อความหลายตอนที่ชี้ให้เห็นถึงประเด็นสำคัญทางประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เช่น การเกิดเหตุจลาจลในพระนคร พระราชพิธีปราบดาภิเษก การสถาปนาและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม การสถาปนาและฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม การได้ช้างสำคัญมาสู่พระบารมี ฯลฯ อีกทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์บางเรื่องซึ่งอยู่ในรัชสมัยดังกล่าวแต่ไม่ปรากฏในพงศาวดาร คือ เรื่องการได้กวางเผือกมาสู่พระบารมี เนื้อหา
ตอนต้นของโคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์หลังจากแถลงนามผู้ประพันธ์แล้วได้กล่าวถึงการรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนบทสดุดีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมอันประเสริฐ และพระบรมเดชานุภาพอันลือเลื่องเป็นที่ยกย่องสรรเสริญของบุคคลทั่วไป
นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเนื้อความจากกระทู้นำต้นบาทโคลงบทที่ ๑๒ - ๑๓ แล้วอ่านเรียงกันไปคือ “ศรี สิทธิ ฤทธิ ไชย ไกร กรุง ฟุ้ง ฟ้า” จะพบว่ามีความใกล้เคียงกับร่ายในวรรณคดีเอกสมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่องลิลิตพระลอ ความตอนหนึ่งว่า “ศรีสิทธิฤทธิชัย ไกรกรุงอดุงเดชฟุ้งฟ้า หล้าระรัวกลัวมหิมา ระอาอานุภาพ...”
ศรี ศรีสัมฤทธิได้ กรุงศรี
สิทธิ เดชนฤบดีดี กว่ากี้
ฤทธิ หาญหักไพรี เร็วรวด
ไชย ชำนะนอกนี้ นับร้อยเรืองไชย ฯ
ไกร เทพเทียบที่สร้าง พระมณ เฑียรฤๅ
กรุง ยิ่งกรุงเก่ายล หยาดฟ้า
ฟุ้ง เฟื่องวาณิชชน ชมชอบ ใจนา
ฟ้า กระจ่างแจ่มหล้า แหล่งหล้าเย็นเกษม ฯ
สมุดไทยทั้ง ๒ เล่มมีกระทู้นำต้นบาทของโคลงบทที่ ๑๒ – ๑๓ เหมือนกับฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ แต่เนื้อความในโคลงต่างกันดังนี้
ศรี สิทธิวิวิทธเรื้อง ธาตรี
สิทธิ ศักเพียงสุนี ผ่าด้าว
ฤทธิ เดชชะเยศมี ยศยิ่ง
ไช ชำนะทุกท้าว อยู่เงื้อมบทมาลย ฯ
ไกร ดุจอิศเรศท้าว เสดจ์ครอง
กรุง ราบคือหน้ากลอง เที่ยงแท้
ฟุ้ง เดชดั่งเทพผยอง มาเพิ่ม ผลนา
ฟ้า ดำรงเลิศแล้ แหล่งหล้าเย็นเกษม ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๗๙)
ศรี สิทธิวิวิทธเรื้อง ธาตรี
สิทธิ ศักดิด่งงอสุณี ผ่าด้าว
ฤทธิ เดชะเยศมี ยศยิ่ง
ไชย ชำนะทุกท้าว อยู่เงื้อมบทมาลย์ ฯ
ไกร ดุจอิศวรเรศท้าว เสด็จครอง
กรุง ราบคือหน้ากลอง เที่ยงแท้
ฟุ้ง เดชด่งงเทพผยอง มาเพิ่ม ผลนา
ฟ้า ดำรงเลิศแล้ แหล่งหล้าเย็นเกษม ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๘๐)
โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ได้อ้างถึงพระบารมีของพระองค์ที่ทรงสั่งสมมา จนถึงจะได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วจึงกล่าวถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นกับฝ่ายพุทธจักร เมื่อปลายรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีไว้ว่า
ฝ่ายธนนคเรศร้อน รนทรวง
ปวงราษฎร์หญิงชายปวง คร่ำไห้
สมณะเดือดแดดวง จิตขุ่น
ศิกษ์เสื่อมเสียแหล่งไหล้ หลีกเร้นแรมพง ฯ
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ระบุถึงเหตุการณ์ที่สอดคล้องกับเนื้อความในโคลงสรรเสริญพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ไว้ว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระสติวิปลาส สำคัญพระองค์ว่าบรรลุพระโสดาปัตติผล ทรงดำรัสถามพระราชาคณะว่า พระสงฆ์สามัญชนจะถวายบังคมคฤหัสถ์ซึ่งเป็นพระ
โสดาบันบุคคลได้หรือไม่ ในครั้งนั้นพระสงฆ์แตกแยกออกเป็นสองฝ่ายมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นมีสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางว้าใหญ่ พระพุฒาจารย์วัดบางว้าน้อย พระพิมลธรรมวัดโพธาราม รวมทั้งพระสงฆ์ซึ่งถือตามหลักพุทธวจนะจำนวนห้าร้อยรูปล้วนถูกนำไปลงทัณฑ์ที่วัดหงส์ และให้ปลดสมเด็จพระสังฆราช (ศรี) วัดบางว้าใหญ่ แล้วตั้งพระโพธิวงศ์ (ชื่น) ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช
“...สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระโกรธว่าถวายพระพรผิดจากพระบาลี ด้วยพวกที่ว่าควรนั้นเป็นอันมาก ว่าไม่ควรแต่สามพระองค์เท่านี้ จึงดำรัสให้พระโพธิวงศ์ พระพุทธโฆษาจารย์ เอาตัวสมเด็จพระสังฆราช พระพุฒาจารย์ พระพิมลธรรม กับทั้งถานาบาเรียนอันดับซึ่งเป็นอันเตวาสิก สัทธิงวิหาริก พระราชาคณะ ทั้งสามพระองค์นั้น ไปลง
ทัณฑกรรม ณ วัดหงส์ทั้งสิ้น และตัวพระราชาคณะให้ตีหลังองค์ละร้อยที พระถานาบาเรียนให้ตีหลังองค์ละห้าสิบที แต่พระสงฆ์ซึ่งตั้งอยู่ในศีลสัตย์ว่าไหว้ไม่ได้นั้น ทั้งสามอารามเป็นพระสงฆ์ถึงห้าร้อยรูปต้องโทษถูกตีทั้งสิ้น และพวกพระสงฆ์ทุศีลอาสัตย์อาธรรมว่าไหว้ได้มีมากกว่ามากทุก ๆ อารามแต่พระราชาคณะทั้งสามพระองค์และพระสงฆ์อันเตวาสิกซึ่งเป็นโทษทั้งห้าร้อยนั้นให้ไปขนอาจมชำระเว็จกุฎีวัดหงส์
ทั้งสิ้นด้วยกัน แล้วให้ถอดพระราชาคณะทั้งสามนั้นจากสมณฐานันดรศักดิ์ลงเป็นอนุจร จึงตั้งพระโพธิวงศ์เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระพุทธโฆษาจารย์ เป็นพระวันรัตน ครั้งนั้นมหาภัยพิบัติบังเกิดในพระพุทธศาสนาควรจะสังเวชยิ่งนัก บรรดาชนทั้งหลายซึ่งเป็นสัมมาทิฐินับถือพระรัตนตรัยนั้น ชวนกันสลดจิตคิดสงสารพระพุทธศาสนา มีหน้านองไปด้วยน้ำตาเป็นอันมาก ที่มีศรัทธาเข้ารับโทษให้ตีหลังตนแทนพระสงฆ์นั้นก็มี และเสียงร้องไห้ระงมไปทั่วทั้งเมือง...”
การจลาจลในพระนคร
นอกจากเกิดปัญหาในฝ่ายพุทธจักรแล้ว ด้านการบ้านเมืองก็ผันแปรไม่มีความสงบสุขเกิดเหตุจลาจลทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน นายบุนนากและขุนสุระจึงสมคบกันซ่องสุมกำลังคนเข้าปล้นจวนและฆ่าพระพิชิตณรงค์ผู้รักษาการกรุงเก่า ส่วนกรมการซึ่งหนีรอดไปนั้นได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้ากรุงธนบุรี
พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีรับสั่งให้พระยาสรรค์บุรีขึ้นไปปราบกบฏนายบุนนากและขุนสุระที่กรุงเก่า แต่เรื่องราวกลับตรงกันข้าม เมื่อพระยาสรรค์บุรีไปเข้ากับพวกนายบุนนากขุนสุระ แล้วยกกองทัพมาล้อมพระราชวังไว้ ทั้งสองฝ่ายยิงปืนตอบโต้กันตลอดคืน รุ่งเช้าพระเจ้ากรุงธนบุรีนิมนต์สมเด็จพระสังฆราช พระวันรัตนและพระรัตนมุนีออกไปเจรจาความกับพระยาสรรค์บุรีว่าทรงยอมแพ้และออกผนวช ณ วัดแจ้งภายในพระราชวังกรุงธนบุรี พระยาสรรค์บุรีจึงนำกำลังพลล้อมพระอุโบสถไว้แล้วเข้ายึดพระนคร
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะนั้นยังทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ทรงได้รับรายงานจากพระยาสุริยอภัยพระราชนัดดาว่ามีเหตุจลาจลในพระนคร จึงทรงมอบหมายให้พระยาสุริยอภัยยกกองทัพไปยังกรุงธนบุรีเพื่อระงับเหตุแล้วจะทรงยกทัพใหญ่ไปสมทบภายหลัง
โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ กล่าวถึงเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันเสาร์ แรม ๑๑ ค่ำ ปีฉลูตรีศก จ.ศ.๑๑๔๓ ไว้ว่า
เสารวารสิบเอ็ดขึ้น ฉลูตรี
ศักราชพันร้อยมี เศษไซร้
สี่สิบกับสามปี สัมพัจฉร์ ฉินท์นา
ดาลยุคขุกเข็ญให้ ราษฎร์ร้อนขวัญหาย ฯ
พระราชพงศาวดารกล่าวถึงเหตุการณ์ที่พระยาสรรค์บุรีเข้ายึดพระนครว่าดังนี้
“...ครั้น ณ วันเสาร์ เดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ ปีฉลู ตรีศก กองทัพพระยาสรรค์ก็ยกลงมาถึงพระนครครั้นค่ำเวลาสิบทุ่ม จึงให้พลทหารโห่ร้องยกเข้าล้อมกำแพงพระราชวังไว้รอบ ตัวพระยาสรรค์เข้าตั้งกองอยู่ริมคุกฟากเหนือคลองนครบาลที่บ้านพวกกรมเมือง ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทราบว่าข้าศึกยกมาล้อมพระราชวัง และพระยาสรรค์ซึ่งใช้ไปจับพวกกบภฏนั้นกลับเป็นนายทัพลงมา จึงสิ่งข้าราชการนอนเวรประจำของอยู่นั้น ให้เกณฑ์กันขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินรอบพระราชวังได้ยิงปืนโต้ตอบกันทั้งสองฝ่ายต่อรบกันอยู่จนรุ่ง...”
เมื่อพระยาสรรค์บุรีเข้ายึดพระนครไว้ได้แล้ว รู้ข่าวว่าพระยาสุริยอภัยยกทัพมาจึงเชิญปรึกษาข้อราชการว่าจะให้สึกพระเจ้ากรุงธนบุรีพันธนาการไว้แล้วถวายบ้านเมืองให้แก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก แต่ภายหลังพระยาสรรค์บุรีคิดยึดอำนาจสมคบกับเจ้าพระยามหาเสนาและพระยารามัญวงศ์จักรีมอญ ปลดกรมขุนอนุรักษ์สงครามหลานเธอออกจากเวรจำ แต่งตั้งให้เป็นนายทัพนำกำลังพลเข้าล้อมบ้านพระยาสุริยอภัยไว้ ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันจนรุ่งเช้าพระยาสุริยอภัยจึงเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ
เสียงปืนสองฝ่ายโต้ ตอบกัน
ผืนแผ่นดินแดยัน ย่อนไสร้
บ่นานพวกพาลหัน เหพ่าย พังแฮ
สมเด็จภาคีไนยได้ เขตรแคว้นเมืองขวัญ ฯ
โคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ ยังได้กล่าวถึงเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ซึ่งขณะนั้นคือหลวงสรวิชิต มีตำแหน่งเป็นนายด่านเมืองอุทัยธานี เข้ามารับราชการในกรุงธนบุรีให้คนนำหนังสือลับไปถวายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกถึงด่านพระจารึก แล้วได้ไปรับเสด็จที่ทุ่งแสนแสบ ความว่า
หลวงสรวิชิตเชื้อ ชาญสนาม
คุมไพร่พรานปืนสาม สิบถ้วน
เติมตั้งปีกกาตาม เทินแทบ สถลนา
รายรับรามลักษณ์ล้วน ทแกล้วทวยหาญ ฯ
ส่วนสมุดไทยทั้ง ๒ เล่ม ได้กล่าวถึงเหตุการณ์จลาจลในพระนครครั้งนั้นไว้ใกล้เคียงกับเนื้อความในฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ แต่ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
สมณาพราหมพฤฒิท้งง ราษฎร
ชนบทอกอาธร ใช่น้อย
เขดขันธเกิดรานรอน ทุกทั่ว กันนา
นองชุ่มฟูมฟายย้อย หยาดน้ำตาตรอม ฯ
ใครแขงคบพวกพ้อง พากัน
ชิงฉกเอาทรัพยสรรพ์ ซึ่งหน้า
ฤๅเกรงกริ่งไภยันต์ รายร่าง
เสียงคร่ำกำศดว้า เทวศร้อนอาดูล ฯ
อุปมาคือว่ายท้อง ชเลฦก
แลห่อนเหนทิวพฤกษ ลิ่วล้ำ
ฤๅมีหลักแก้วผลึก จักหยั่ง หยุดเลย
เหนแต่ฟ้ากับน้ำ ดักดิ้นกลางวล ฯ
เสียงปืนยิงยุ่งท้งง ธรณี
ทุกทิวาราตรี ห่อนเว้น
ใจเมืองหวาดหวั่นทวี สยองย่อ
ทรวงททึกคึกเต้น ตื่นคร้ามไภยพาล ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๘๐)
ข้อความในสมุดไทยเลขที่ ๑๘๐ ที่ยกมานี้ไม่ปรากฏในฉบับพิมพ์ พ.ศ.๒๔๗๐ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงดำเนินทัพมายังกรุงธนบุรีว่า
“...ในเพลาวันนั้นบังเกิดศุภนิมิตเป็นมหัศจรรย์ปรากฏแก่ตาโลก เพื่อพระราชกฤษฎาเดชานุภาพพระบารมีจะถึงมหาเศวตราชาฉัตร บันดาลให้พระรัศมีโชติช่วงแผ่ออกจากพระกายโดยรอบเห็นประจักษ์ทั่วทั้งกองทัพ บรรดารี้พลนายไพร่ทั้งปวงผู้ใหญ่ ผู้น้อยชวนกันยกมือขึ้น ถวายบังคมพร้อมกัน แล้วเจรจากันว่า เจ้านายเราคงมีบุญเป็น
แท้ กลับเข้าไปครั้งนี้คงจะได้ผ่านพิภพเป็นมั่นคง เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ทรงช้างแล้วยกช้างม้า รี้พลคนประมาณห้าพันเศษ ดำเนินทัพมาทางด่านพระจารึกมาถึงเมืองปราจีน แล้วข้ามแม่น้ำเมืองปราจีน เมืองนครนายก ตัดทางมาลงท้องทุ่งแสนแสบ
ขณะนั้นชาวพระนครรู้ข่าวว่า เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพกลับมาก็ชวนกันมีความยินดีถ้วนทุกคน ยกมือขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวว่า ครั้งนี้การยุคเข็ญจะสงบ แล้วแผ่นดินจะราบคาบ บ้านเมืองจะอยู่เย็นเป็นสุขสืบไป จึงหลวงสรวิชิตนายด่านเมืองอุทัยธานีลงมาอยู่ ณ กรุง ก็ขึ้นม้าออกไปรับเสด็จถึงทุ่งแสนแสบนำทัพเข้ามายังนคร...”
เมื่อเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเสด็จถึงฟากตะวันออกของกรุงธนบุรีแล้วได้ประทับ ณ พลับพลาหน้าวัดโพธาราม ซึ่งเจ้าพระยาสุริยอภัยจัดเตรียมไว้ มีข้าราชการมาเฝ้าคอยรับเสด็จเป็นอันมาก จากนั้นเสด็จประทับเรือพระที่นั่งไปยังพระราชวังกรุงธนบุรีประทับบนศาลาลูกขุนมหาดไทยชำระโทษผู้กระทำผิด
พระราชพิธีปราบดาภิเษก
เมื่ออาณาประชาราษฎร์พร้อมใจกันอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์แล้ว โปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษก ความในโคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ ว่า
สมณพราหมณ์พฤฒิพร้อม มนตรี
อาราธน์ไทธิบดี ผ่านหล้า
ปราบดาภิเษกศรี สมบัติ เสวยเฮย
เป็นปิ่นปักไพร่ฟ้า ร่มกั้งเกศสกล ฯ
ศุภวารวรฤกษ์ตั้ง การสยุม พรนา
อภิเษกสงฆ์ชุมนุม สวดพร้อม
ชีชาติทิชงค์ประชุม โอมอ่าน เวทแฮ
เครื่องกกุธภัณฑ์น้อม นอบเข้าทูลถวาย ฯ
สังข์เสียงอุโฆษครื้น เครงพิณ
หรทึกทรไนนิน นาทก้อง
บัณเฑาะว์ประดังอินท เภริศ ระดมนา
เซ็งแซ่สารพาทย์ฆ้อง ปี่แก้วปโคมถวาย ฯ
ในการพระราชพิธีปราบดาภิเษกนี้ สมุดไทยทั้ง ๒ เล่มได้กล่าวถึงพระราชพิธีสรงน้ำหรือกระยาสนาน ซึ่งในโคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๗๐ มิได้ระบุไว้ดังนี้
ศุภวารไชยฤกษพร้อม เพลา
สงฆสวดพุทธมนปรา กฎล้ำ
ทิชงคนบถวายอา เศิยรพาด
เสดจ์พิเศกสรงน้ำ เครื่องต้นพิทธีสนาน ฯ
(สมุดไทย เลขที่ ๑๗๙)
พระราชพิธีสรงน้ำหรือกระยาสนานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีปราบดาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขากล่าวไว้ว่า
“...ถึง ณ วันจันทร์ เดือน ๘ ปฐมาสาธ ขึ้นค่ำ ๑ ให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกโดยสังเขป นิมนต์พระราชาคณะสวดพระพุทธมนต์แล้วรุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๘ ขึ้น ๔ ค่ำ เพลารุ่งแล้วสี่บาท ได้มหาอุดมวิชัยมงคลนักขัตฤกษ์ พระสุริยเทพบุตรทรงกลดจำรัส ดวงปราศจากเมฆผ่องพื้นนภากาศ พระบาทสมเด็จบรมนาถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งบัลลังก์ศรีสักหลาดประดับด้วยเรือจำนำท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง แห่โดยกระบวนพยุหยาตราหน้า
หลังพรั่งพร้อมเสร็จ ก็เสด็จข้ามมหาคงคามา ณ ฝั่งฟากตะวันออก เสด็จขึ้นฉนวนหน้าพระราชวังใหม่ทรงพระเสลี่ยงตำรวจแห่หน้าหลัง เสด็จขึ้นยังพระราชมนเทียรสถาน ทรงถวายนมัสการพระรัตนตรัยด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วเถลิงสถิตเบื้องบนมงคลราชมัญจาพระกระยาสนาน พระสงฆ์ถวายพระปริโตทกธาร เบญจสุทธคงคามุทธาภิสิตวารี ชีพ่อพราหมณ์ถวายตรีสังข์ หลั่งมงคลธารา อวยอาเศียรพาทพิษณุ.
อิศวรเวท ถวายชัยวัฒนาการ พระโหราลั่นฆ้องชัยให้ประโคมขานเบญจางคดุริยดนตรีแตรสังข์ประนังศัพท์สำเนียงนฤนาท พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสถิตเหนือภัทรบิฐอันกั้งบวรเศวตราชาฉัตร พระครูราชปโรหิตาจารย์ก็กราบบังคมทูลถวายไอสุริยราชสมบัติ และเครื่องเบญจพิธราชกกุธภัณฑ์ พระแสงอัษฎาวุธอัญเชิญเสด็จขึ้นปราบดาภิเษก เสวยสวรรยาธิปัติถวัลยราชย์ดำรงแผ่นดินสืบไป...”
เสร็จพระราชพิธีปราบดาภิเษกแล้ว มีพระบรมราชโองการปูนบำเหน็จให้แก่เหล่าข้าราชการผู้มีความจงรักภักดี ตามควรแก่บรรดาศักดิ์และความดีความชอบของแต่ละบุคคล
เสร็จงานอภิเษกซั้น ทรงปรา รภแฮ
ชี้ชอบชนบรรดา ทแกล้ว
บำเหน็จบำนาญนา นาเนก
สบสิ่งเสื้อแพรแพร้ว เพริศผ้าปูมตรวย ฯ
ประทานทั่วมาตย์ผู้ ใจภักดิ์
เจียดมาศถาดจำหลัก ล่วมล้ำ
ปูนโดยอุดมศักดิ์ พระยาพระ หลวงนา
กฤชกระบี่ดาบด้ำ ฝักหุ้มทองประสาน ฯ
พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาระบุถึงเรื่องการพระราชทานสิ่งของให้แก่ข้าราชการผู้มีความชอบไว้ว่า “..เจ้าตันราชนัดดาซึ่งเป็นพระราชบุตรสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอองค์น้อยนั้น โปรดตั้งเป็นสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ และเจ้าลาซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระมารดานั้น โปรดตั้งเป็นสมเด็จพระเจ้าน้อง
ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา และนายกวดมหาดเล็ก ซึ่งเป็นสามีเจ้ากุอันเป็นพระกนิษฐภคินีต่างพระมารดานั้น โปรดตั้งเป็นพระองค์เจ้ากรมหมื่นนรินทรพิทักษ์ อนึ่ง พระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่พระชนม์ได้สิบหกพระพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดตั้งเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรให้เสด็จอยู่ ณ บ้านหลวงที่วังเดิม พระราชทานเครื่องราชูปโภค มีพานพระศรีทองเป็นต้น โดยควรแก่ยศถาบรรดาศักดิ์ทุก ๆ พระองค์...”
การสถาปนาและฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีตามคำกราบบังคมทูลเชิญของอาณาประชาราษฎร์แล้ว ได้ทรงสถาปนาพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนโปรดฯ ให้สร้างพระมหาปราสาทและสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นภายในบริเวณพระราชวังสำหรับเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
ในโคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ กล่าวถึงวัดพระศรีรัตนศาสดารามไว้ว่า มีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์บริเวณรอบระเบียงวิหารเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาพระแก้วมรกต
พระระเบียงระเบียบห้อม ไพหาร
เรขเรื่องรามเอาวตาร แต่ต้น
มรฑปกุฎาคาร ทวัยสดูป
หอแห่งพระนาคพ้น แพ่งสร้างสบสรรพ์ ฯ
นอกจากนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ยังโปรดฯให้สร้างหอพระไตรปิฎกพระราชทานนามว่า “หอมณเฑียรธรรม” เพื่อใช้เป็นที่ศึกษาพระธรรมของภิกษุสามเณรด้วย
มณเฑียรธรรมที่ร้อย ปิฎกกรอง ไว้นา
เทียรย่อมแปลสารสนอง นอบเต้า
คือโกศกรณฑ์รอง ธรรมศาสน์
เป็นที่บัณฑิตเจ้า ปราชญ์ครื้นครมเรียน ฯ
หอมณเฑียรธรรมนี้สมุดไทยทั้ง ๒ เล่มระบุว่าเป็นหอพระไตรปิฎกซึ่งสร้างอยู่กลางสระน้ำ ซึ่งความตอนนี้ไม่ปรากฏในฉบับพิมพ์ พ.ศ.๒๔๗๐ คือ
อุตรามีสระสร้อย เสาวคันธ
หอพระไตรวิฎกสรรค เศกส้าง
อาจารยวิสัชนาธรรม์ ปรดิภาค
บันทิตสงฆเรียนข้าง ฝ่ายเบื้องคันธทูร ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๘๐)
เรื่องการสร้างหอมณเฑียรธรรมกลางน้ำในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนี้ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์กล่าวไว้ว่า
“...พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระกรุณาให้ฐาปนาพระอารามขึ้นภายในพระราชวังพร้อมทั้งอุโบสถ พระเจดีย์วิหารและศาลารายเป็นหลายหลัง แล้วให้ขุดสระน้ำทำหอไตรลงในสระ ใส่ตู้พระไตรปิฎก แล้วโปรดให้พระอาลักษณ์แก้วเป็นพระยาธรรมปโรหิตจางวางราชบัณฑิต ตั้งพระอาลักษณ์ขึ้นใหม่ แล้วให้หลวงอนุชิตพิทักษ์เป็นพระยาพจนาพิมลช่วยราชการในกรมราชบัณฑิต แล้วให้ราชบัณฑิตทั้งปวงบรรดาที่เป็นอาจารย์นั้น บอกพระไตรปิฎกพระสงฆ์สามเณรเป็นอันมากบนหอไตรๆ นั้นให้นามว่าหอพระมนเทียรธรรม...”
เมื่อสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วได้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถ และนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
เสร็จสร้างสมโภชไท้ ทานถวาย พระนา
สงฆ์สวดพุทธมนต์ราย รอบล้อม
อำนรรฆอำนวยบาย บิณฑบาต แล้วเฮย
ชุมหมู่มนตรีห้อม ส่งแหว้นเวียนเทียน ฯ
พิธีฉลองสมโภชการสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดารามจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มีมหรสพและการละเล่นประเภทต่างๆ เช่น ละครใน หุ่นไทย หุ่นจีน หม่งครุ่ม ระเบ็ง ลอดบ่วง หกคะเมน ละครชาตรี โขน ฯลฯ
มโหรสพทุกสิ่งเหล้น ฉลองพุทธ พิมพ์พ่อ
เล็งละครอนิรุท รุ่นร้อย
พิลาสพิไลสุด จักร่ำ รำนา
แต่งแง่งามอ่อนช้อย เฉิดชี้โฉมสวรรค์ ฯ
หุ่นไทยประชันหุ่นงิ้ว จีนเขียน หน้านา
ญวนหกหัดโจนเจียน เหาะได้
หมุ่งครุ่มระเบงเวียน โพยแพ่น กลองแฮ
ลอดบ่วงหกคะเมนไม้ ลวดเลี้ยวหลีกกัน ฯ
ชาตรีตีกรับครื้น เครงโทน
กลองเร่งซัดตัวโยน แยบฟ้อน
โรงโขนมี่หมู่โขน ขานพากย์ อยู่พ่อ
เหินเห็จหนุมานช้อน แท่นท้าวชมพู ฯ
ในงานสมโภชวัดพระศรีรัตนศาสดารามนอกจากมีมหรสพและการละเล่นประเภทต่างๆ แล้ว ยังมี “การทิ้งกัลปพฤกษ์หรือการทิ้งทาน” ซึ่งโคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ระบุว่า ประชาชนผู้คอยรับทานแบ่งเป็น ๒ กลุ่มคือ กลุ่มผู้ชายและกลุ่มผู้หญิงไม่ปะปนกัน
เพลากัลปพฤกษ์ทิ้ง ทานปราย
หญิงแต่ฝูงหญิงชาย ห่อนใกล้
ดำรวจรักษ์คอยราย ระวังแปลก ปลอมแฮ
ชายแต่พวกชายให้ ช่วงก้มชิงกัน ฯ
การสมโภชวัดพระศรีรัตนศาสดารามในครั้งนั้นได้จัดขึ้นพร้อมกับงานฉลองสมโภชพระนคร มีการนิมนต์พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์รอบพระนคร แล้วให้ตั้งต้นกัลปพฤกษ์รอบกำแพงเมืองทิ้งทานต้นละชั่งเป็นเวลาสามวัน ความในพระราชพงศาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า
“...แล้วให้ตั้งต้นกัลปพฤกษตามวงกำแพงพระนครทิ้งทานต้นละชั่งทั้งสามวัน สิ้นพระราชทรัพยเปนอันมาก ให้มีงานมโหรศพต่างๆ แลมีลครผู้หญิงโรงใหญ่ เงินโรงวันละสิบชั่ง เปนการสมโภชวัดพระศรีรัตนสาศดารามด้วยครบสามวันเปนกำหนด...”
การได้ช้างสำคัญมาสู่พระบารมี
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้นได้ช้างสำคัญมาสู่พระบารมีหลายเชือกด้วยกัน เช่น พระบรมไกรสร บวรสุประดิษฐ์ อัฐทิศพงศ์ มงคลาดิเรก เอกมหันต์อนันตคุณ สมบุรณเลิศฟ้า, พระบรมไกรสร บวรบุษปทันต์ สุวรรณลักขณา มหาศุภมงคล วิมลเลิศฟ้า, พระอินทรไอยรา คชาชาติฉัททันต์ ผิวพรรณเผือกตรี สียอดตองตากแห้ง วิษณุแกล้งรังรักษ์ มงคลลักษณเลิศฟ้า เป็นต้น โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ได้กล่าวถึงช้างสำคัญไว้บางเชือกดังนี้
๑. พระบรมไกรสร ฯ
ช้างพลายสีประหลาดซึ่งพระยานครราชสีมานำมาถวาย เมื่อปีมะโรง ฉศก จ.ศ.๑๑๔๖ (ตรงกับ พ.ศ.๒๓๒๗) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดฯให้สมโภชแล้วพระราชทานชื่อขึ้นระวางเป็น “พระบรมไกรสร บวรสุประดิษฐ์ อัฐทิศพงศ์ มงคลาดิเรก เอกมหันต์อนันตคุณ สมบุรณเลิศฟ้า”
โคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ กล่าวถึงช้างพระบรมไกรสรฯ ว่ามีสีผิวคล้ายสีผลหว้า
สุประดิษฐ์ดูพิศเพี้ยง ผลชม พูพ่อ
มาจวบสมสู่สม โพธิไท้
ตำรานารายน์ประทมสินธุ์ว่าด้วยลักษณช้างกล่าวถึงช้าง “สุประดิษฐ์” ว่าเป็นช้างอัฐทิศ ซึ่งพระพรหมสร้างขึ้นจากกลีบดอกประทุมชาติ
“...กลีบหนึ่งทิ้งไปข้างทิศอิสาณ บังเกิดเปนช้างสุปรดิษฐ์ มีลักษณ ๙ ประการ สีเนื้อดังสีเมฆเมื่อสนธยา ผนฏท้องดังผนฏท้องงู งาซื่อสีขาวบริสุทธิ์ ดังผ้าขาว ที่เนื้ออ่อนดังบัวสีแดง ขนปากยาว อัณฑโกษอ่อน เต้ามันอ่อน ร้องเสียงดังเสียงฟ้า พร้อมด้วยลักษณ ๙ ประการ...”
๒. พระบรมนักขมณี ฯ
ช้างเล็บครบได้มาจากเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อปีฉลู สัปตศก จ.ศ.๑๑๖๗ (ตรงกับ พ.ศ.๒๓๔๘) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดฯ ให้พระราชทานชื่อขึ้นระวางเป็น “พระบรมนักขมณี ศรีรัตนคเชนทร บวรวิศนุพงศ์ วงศคชพรรค์ อนันตคุณ สมบุรณเลิศฟ้า”
ตามตำรานารายน์ประทมสินธุ์ว่าด้วยลักษณช้างกล่าวถึง “ช้างเล็บครบ” ไว้ว่าเป็นช้างอัฐคชซึ่งพระนารายณ์ทรงสร้างขึ้นจากเกสรดอกประทุมชาติ
“...จะกล่าวอัฐคช ๕ ช้าง ซึ่งพระนารายน์เปนเจ้าให้บังเกิดเปนช้างด้วยเกสร ช้างหนึ่งชื่อว่าครบกระจอก มีเล็บเท้าละ ๕ เล็บ...”
ในโคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ กล่าวถึงลักษณะของช้างพระบรมนักขมณี ฯ ว่ามีเล็บครบยี่สิบเล็บ
บรมนักขมโณดม อดูลเดช
เล็บครบยี่สิบได้ ชื่ออ้างอิศรพงษ์ ฯ
๓. พระอินทร์ไอยรา ฯ
ช้างพังซึ่งลาวเมืองภูเขียวคล้องได้เมื่อปีเถาะ สัปตศก จ.ศ.๑๑๕๗ (ตรงกับ พ.ศ.๒๓๓๘) ผิวมีสีนวลคล้ายสีใบตองแห้ง ตา เล็บ ขนตัว และขนหางเป็นสีขาว โคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ กล่าวถึงช้างพังเชือกนี้ว่า
พระอินท์ไอยเรศช้าง เฉลิมขวัญ เมืองนา
ใช่เหตุหากบังพรรณ แม่ไว้
จอมภพผ่านไอศวรรย์ เสวยราชย์ รมย์แฮ
พระคชแสดงสีใกล้ เผือกแผ้วผิวสกนธ์ ฯ
พระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุว่า พระยานครราชสีมาได้แจ้งข่าวว่า แต่เดิมช้างนี้ถูกตัดหางออกเสียเพราะเจ้าของช้างเกรงว่าจะตกไปเป็นของหลวง เมื่อความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ดำรัสให้ส่งมาให้ทอดพระเนตร แล้วโปรดฯ ให้นำหางโคมาผูกต่อเข้าไว้เป็นช้างโคบุตร พระราชทานชื่อขึ้นระวางเป็น “พระอินทร์ไอยรา คชาชาติฉัททันต์ ผิวพรรณเผือกตรี สียอดตองตากแห้ง วิษณุแกล้งรังรักษ์ มงคลลักษณเลิศฟ้า”
“...ครั้น ณ วันอาทิตย เดือนสี่ ขึ้นเก้าค่ำ ช้างลงมาถึงกรุงได้ทอดพระเนตรแล้วดำรัศว่า เปนเผือกตรี เสียดายแต่หางด้วนเสีย ทรงพระพิโรธเจ้าของช้างนั้นมาก มิได้พระราชทานสิ่งใด หางนั้นให้เอาหางโคผูกเข้าต่อเปนช้างโคบุตร เข้าโรงสวดมนต์ทำขวันสมโภช แล้วประทานชื่อขึ้นรวางเปนพระอินทรไอยรา คชาชาติฉัตรทันต์ พิศผิวพรรณเผือกตรี ศรียอดตองตากแห้ง วิศณุแกล้งรังรักษ มงคลลักษณเลิศฟ้า...”
เกี่ยวกับเรื่องที่โปรดฯ ให้นำหางโคมาผูกเข้ากับหางช้างพังที่ถูกตัดขาดเพื่อให้เป็นช้างโคบุตรนี้ ตำรานารายน์ประทมสินธุ์ว่าด้วยลักษณช้างกล่าวถึง “ช้างโคบุตร” ว่า
“...ช้างหนึ่งชื่อโคบุตร มีพรรณผิวเหลืองดังหนังโค เปนบุตรนางโค เสียงดุจเสียงโค ขนหางขึ้นรอบดุจหางโค งางอนน้อย คุ้มโทษอันตรายทั้งปวงได้...”
การได้กวางเผือกมาสู่พระบารมี
นอกจากได้ช้างสำคัญมาสู่พระบารมีแล้ว โคลงสรรเสริญพระเกียรติ ฯ ยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์ซึ่งมิได้ระบุไว้ในพงศาวดารคือ เรื่องที่พรานป่าดักกวางเผือกได้แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ในพระราชวัง ความว่า
บารมีมานมิ่งเนื้อ โบดก
ศรีเศวตวันจรก ดักได้
นำถวายแต่จอมดิลก โลเกศ วร-นา
ไท้ธบำนาญให้ ทรัพย์เสื้อเงินงาม ฯ
โปรดไว้ในนิเวศเลี้ยง รักษา
รังสฤษฎ์สมญาพญา เผือกเนื้อ
ใครเห็นหากหรรษา ภิรมย์รัก มฤคแฮ
บ้างก็ชมว่าเชื้อ ชาติพ้องพุทธางกูร ฯ
ส่วนสมุดไทยทั้ง ๒ เล่มกล่าวถึงเฉพาะการได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมีทั้ง ๒ เชือกคือ “พระบรมไกรสร ฯ และพระบรมนักขมณี ฯ” แต่มิได้กล่าวถึงเรื่องกวางเผือก
การสถาปนาและฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
เมื่อ จ.ศ.๑๑๕๑ ปีระกา เอกศก (ตรงกับ พ.ศ.๒๓๓๒) อันเป็นปีที่ ๘ แห่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น พระองค์ได้ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์ “วัดโพธาราม” ซึ่งชำรุดปรักหักพังให้มีสภาพงดงามกว่าเดิม ดำรัสให้ซื้อมูลดินถมบริเวณพื้นที่ลุ่มดอนจนราบเสมอดีแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถมีกำแพงแก้วกระเบื้องปรุล้อมรอบ ส่วนพื้นในกำแพงแก้วและ
ระหว่างพระระเบียงชั้นในก่ออิฐ ๕ ชั้น แล้วทำพระระเบียงล้อมสองชั้น มุมพระระเบียงทำเป็นจัตุรมุขทุกชั้นมีพระวิหารสี่ทิศ หลังคาพระอุโบสถ พระวิหาร พระระเบียงนั้นให้มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลืองและสีเขียว อีกทั้งโปรดฯ ให้จารึกแผ่นศิลาตำรายา และสร้างรูปฤาษีดัดตนไว้เป็นทานด้วย ทำให้ทราบว่ารูปฤๅษีดัดตนนอกจากสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ยังมีบางส่วนที่สร้างไว้แล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ดังความในโคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ ว่า
วัดโพธิ์พันธุโพธิครั้ง พระผจญ มารพ่อ
โพธิ์ร่มอาสน์ทศพล อยู่เกล้า
ทรงพระศรัทธานนท์ หนุนพุทธ ศาสน์นา
จับการก่ออิฐเร้า เร่งล้ำเร็วเหลือ ฯ
วิหารสี่ทิศทั้ง อุโบสถ
พระระเบียงหลั่นลด ย่อเลี้ยว
พิหารหากเห็นคด คือฉาก ช่างแฮ
มาลกดาบสเอี้ยว อัดพลิ้วแพลงกาย ฯ
สมุดไทยทั้ง ๒ เล่มระบุว่าเมื่อปฏิสังขรณ์วัดโพธารามแล้ว โปรดฯ ให้มีพิธีฉลองสมโภชนิมนต์พระสงฆ์มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พร้อมทั้งตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายทั้งพระราชทรัพย์และโภชนาหาร แต่มิได้กล่าวถึงเรื่องการสร้างรูปฤๅษีดัดตน
อยุทธยาผาศุกขแผ้ว ไพบูลย์
เพราะพระนเรนศูร หน่อเนื้อ
เสด็จจากพิมารมูร ธาเทพ
มาบำเพญโพธิเกื้อ ก่อส้างแสวงผล ฯ
เบญจะศิลทรงนิตยน้อม นำกุศล
อุโบสถอัษฎางคยล ยิ่งแท้
อวยทานหว่านหวังผล ภูมเพิ่ม
แจกจ่ายทรัพย์เหลือแล้ เลิศเบื้องบำเพญ ฯ
พระวะษาไตรมาศเชื้อ เชิญสงฆ์
แสดงพระธรรมพุทธองค์ กล่าวไว้
นิจภัตอัตราทรง บิณฑิบาตร
ชายก่อเจดียให้ เพิ่มเบื้องบุญฉลอง ฯ
(สมุดไทยเลขที่ ๑๘๐)
พระราชพงศาวดาร ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ระบุถึงการปฏิสังขรณ์วัดโพธารามว่าใช้เวลาทั้งสิ้น ๗ ปีเศษจึงแล้วเสร็จ โปรดฯ ให้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม”
“...แล้วหลั่งน้ำอุทิศโสทกลงเหนือพระหัตถ์พระพุทธปฏิมากร ถวายพระอารามตามบาลีแก่พระสงฆ์มีองค์พระพุทธปฏิมากรเป็นประธาน และพระราชทานนามพระอารามว่า วัดพระเชตุพนวิมลฆมังคลาราม...”
นอกจากนี้ โคลงสรรเสริญพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ยังกล่าวถึงรูปเคารพต่างๆ ที่ประดิษฐานอยู่ในเทวสถานสำหรับพระนครและศาลหลักเมืองสมัยนั้นว่า
เทวฐานสถานที่ซุ้ม ศีวลึงค์ ก็มี
หอพิฆเนศวรสึง ปสิทธิไว้
ปราการประกิตขึง ขัณฑ์ขอบ รอบแฮ
สดมภ์ชิงช้าให้ ทวิชตั้งแขวนขดาน ฯ
ศาลหลักนคเรศเสื้อ เมืองศาล
สรพราศพร้อมพระกาล กาจแกล้ว
ทรงเมืองธสิงสถาน สถิตเทียบ กันนา
เพรียงไพร่ไข้ทุกข์แผ้ว พาทย์ฟ้อนบวงสรวง ฯ
งานฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามคราวนั้นสิ้นพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมากตามความในพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวไว้ว่า
“...คิดทั้งเงินราคาผ้าทรงพระ ค่าดอกไม้สดบูชาเลี้ยงพระสงฆ์ กระจาด และโรงฉ้อทาน เครื่องไทยทาน ทำเครื่องโขน โรงโขน เครื่องเล่นเบ็ดเสร็จพระราชทานการมหกรรมสมโภช และถวายระย้าแก้ว โคมแก้วบูชา ไว้ในพระอาราม เป็นเงินตราในการฉลองเงิน ๑,๙๓๐ ชั่ง ๔ ตำลึง คิดรวมกันทั้งสร้างเป็นพระราชทรัพย์เงิน ๕,๘๑๑ ชั่ง...”
เมื่อกล่าวถึงงานฉลองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามแล้ว เนื้อหาตอนท้ายของโคลงสรรเสริญพระเกียรติฯ กล่าวถึงความสงบสุขภายในบ้านเมือง ตลอดจนความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาตลอดยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จากนั้นเป็นบทบูชาพระรัตนตรัยและพระผู้เป็นเจ้าของศาสนาพราหมณ์ เพื่อขอพรให้บังเกิดแด่พระองค์ท่าน และคำกล่าวอธิษฐานของผู้ประพันธ์เพื่อให้โคลงเรื่องนี้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ
สุริยสูญโสมส่องม้วย เมืองสวรรค์ ก็ดี
เมรุมอดสัปดบริภัณฑ์ ทั่วทั้ง
สูญสิ้นแผ่นดินอรร ณพนาศ นาพ่อ
กลอนกล่าวโคลงนี้ตั้ง อยู่ไสร้อย่าสูญ ฯ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย